นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ทุ่งกุลาร้องไห้

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ทุ่งกุลาร้องไห้


เมื่อหลายพันปีมาแล้วบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันเป็นทะเลมาก่อน ในทะเลแห่งนี้มีได้สัตว์น้ำน้อยใหญ่อาศัยอยู่มากมาย ได้มีเมืองจำปานาคบุรี ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลแห่งนี้

เจ้านครจำปานาคบุรี มีธิดาชื่อว่า นางแสนสี และยังมีหลานสาวอายุไล่เลี่ยกันชื่อว่า นางคำแพง หญิงสาวทั้งสองมีรูปร่างหน้าที่สวยสดงดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายทั้งหลาย ท้าวนครจำปานาคบุรี ได้จัดให้มีคนคอยเผ้าดูแลอย่างดี ผู้ดูแลชื่อว่า จ่าแอ่น ซึ่งจะคอยตามติดอยู่ทุกฝีก้าวไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม และในเมืองจำปานาคบุรีแห่งนี้ ได้มีนาคที่มีอิทธิฤทธิ์สูงอยู่ตนหนึ่ง ซึ่งหากมีชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนก็จะให้ความช่วยเหลือ จนเมืองนี้ได้ชื่อว่า นาคบุรี

ในครั้งนั้นมีเมืองอยู่อีกเมืองหนึ่งที่มีชื่อว่าบูรพานครตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเล ท้าวผุ้ครองนครมีโอรสชื่อว่า ท้าวฮาดคำโปง และมีหลานชายชื่อว่า ท้าวอุทร ทั้งสองได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่อสู้มา จึงจะลองวิชาโดยจะไปต่อสู้กับนาคที่เมืองจำปานาคบุรีตามคำสั่งของอาจารย์ เมื่อทั้งสองได้เดินทางไปถึงเมืองจำปานาคบุรียังไม่ทันได้ลองวิชา ทั้งสองหนุ่มกลับไปสนใจธิดาและหลานสาว ทั้งสองจึงพยายามที่จะติดต่อกับนางทั้งสองแต่ก็ถูกกีดกันจากจ่าแอ่นผู้ดูแล แต่ชายหนุ่มทั้งสองก็ยังคงพยายามต่อไป และได้รู้มาว่าทุกๆเจ็ดวันนางทั้งสองจะออกมาเล่นน้ำที่ทะเล

ต่อมาหญิงทั้งสองก็ออกไปเล่นน้ำ พร้อมด้วยบริวารตามปกติ ชายทั้งสองเห็นเป็นโอกาสอันดีจึงเสกผ้าเช็ดหน้าให้เป็นหงส์ทองไปขวางเรือไว้ นางอยากได้จึงให้จ่าแอ่นพายเรือตามไปเก็บ ยิ่งตามยิ่งลึกเข้าไปในทะเลแต่ก็ยังไม่สามารถจับ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็อยู่กลางทะเลเสียแล้ว ท้าวทั้งสองเห็นจึงเอานางทั้งสองและบริวารขึ้นเรือของตนไป

เมื่อเจ้าเมืองจำปานาคบุรีทราบเรื่องเข้าจึงได้ไปขอให้นาคช่วย นาคจึงบรรดาลให้พื้นทะเลสูงตัวขึ้น น้ำทะเลเหือดแห้งไป เรือของท้าวฮาดคำโปงและท้าวอุทรไม่สามารถที่จะแล่นต่อไปได้ จึงเอาจ่าแอ่นไปซ่อนในป่า บริเวณดังกล่าวจึงมีชื่อเรียกว่า ดงจ่าแอ่น เอานางแสนสีไปซ่อนไว้อีกที่หนึ่ง จึงเรียกว่า ดงแสนสี และเอาหญิงหลานเจ้าเมืองไปซ่อนอีก จึงเรียกบริเวณนั้นว่า ดงป่าหลาน เมื่อน้ำในทะเลทั้งหมดแห้งเหือดไปสัตว์ต่าง ๆ ในทะเลก็พากันตายหมด นกทั้งหลายพากันไปกินซาก ซึ่งกินอยู่ประมาณครึ่งเดือนกว่า กุ้งหอยปูปลาในทะเลก็หมด ก็ได้พากันขี้ทิ้งกองรวมกันไว้เป็นกองใหญ่มาก จนเรียกบริเวณนั้นว่า โพนขี้นก

