เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน เจ้าที่

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน เจ้าที่



“หวังจือซวิ่น” ถูกแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้ว่าเซวียนโจว (เมืองในมณฑลอานฮุย) ครั้งหนึ่งฮ่องเต้มีบัญชาเรียกหวังจือซวิ่นให้กลับมายังนครหลวง โดยประสงค์ให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับในพระราชวังด้วย

เมื่อถึงวันเลี้ยงต้อนรับ ระหว่างที่งานรื่นเริงกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ก็มีนักแสดงแต่งกายเป็น “ภูติตัวน้อย” ออกมาเต้นระบำอย่างออกสีออกสัน

เมื่อเห็นภูติตัวน้อยเต้นรำเริงร่าอยู่บนเวที เหล่าขุนนาง ซึ่งนั่งเป็นผู้ชมอยู่เต็มพื้นที่จึงหันไปกระซิบกระซาบกันว่า “ไอ้ที่อยู่บนเวทีนี่ ตัวเทพหรือตัวภูติจากท้องที่หรือท้องถิ่นไหนกัน?”

ภูติตัวน้อยบนเวทีเมื่อได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากหมู่ผู้ชมเริ่มดังขึ้นจึงหยุดเต้นระบำ และกล่าวตอบไปว่า “ข้าน้อยเป็นเจ้าที่ของเซวียนโจวน่ะนายท่าน”

พอได้ยินคำตอบดังนั้น ขุนนางคนหนึ่งจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วเจ้าที่จากเซวียนโจวมาทำอะไรที่นครหลวงหรือ?”

ภูติตัวเดิมจึงกล่าวตอบว่า “ตอนที่ท่านหวังจือซวิ่นถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ท่านกวาดทรัพย์สินของเซวียนโจวมาเรียบวุธ แม้แต่หน้าดินของเซวียนโจวก็ถูกยักยอกกลับมาด้วย ข้าน้อยในฐานะเจ้าที่ตัวน้อยๆ ไม่มีทางเลือก จึงได้แต่ติดตามท่านกลับมายังนครหลวงด้วยน่ะนายท่าน”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ลงขันเจาะเพดาน

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ลงขันเจาะเพดาน



มีชายผู้หนึ่งชื่นชอบการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเป็นที่สุด ไม่ว่าญาติสนิทมิตรสหายจะมีเรื่องราวใด เขามักจะหาช่องทางในการเอารัดเอาเปรียบได้ทุกครั้งไป โดยเงินทองที่เขาเอารัดเอาเปรียบได้มาก็มักจะใช้ไปในเรื่องสำมะเลเทเมา ทุกครั้งที่เพื่อนๆ นัดสังสรรค์กัน เมื่อถึงเวลาออกเงิน เขามักจะเป็นคนรวบรวมเงิน โดยที่ตัวเองก็จะเก็บเงียบไม่ยอมควักกระเป๋าตัวเองแม้แต่บาทเดียว แถมเงินทอนส่วนที่เหลือก็มักจะยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเองเสียอีก

ยมบาลรังเกียจชายจอมเอารัดเอาเปรียบผู้นี้เป็นที่สุด โดยเมื่อชายผู้นี้เสียชีวิตและต้องตกลงไปสู่ขุมนรก ยมบาลจึงส่งเขาไปอยู่ในขุมนรกอันมืดมิด

ชายคนดังกล่าวเมื่อถึงเวลาเดินเข้าไปใน “ขุมนรกมืด” ซึ่งไม่มีแม้แสงสว่างใดๆ จึงพยายามร้องตะโกนขึ้นว่า “ห้องนี้มืดไปไหม … ที่นี่มีคนอยู่ทั้งหมดกี่คน? เอาอย่างนี้ดีไหมพวกเราลงขันกันเจาะเพดานรับแสง ห้องนี้จะได้สว่างขึ้นหน่อย!”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน อาศัยหลานช่วยแก้แค้น

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน อาศัยหลานช่วยแก้แค้น



มีชายผู้หนึ่งเป็นบุตรชายที่อาจเรียกได้ว่าอกตัญญู เพราะ เมื่อบิดาเริ่มแก่เฒ่าทำอะไรเชื่องช้าลง ก็มักจะด่าทอ หรือบางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือกับพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเอง ด้านผู้เฒ่าแม้จะถูกลูกชายตบตี หรือ กดขี่ข่มเหงอย่างไร แต่กลับรักหลานชายของตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าพบอะไรดี อะไรเหมาะก็มักจะนึกถึงหลานชายเป็นอันดับแรก เรียกว่าทั้งรัก ทั้งเอ็นดู และตามใจหลานชายเป็นที่สุด

ด้านเพื่อนบ้านเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รู้สึกอัดอั้นตันใจเป็นอย่างมาก อยู่มาวันหนึ่งจึงเอ่ยปากถามท่านผู้เฒ่าขึ้นว่า “ลูกชายของลุงอกตัญญูอย่างนี้ ทั้งด่าทอทั้งตบตีลุงไม่เว้นแต่ละวัน ทำไมลุงถึงยังรักและทะนุถนอมลูกของลูกชายถึงขนาดนี้ล่ะ?”