ท้าวฮาดคำโปง ท้าวอุทร นางแสนสีและนางคำแพง ติดอยู่กลางทะเลที่แห้งเหือดนั้น แต่ชายทั้งสองเกิดหลงรักนางแสนสี จึงเกิดการต่อสู่ขึ้น ท้าวฮาดคำโปงแพ้ถูกฆ่าตาย จึงกลายเป็นผีเฝ้าทุ่ง ในเวลากลางคืนจะกลายเป็นแสงไฟลอยตามหานางแสนสี ชาวบ้านแทบทุ่งกุลาร้องไห้เรียกว่า ผีโป่ง หรือ ผีทุ่งศรีภูมิ

ฝ่ายเจ้าเมืองจำปานาคบุรีเกิดความเห็นใจทั้งธิดาของตนและท้าวอุทรที่ต้องรอนแรมอยู่กลางทุ่งที่แห้งแล้ง จึงอภัยให้ท้าวอุทรหลังจากที่โกรธมานาน จึงมอบไพล่พลไปสร้างดงเท้าสาร หรือ เมืองเท้าสาร และยอมยกนางแสนสีให้เป็นมเหสีของท้าวอุทร

yengo หรือ buzzcity

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง พื้นเมืองเวียงจันทร์

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง พื้นเมืองเวียงจันทร์


ในอดีตกาลนานมา เวียงจันทน์กับไทยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ไทยยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์เสียหลายครั้ง
แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้สักทีทั้งที่ไทยนั้นมีกำลังมากกว่า นั่นก็เพราะว่าเวียงจันทน์มีพระยานาคมาช่วยเหลือ คือเมื่อเจ้าเมืองตีกลองขึ้นมา
พระยานาคก็จะโผล่ขึ้นมาจากน้ำแล้วก็พ่นพิษใส่ทหารไทยจนทหารไทยตายเสียหมด

กษัตริย์ไทยทรงทราบเรื่องราวนั้นจึงได้ให้เชียงเมี่ยง ที่เป็นคนฉลาดหลักแหลม
ปลอมเป็นหมอมอ(หมอโหร) เข้าไปในเมืองเวียงจันทน์ เมื่อสบโอกาสได้เข้าพบกับเจ้าอนุ
เจ้าเมืองเวียงจันทร์ หมอมอเชียงเมี่ยงจึงได้ทำนายว่าเจ้าอนุวงศ์จะได้รับมรดกที่เป็นเงินที่ถูกฝังไว้ที่ครกมอง
เมื่อเจ้าอนุสั่งให้คนไปขุดดูก็ได้พบเงินนั้นจริงๆ จึงทำให้เกิดความศรัทธาเชื่อถือในหมอมอคนนี้มาก
ส่วนสาเหตุที่พบสมบัตินั้นได้ ก็เนื่องมาจากเชียงเมี่ยงให้คนเอาไปฝังไว้ก่อนแล้วนั่นเอง

ต่อมาเชียงเมี่ยงให้คนทำว่าวติดธนูเอาไว้ด้วย แล้วจึงได้ปล่อยขึ้นไปจนสูงมากๆจนไม่สามารถมองเห็นได้ ได้ยินแต่เสียงธนู
เจ้าอนุแปลกใจเป็นอันมากแต่ก็ไม่สามารถที่จะหาสาเหตุได้จึงให้เรียกหมอมอมาทำนายให้ดู หมอมอเชียงเมี่ยง
ก็ได้ให้คำทำนายว่าจะมีเรื่องเดือดร้อนมาถึงแก่บ้านเมือง เพราะเสียงนั้นก็คือภูตผีปีศาจที่ร้องโหยหวนเพราะต้องการที่จะลงมากินผู้คน
พระราชา อนุ จึงตรัสถามไปว่าจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรไ้บ้าง หมอมอปลอมบอกว่าจะต้องไปตัดลิ้นของกลองใบนั้น
และให้อุดรูพระยานาคเอาไว้เสีย เสียงนั้นก็จะหายไปและภูติผีปีศาจก็จะไม่ลงมากินผู้คนในเมืองเวียงจันทร์
เจ้าอนุหลงกลเข้าให้จังเบ้อเร่อจึงให้คนทำตามที่หมอมอบอก

ครั้นเมื่อถึงเวลาที่ไทยไปตีเมืองเวียงจันทร์ พระราชาอนุจึงไม่สามารถเรียกพญานาคออกมาช่วยได้ เมืองเวียงจันทรืจึงได้ถูกตีแตกด้วยเหตุนี้เอง

yengo หรือ buzzcity

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ดาวไก่น้อย

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ดาวไก่น้อย


พระอาทิตย์ยามเย็นส่องแสงสีเหลืองนวลตาและใกล้ที่จะลับลงหลังภูเขาเต็มที สองผู้เฒ่าตายายกำลังที่จะกลับมาที่กระต๊อบหลังจากหาฝืนในป่า ยายก็มาหุงหาอาหาร ส่วนตานั้นก็ถือขันข้าวเปลือกไปให้อาหารแม่ไก่กับลูกไก่อีก 6 ตัว ที่พาลูกไปท่องเที่ยวในป่าไผ่หลังกระต๊อบทั้งวัน

เมื่อถึงเวลาพลบค่ำตายายก็จุดตะเกียงนั่งกินข้าวอยู่ที่นอกชานซึ่งมีหลังคาคลุมอยู่ มีเสียงร่ำลือกันหนาหูว่ามีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกรดหลังหมู่บ้าน ตายายกินข้าวกันไปพลางปรึกษากันไปว่าจะฆ่าแม่ไก่ตัวนี้เสีย เพื่อไปจังหันพระ แม่ไก่ที่กำลังกกลูกนอนอยู่พอได้ยินดังนั้นก็บอกกับลูกๆว่า “ลูกเอ้ย….แม่จะต้องตายแล้ว แม่จะต้องตอบแทนบุญคุณของตาและยายชุบเลี้ยงแม่มาตั้งแต่ยังเป็นลูกเจี๊ยบ” ลูกไก่ทั้ง 6 ได้ยินแม่บอกดังนั้นก็ร้องให้ซบอกแม่แน่นขึ้น แม่ไก่ก็กระซิก สะอื้นพลางสั่งเสียลูกๆทั้ง 6 ต่อไปว่า “ลูกๆทั้ง 6 ต้องรักกัน สามัคคีกัน น้องต้องเชื่อฟังพี่ แม่ตายแล้วก็อย่าพากันออกไปเล่นไกลจากกระท่อม เดี๋ยวจะหลงทางไปได้” นางแม่ไก่ กอดลูกน้อยนอนร้องไห้ทั้งคืน จนหลับไปกลางดึกด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่ทว่าคราบน้ำตานั้นก็ยังคงไม่จางหายไปจากตาของแม่ลูก และยังมีลูกไก่บางตัวยังหลับไม่สนิทยังสะอื้นกระซิกๆ ยันสว่าง

บรรยากาศของเช้าวันนี้ ให้ความรู้สึกที่แปลกและเศร้าสลดอย่้า่งมาก แม่ไก่ไม่ได้พาลูกไปออกหากินอย่างเช่นเคย นางยังคงกอดลูกรอคอยความตายอยู่ที่หน้ากระท่อม ถึงแม้นางจะอยากตายเพื่อที่จะตอบแทนบุญคุณตายาย แต่ก็หาได้อยากที่จะจากลูกในอกไปไม่ นางกอดลูกอยู่อย่างนั้น นั่งรอคอยความตายอยู่อย่างน่าสงสาร บางทีอยากที่จะพาลูกหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ก็กลัวว่าลูกจะต้องอยู่กันอย่างลำบากยากเข็น ตากับยายเดินลงมาจากกระท่อมาแล้ว ตายายตรงรี่เข้าไปหาแม่ไก่ในทันที ตามปกติแล้วการจับไก่ที่ไม่ค่อยเชื่องต้องใช้คนหลายคนวิ่งไล่จับกันเป็นพัลวัน พอจนมุมแล้วจึงค่อยก็จับคอแล้วรวบขา แต่แม่ไก่ตัวนี้กลับยอมให้ตาอุ้มไปแต่โดยดี ลูกไก่ได้ออกจากอกแล้ว น้ำตาของทั้งสองฝ่ายต่างไหลออกจากตาอีกครั้งและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหยุดไหลได้เสียที ลูกไก่วิ่งตามตามาอย่างสุดฝีเท้าแต่ก็ไม่อาจที่จะห้ามตากับยายได้