ผู้เฒ่าเมื่อได้ยินดังนั้น จึงกล่าวตอบไปว่า “ข้าเองเลี้ยงหลานคนนี้น่ะก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนักหรอก เพียงแค่หวังว่าเมื่อมันเติบใหญ่ขึ้น พอมันโตก็คิดว่ามันจะช่วยล้างแค้นให้ปู่มันบ้างแค่นั้นแหละ”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน เทพอัสนีบกพร่องต่อหน้าที่

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน เทพอัสนีบกพร่องต่อหน้าที่



มีชายผู้หนึ่งขึ้นชื่อได้ว่าเป็นลูกอกตัญญูอย่างร้ายกาจ เทพอัสนีเห็นดังนั้นจึงมีบัญชาให้ใช้สายฟ้าฟาดลงโทษเจ้าลูกจอมอกตัญญูให้ตกตายเสีย

เมื่อใกล้ถึงเวลาลงทัณฑ์ เรื่องกลับรู้ไปถึงหูเจ้าลูกจอมอกตัญญู เจ้าตัวจึงวิ่งโร่ไปขอความเมตตาจากเทพอัสนี โดยคุกเข่าพลางกล่าวว่า “ช้าก่อนท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่! ก่อนจะลงโทษข้าน้อย ข้าน้อยมีเรื่องที่ต้องการจะถามท่านเรื่องหนึ่ง ท่านเป็นเทพอัสนีองค์ใหม่ หรือเป็นเทพอัสนีองค์เดิมที่ปฏิบัติหน้าที่มานานแล้ว”

เทพอัสนีพอได้ยินก็หน้านิ่วคิ้วขมวดพลางกล่าวสวนไปว่า “เจ้าอยากรู้เรื่องนี้ไปทำไม?”

เจ้าลูกจอมอกตัญญูจึงตอบว่า “หากท่านเป็นเทพอัสนีองค์ใหม่ ดังนั้นข้าน้อยก็สมควรโดนฟ้าผ่าตายแล้ว แต่หากท่านเป็นเทพอัสนีองค์เดิมที่ปฏิบัติหน้าที่มานานแล้ว ข้าก็แค่อยากจะถามท่านว่า ก่อนหน้านี้นั้นตอนที่พ่อของข้าทำกับปู่อย่างที่ข้าทำวันนี้ ท่านไปทำอะไรอยู่ไหน?”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน สวรรค์อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน สวรรค์อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่


นานมาแล้วมีชายกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย คุยไปๆ จนคุยไปถึงเรื่องว่าสวรรค์อยู่ห่างจากผืนดินเท่าใดกันแน่ โดยต่างคนก็ต่างออกความเห็นกันไปคนละทิศละทาง ยืนกรานว่าทัศนะของตัวเองถูกต้องที่สุด

สักพักก็มีชาวนาผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเรื่องราวที่ทั้งหมดคุยกัน จึงพูดสอดแทรกขึ้นว่า “พวกลื้อจะเถียงกันไปทำไม สวรรค์อยู่ห่างจากดินก็แค่สามสี่ร้อยลี้ หากเดินจากตรงนี้ขึ้นไปสวรรค์ ถ้าเดินช้าหน่อยก็สัก 4 วันถึง ถ้าเดินเร็วหน่อยก็ 3 วันถึง เดินไปเดินกลับ 6-7 วันก็น่าจะเหลือเฟือ พวกลื้อจะเสียเวลามาเถียงกันทำไม อั๊วไม่เข้าใจริงๆ?”

ชายกลุ่มดังกล่าวเมื่อได้ยินชาวนาอธิบายระยะห่างระหว่างพื้นดินกับสวรรค์อย่างมั่นอกมั่นใจต่างก็อ้าปากค้าง ก่อนเอ่ยถามขึ้นว่า สาเหตุที่ชาวนากล่าวเป็นมั่นเป็นเหมาะเช่นนี้มีหลักฐานอะไรมายืนยันหรือไม่?