แม่ไก่โดนยายถอนขนที่อยู่บริเวณต้นคอของแม่ไก่ นางแม่ไก่ก็ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด ลูกไก่ก็ได้แต่ร้อง เจี๊ยบๆๆๆ ยิ่งมีกันหลายตัว ก็ยิ่งส่งเสียงหนวกหูคนฟัง แต่ความจริงแล้ว ลูกไก่เหล่านั้นกำลังร้องเรียกหาแม่ของตน บ้างก็ร้องไห้รำพึงรำพันถึงแม่ บางตัวก็ถึงกับต่อว่าด่าตากับยาย แม่ไก่ถูกถอนขนออกไปเกือบถึงครึ่งคอ ตาก็หยิบมีดมา เพื่อจะปาดคอแม่ไก่ให้ตาย แม่ไก่หลับตาแน่น ลูกไก่ยิ่งร้องเจี๊ยบๆๆ ดังขึ้นไปอีก บัดนี้มีดที่ตาหยิบมาได้ปาดเนื้อเข้าที่คอของแม่ไก่เสียแล้ว เลือดกำลังไหลรินออกมาอย่างช้าๆ ยายเอาถ้วยมารองเลือดไว้ ตาใช้มีดปาดไปมาอีกสองสามครั้งเลือดก็ไหลออกมาดังเปิดก๊อกน้ำ บัดนี้แม่ไก่หมดซึ่งเรี่ยวแรงเสียแล้ว และเจ็บปวดทุกข์ทรมานเหลือคณา ลูกตาของแม่ไก่เหลือกขึ้นข้างบนแล้วก็สะอึกสองทีแล้วนางแม่ไก่ก็ตายจริงๆ ลูกไก่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตาก็ได้แต่ส่งเสียงร้องเรียกแม่ของตนด้วยความไร้เดียงสา เจี๊ยบๆๆๆ เสียงนี้ดังก้องไปทั่วบริเวณ…

แม่ไก่ตายแล้ว…..แม่ไก่ตายแล้วไม่รู้ว่าลูกจะอยู่อย่างไรต่อไป ไม่รู้ว่าลูกต้องทนทุกข์ทรมานเมื่อขาดแม่ไป ลูกไก่เฝ้าแต่ร้องร่ำไห้เรียกหาแม่อยู่ตลอดเวลา
น้ำร้อนเดือดแล้ว ยายนำร่างของแม่ไก่ไปลวกแล้วจัดการถอนขนออก ในตอนนี้แม่ไก่ไม่รู้หรอกว่า ตอนที่แม่ถูกถอนขน มันเจ็บปวดในหัวใจของผู้เป็นลูกที่เห็นผู้แม่ถูกกระทำเยี่ยงนี้ ใจลูกอยากจะตายแทนแม่เสียเหลือเกิน แม่จ๋า แม่จ๋า แม่อยู่ไหน ลูกจะตายไปกับแม่ แม่รอหนูนะจ๊ะ ไม่ว่าแม่อยู่หนแห่งใด หนูจะตามแม่ไปทุกที่ หนูจะไปเกิดเป็นลูกแม่ทุกชาติ แม้แม่จะเกิดเป็นไส้เดือนกิ้งกือ หนูก็จะไปเกิดในท้องของแม่ แม้แม่จะเกิดเป็นพยาธิหนูก็จะไปเกิดในท้องแม่ ทำไม ทำไมแม่ต้องมาจากหนูไปด้วยเล่า แม่จ๋า แม่จ๋า แม่อยู่ที่ไหน ทำไมแม่ไม่พาหนูไปอยู่กับแม่ด้วย

พอยายถอนขนออกจนเกรียนแล้ว ยายจึงเอาร่างนั้นไปจี่้ไปเพื่อเผาขนอ่อนที่เหลืออยู่ ทันใดนั้นเอง ลูกไก่ทั้งหมดจึงได้ตัดสินใจ กระโดดเข้าไปในกองไฟเพื่อตายไปกับแม่

ด้วยอานิสงส์อันประเสริฐ ทั้งหมดจึงได้กลายไปเป็นดาว

yengo หรือ buzzcity

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง กระต่ายเจ้าเล่ห์

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง กระต่ายเจ้าเล่ห์


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า มีกระต่ายอยู่ตัวหนึ่ง มีความเฉลียวฉลาดมาก อยู่มาในวันหนึ่งกระต่ายตัวนี้เห็นยายแก่คนหนึ่งเอาข้าวไปถวายพระที่วัด พร้อมกับมีกล้วยอยู่หวีหนึ่งใส่ไว้ในกระเฌอทูนไว้บนหัว กระต่ายตัวนั้นอยากกินกล้วยมากจึงใช้อุบายหลอกยายเพื่อที่ตนจะได้กินกล้วยของยาย จึงรีบวิ่งไปดักที่กลางทาง โดยการแกล้งล้มลงนอนตายอยู่ เมื่อยายเดินมาเห็นกระต่ายนอนตายอยู่ก็ได้แต่แปลกใจ จึงจับขึ้นมาดูเห็นตัวยังอุ่นๆอยู่จึงจับใส่กระเฌอแล้วก็ทูนหัวต่อไป
ฝ่ายกระต่ายเมื่อได้ลงไปในกระเฌอของยายสมตามความตั้งใจ ก็ลุกขึ้นมาปลอกกล้วยกินและได้ทิ้งเปลือกไปข้างหลัง ส่วนยายนั้นเมื่อได้ยินเสียงทิ้งเปลือกกล้วยก็หันกลับไปดู แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร ได้เห็นแต่เปลือกกล้วย ก็บังเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าใครนะเดินทางไปก่อนตน เมื่อยายหันไปข้างหลัง กระต่ายก็ทิ้งเปลือกกล้วยไปข้างหน้า เมื่อยายหันหน้าเพื่อที่จะเดินต่อไปก็เห็นเปลือกกล้วยอีกแล้วก็กล่าวว่า เปลือกกล้วยนี้ยังคงใหม่อยู่เลยคงจะต้องมีใครสักคนอยู่ข้างหน้าใกล้ ๆ นี้แหละง และคงจะเดินไปกินกล้วยไปด้วย ยายจึงรีบก้าวเดินไปเพื่อที่จะให้ทัน แม้ยายคนนั้นจะรีบเดินมากเท่าไรก็ตามไม่ทันเสียที จนกระทั่งยายเหนื่อยจึงหยุดพักเอากระเฌอวางลง ก็ได้เห็นกระต่ายกินกล้วยของตนจนหมดหวี เมื่อเห็นดังนั้นแล้วก็โกรธมาก กระต่ายก็กระโดดออกวิ่งไปยายก็รีบวิ่งตามไปเพื่อหมายที่จะตีกระต่ายตัวนั้น กระต่ายก็วิ่งขึ้นไปอยู่บนต้นคลุ้ม ยายตีไม่ได้จึงได้เอากรรไกรที่มีไว้ผ่าหมากตัดต้นคลุ้มนั้นกระต่ายได้เห็นดังนั้นก็ตกใจเป็นอันมาก ด้วยความที่ฉลาดและมีไหวพริบดี จึงกล่าวกับยายว่า

“ยายเอ๋ยถ้ายายเอากรรไกรนั้นตัดต้นคลุ้มนี้ กรรไกรของยายจะหักเอาเสียเปล่า ๆ เพราะต้นคลุ้มนั้นมันแข็งมาก ถ้ายายไม่เชื่อยายก็ลองเอากรรไกรขูดดูแก่น ของมันซี แก่นของมันจะมีสีแดงแจ๋ทีเดียว” ยายก็สงสัยจึงเอากรรไกรขูดต้นคลุ้มดู เมื่อเอาเปลือกด้านนอกออกก็เห็นด้านในก็เป็นสีแดง ยายก็คิดว่าเป็นแก่นจริง ๆ จึงไม่กล้าตัด จึงไปหาเอามีดมา เมื่อยายไปแล้ว กระต่ายก็วิ่งไปอยู่ในโพรงของต้นไม้ ยายก็จับตีไม่ได้อีก ยายจึงคิดอ่านเอาบ่วงมาดักไว้ที่ปากโพรงต้นไม้ หากกระต่ายออกมาจะได้ติดบ่วง เมื่อยายดักบ่วงเสร็จกระต่ายก็คิดว่าหากตนออกไปต้องติดบ่วงตายเป็นแน่แท้ จึงคิดหลอกยายอีกครั้ง แล้วก็บอกกล่าวกับยายอีกว่า

“ยายเอ๋ยทำบ่วงดักฉันอย่างนั้นนะไม่มีวันที่ได้ตัวฉันหรอกน่ายาย เพราะบ่วงอย่างนั้นมันไม่รูด ถ้ายายไม่เชื่อยายก็ลองเอาขาของยายใส่ลงดูก่อนก็ได้นะ” ฝ่ายยายก็สงสัยว่าเป็นจริงอีก จึงเอาขาใส่ลงไปในบ่วงดูคันของบ่วงก็ยกขึ้น ตอนนี้บ่วงติดขาของยายเสียแล้ว ทำให้ยายต้องห้อยโตงเตงอยู่อย่างนั้น กระต่ายก็ออกจากโพรงไปได้ แล้วก็หัวเราะเยาะยายว่า “ยายหน้าโง่ติดบ่วงๆปเถิดข้าไปก่อนหละ ว่าแล้วกระต่ายก็จากไป”

yengo หรือ buzzcity

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง รวมคนขี้โม้

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง รวมคนขี้โม้


มีชายอยู่ 3 คน เป็นเพื่อนบ้านกัน ชื่อดอกบวบ ดอกรัก ดอกคูน วันหนึ่งทั้ง 3 คนได้มาพบกัน และได้ตกลงกันว่าให้แต่ละคนเล่านิทานให้เพื่อนฟังกันคนละเรื่อง โดยให้เป็นเรื่องที่โม้ที่สุด
ดอกบวบเป็นคนที่เล่าก่อนก็เริ่มเล่าดังนี้

ฉันมีปืนยาว 7 คืบ อยู่กระบอกหนึ่ง ใส่ดินปืนเข้าไป 8 คืบ พร้อมทั้งใส่ลูกปืนไป 8 ลูก แล้วฉันก็ออกเดินทางหายิงนกเป็ดน้ำเมื่อไปที่หนองแห่งหนึ่ง ก็ได้ไปพบเอานกเป็ดน้ำ 8 ตัว เล่นนำ้บ้างลอยคอบ้างอยู่ในหนองน้ำแห่งนั้น ฉันก็ได้ยิงปืนออกไปโป้งเดียวเท่านั้น ถูกนกเป็ดน้ำตายไปทั้งหมดถึง 7 ตัว ส่วนอีกตัวหนึ่งบินขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า ฉันก็เดินเข้าไปเก็บนกเป็ดน้ำที่ฉันยิงตายในหนอง ก็งมไปเจอกับลูกปืนที่จมน้ำอยู่ลูกหนึ่ง ฉันก็เลยบอกกับลูกปืนไปว่า “โน่นนกเป็ดน้ำบินอยู่บนฟ้าโน่น” เจ้าลูกปืนก็วิ่งปรูดขึ้นไปในอากาศ ถูกนกเป็ดน้ำที่บินอยู่บนฟ้านั้นตกลงมา ฉันเลยได้นกเป็ดน้ำเพิ่มอีกตัวหนึ่ง
ดอกรักทำหน้าที่เล่าบ้างว่า

เมื่อวานฉันเข้าไปเข้าป่าแล้วเอากระบอกน้ำเข้าไปด้วย เมื่อไปถึงป่าแฝกแล้วก็ตั้งกระบอกน้ำทิ้งไว้ แล้วลงมือเกี่ยวแฝก ขณะที่ข้าทำการเกี่ยวแฝกอยู่นั้นเอง แฝกมันเคลื่อนไปเคลื่อนมาพอดีตอนนั้นเกิดมีหมูป่าตัวหนึ่งวิ่งมา ฉันเลยขว้างหมูป่าตัวนั้นด้วยเคียว ด้ามเคียวเข้าไปคาในตูดของหมูป่า หมูป่ามันก็เกิดตกใจแล้วก็วิ่งไปวิ่งมาคงกะจะให้เคียวมันหลุดอกมา เคียวก็เกี่ยวแฝกให้ฉันหมดป่าเลย แถมวันนั้นเผอิญเกิดไฟไหม้ในป่า แล้วมาไหม้กระบอกน้ำที่ข้าวางทิ้งไว้ด้วย เหลือแต่น้ำตั้งโด่ฉันยังได้กินน้ำนั้นอยู่เลย

ดอกคูนก็เล่าบ้างว่า
เมื่อวานนี้นะฉันไปเที่ยวล่าสัตว์ในป่าใหญ่ เผอิญไปเจอช้างเข้า ก็เลยยิงช้างตาย แล้วฉันก็เอามีดออกมมาเถือหนัง เถือตรงไหนมันก็ไม่เข้าซักกะที ฉันเหนื่อยเต็มทีจึงไปนั่งพักอยุ่ที่ใต้ร่มไม้ พอดีตอนนั้นมีอีแร้งมาจากไหนก็ไม่รู้ บินมาสัก 50 ตัวได้อยู่ อีแร้งมันคงหิวก็มาจิกช้างกิน มันจิกตรงไหนก็จิกไม่เข้า มันก็ลองไปจิกตรงตูดช้าง ตูดช้างก็โหว่ อีแร้งมันก็พากันเข้าไปอยู่ในท้องช้างกันหมดเลย ฉันก็เลยลองเอาใบไม้ไปอุดตูดช้างไว้ แล้งพอดีตอนนั้นมีเจ็กสองคนพ่อลูกเดินผ่านมา บอกว่าจะไปเมืองจีน ขอซื้อช้างฉันว่าจะขายเท่าไร ฉันเลยตกลงขายไป 500 บาท แล้วตาแป๊ะก็โดดขึ้นช้างไปส่วนลูกก็กอดเอว ช้างมีอีแร้งอยู่ในท้องก็บินขึ้นไปบนฟ้าเลย เผอิญลูกเจ๊กเกิดถ่ายท้อง เมื่อถ่ายแล้วไม่มีอะไรจะเช็ดตูด ดันไปเอาใบไม้มาจากตูดช้างเพื่อมาเช็ด อีแร้งเห็นรูออกแล้วดังนั้นจึงบินออกมาจากท้องช้าง ช้างไม่มีอีแร้งข้างในแล้วช้างก็เลยตกลงมาจากฟ้า เจ็กและลูกจึงตกลงมาตายทั้งหมด

yengo หรือ buzzcity

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง หัวล้านหลื่นครู

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง หัวล้านหลื่นครู


เค้าโครงจากบทประพันธ์ เรื่อง หัวล้านนอกครู

ทิดทอง กับ ทิดถม เป็นเพื่อนรักกัน ร่ำเรียนหนังสือตำรับตำราด้วยกันตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ถึงฐานะของทั้งสองจะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้มีรังเกียจเดียดฉันท์กันเลย เมื่อทั้งสองบวชเรียนด้วยกันจนกระทั้งสึกออกมา ทั้งสองก็ช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบกิจการงานอาชีพด้วยความขยันขันแข็ง

วันหนึ่งมีได้พ่อค้าเร่ขายนำน้ำมันใส่ผมมาขายถึงในหมู่บ้าน ทิดทองกับทิดถมไม่รู้เรื่องอะไร จึงได้ซื้อมาใช้คนละขวด เวลาต่อมาไม่นานผมของทั้งสองก็ร่วงออกๆ จนกลายเป็นคนหัวล้านไปซะทั้งคู่ ทั้งสองรู้สึกอับอายเป็นอันมาก ไม่อยากที่จะออกไปไหน กินก็ไม่ได้นอนก็ไม่หลับ

ชาวบ้านรู้เรื่องนั้นเข้าก็แกล้งอำๆ ว่าถ้าเอาไอ้นั่น ไอ้นี่มาทา ผมก็จะออกมาดังเดิม เช่น บอกให้เอา หนวดเต่า เขากระต่าย น้ำลายยุง หรือแม้กระทั่ง ขี้ไก่โป่(อ้วก…!!!!) มาทา ทั้งสองก็หลงเชื่อ กลายเป็นที่ขำขันของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน

จนทั้สองต้องไปพึ่งโยคีที่อยู่กลางป่า โยคีบอกว่าให้ไปดำน้ำในสระน้ำข้างอาศรม 3 ครั้ง ผมก็จะงอกออกมาทั่วทั้งหัวเหมือนดังเดิม ทั้งสองจึงทำตาม ดำครั้งแรกโผล่หัวขึ้นมาผมก็ขึ้นมานิดหน่อย ครั้งที่ 2 ก็มีผมออกมาพอประมาณ ครั้ง 3 ผมนั้นเต็มหัวยาวประมาณ 3-4 เซนฯ แต่ทั้งสองมีแผลเป็นกลางหัว เนื้อตายไปแล้วผมจึงขึ้นไม่ได้ แทนที่จะไปปรึกษากับโยคี ทั้งสองได้ปรึกษากันเองว่า หากดำครั้งที่ 4 ผมจะต้องขึ้นเป็นแน่ จึงดำน้ำลงไปอีกครั้ง แต่ทว่าเมื่อโผล่หัวขึ้นมา กลับกลายเป็นคนหัวล้านกบาลใสเช่นดังเดิม คราวนี้แม้แต่โยคีก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ทั้งสองร้องได้แต่ไห้โวยวาย และเดินก้มหัวกลับบ้านด้วยความผิดหวัง

นี่แหละ ที่มาของคำว่าหัวล้านหลื่อครู
ข้อคิด
- อย่าหลื่นคำผู้ใหญ่บอก ผู้ใหญ่สอน บอกคำไหนต้องคำนั้น
- เราเกิดบนแผ่นดินเดียวกัน รักกันไว้แหละดี

yengo หรือ buzzcity

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง สองเครือน้ำตาหลั่ง

นิทานพื้นบ้าน เรื่อง สองเครือน้ำตาหลั่ง


เมื่อนานมาแล้ว มีสามีภรรยาอยู่คู่หนึ่งอยู่กินด้วยกันมีลูกกันถึงอยู่ 7 คน แต่จะว่า 7 คนนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะสามีนั้น มีเมียและมีลูกมาแล้ว 4 คน ภรรยาที่อยู่ด้วยกันคนปัจจุบัน มีลูกให้อีก 3 คน แต่เมียคนแรกตายไปแล้ว เป็นอันว่าลูกทั้งหมดเป็น 7 คน ลูกทั้งหมดก็เป็นหญิงล้วน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปเรียนมหาลัยที่ต่างจังหวัด ทั้ง 7 ก็ได้ไล่เลี่ยกันไป ทองพันแม่ของลูกทั้ง 7 คนได้ไปส่งลูกที่สถานีรถไฟ หากแต่ทว่า บัวตองและหนึ่งฤทัย ได้แอบลอบลงไปจากรถไฟ แอบหนีไปหาแฟนที่กระท่อมปลายนาของหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านของตนที่อาศัยอยู่เดิม คู่ของหนึ่งฤทัยนั้นได้หนีไปอยู่ไต้หวัน ส่วนทางด้านคู่ของบัวตองได้ไปอยู่ที่นาร้าง จนกระทั่งมีลูก

ผัวของบัวตองชื่อ คำไผ่ วันหนึ่งคำไผ่ได้ออกจากกระท่อมปลายนาไปหาปลา ในตอนนั้นบัวตองท้องแก่ เจ็บจะคลอดลูกท้องอย่างแรง ยายขมิ้น ได้ผ่านมาหาหน่อไม้และพบเข้า จึงช่วยทำคลอดให้กับบัวตอง พอทำคลอดเสร็จแล้ว ยายขมิ้นก็นึกได้ว่าหน้าคุ้นๆ หลังจากนั้นไม่นานจึงนึกออกว่าเป็น บัวตอง ลูกนางทองพันนี่เอง จึงนำข่าวไปบอกแก่นางทองพันให้ทราบ ส่วนผัวของนางทองพันได้ยินเรื่องเข้าแกก็โกรธและรีบวิ่งแจ้นไปหาไอ้คำไผ่ พอเจอก็เกิดการต่อยตีกัน จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต นางทองพันก็ดุด่าว่ากล่าวลูก ว่าส่งให้ไปร่ำไปเรียนดันมาทำอัปรีย์เยี่ยงนี้ พูดไปด่าไปจากโมโห กลายเป็นร้องไห้ไปเสีย และไปหาพ่อกับแม่ของคำไผ่ ซึ่งมีฐานะเป็นถึง ขุนนางเก่า ให้มาสู่ขอนางบัวตองให้ถูกจารีตประเพณี แต่เศรษฐีหาได้สนใจไม่ พร้อมทั้งบอกว่ากับนางทองพันว่า ลูกของตนเองไม่มีทางทำอย่างนั้นเป็นอันขาด

นางทองพันไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะสามีก็ถูกจับ ข้อหาทำร้ายร่างกาย ตำรวจก็มีแต่จับอย่างเดียวเพื่อเอาแต่ผลงาน นางทองพันเลย จับนางบัวตองบวชชี ส่วนหลานนั้น นางจะเป็นคนดูแลเอง เวลาผ่านไปได้ 1 อาทิตย์ บัวตองก็ได้แอบหนีออกจากวัด ไปหาคำไผ่อีก เมื่อนางทองพันรู้เข้าก็ได้แต่ด่าและจับล่ามโซ่ไว้ที่บ้าน ส่วนคำไผ่นั้นก็ได้แต่คิดหาวิธีที่จะพานางบัวตองเมียของตนหนี จนสามารถทำได้สำเร็จ ปล่อยให้นางทองพันเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว นางทองพันได้แต่กล่อมหลานไกวเปลเห่ร้องอย่างเดียวดาย ส่วนสามีนั้นพอออกมาจากคุกมาก็ได้กลับมาช่วยดูแลอย่างแต่เดิม แต่ไม่มีปัญหาอะไรเพราะลูก ทั้ง 5 ยังเหลืออยู่ เอ๊ะ หรือว่า ลูกทั้ง 5 นั้น จะทำประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

- บุญคุณพ่อแม่นี้หนักเกิ่ง ธรณี ผู้ได้ยอเยินยก สิรุ่งเรื่องไปหน้า ผู้ได้วาจาต้านสองเครือน้ำตาหลั่ง บาปท่อฟ้าเวรกรรมท่อแผ่นดิน

yengo หรือ buzzcity