ชาวนาจึงกล่าวตอบไปว่า “พวกลื้อไม่เคยเห็นประเพณีส่งเทพเจ้าเตาไฟ (灶神) ขึ้นสวรรค์หรอกหรือ ทุกปีพอถึงวันที่ 23 ของเดือนสิบสอง เมื่อส่งเทพเจ้าเตาไฟขึ้นสวรรค์ไปรายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ (送灶) พอวันที่ 30 เดือนสิบสอง สิ้นปีก็เป็นพิธีรับเทพเจ้าเตาไฟกลับมาจากสวรรค์ (迎灶) จากวันที่ 23 ถึง 30 ก็แค่เจ็ดวันเท่านั้นเอง หากตีเป็นระยะทาง ครึ่งนึงของเจ็ดวันก็น่าจะประมาณสามสี่ร้อยลี้ คิดไปคิดมาสวรรค์ก็อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ประมาณนี้นั่นแหละ!"


*หมายเหตุ : ประเพณีเซ่นไหว้เทพเจ้าเตาไฟ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาลตรุษจีน (春节) โดยการเซ่นไหว้จะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 หรือ 24 ของปีเก่า โดยประเพณีเป็นประเพณีที่แพร่หลายในหมู่ชาวจีนทั่วประเทศ เนื่องจากทุกบ้านต่างมีเตาไฟเพื่อใช้ประกอบการหุงหาอาหาร ทำให้ชาวจีนเชื่อว่าเตาไฟนั้นมีเทพเจ้าสถิตย์อยู่ โดยที่ชาวจีนเรียกว่า เทพเจ้าเตาไฟ หรือ เจ้าเสิน (灶神)

นอกจากนี้ชาวจีนยังเชื่อด้วยว่าเทพเจ้าเตาไฟสถิตอยู่ในบ้านมาตั้งแต่วันสิ้นปีของปีที่แล้ว เพื่อปกปักรักษาดูแลบ้านเรือน กระทั่งถึงวันที่ 23 ของเดือนสิบสองของทุกปี เทพเจ้าเตาไฟจึงจะขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อรายงานพฤติกรรมของคนในบ้านต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ ด้วยเหตุนี้เองชาวจีนจึงมีประเพณีการส่งเทพเจ้าเตาไฟเรียกว่า “ซ่งเจ้า (送灶)” จากนั้น เง็กเซียนฮ่องเต้จึงอาศัยรายงานของเทพเจ้าเตาไฟ เพื่อบันดาลโชคลาภที่แต่ละบ้านแต่ละครอบครัวพึงได้ให้ในช่วงตรุษจีน ด้วยเหตุนี้สำหรับครอบครัวๆ หนึ่งแล้ว การกลับขึ้นไปบนสวรรค์ของเทพเจ้าเตาไฟเพื่อรายงานเรื่องราวของบ้านต่อเง็กเซียนฮ่องเต้จึงมีความสำคัญอย่างมาก

ทั้งนี้ พิธีการส่งเทพเจ้าเตาไฟขึ้นสวรรค์จะทำกันเวลาเย็น โดยทุกคนในบ้านจะวางโต๊ะหน้าเตาไฟ บนผนังมีรูปเทพเจ้าปิดอยู่ และวางพวกขนมหวาน หรือขนมพวกแป้ง หรือแตงเชื่อม จากนั้นวางรูปม้าหรือสัตว์เลี้ยง ซึ่งใช้ไม้ไผ่สานขึ้นมาเซ่นไหว้เทพเจ้าเตาไฟ โดยมีจุดประสงค์ให้เทพเจ้าเตาไฟปากหวาน หรือ บางท้องที่ก็มีการใช้น้ำตาลเหนียวๆ ป้ายบริเวณรอบ ๆ ปากของเทพเจ้าเตาไฟ พร้อมกับพูดว่า “คำพูดดีๆ พูดเยอะๆ คำพูดไม่ดีอย่าพูด”

จากนั้นเมื่อผ่านพ้นพิธีไปแล้ว หลังจากนั้นอีก 7 วัน เทพเจ้าเตาไฟก็จะนำโชคลาภหรือเภทภัยกลับมายังพื้นโลกพร้อมกับเทพเจ้าองค์อื่นๆ โดยเทพเจ้าเตาไฟถูกมองว่าเป็นผู้นำทางบนสวรรค์ เทพเจ้าองค์อื่นหลังอยู่ฉลองตรุษจีนแล้วจะกลับขึ้นสวรรค์ไป มีเพียงเทพเจ้าเตาไฟเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในห้องครัวของบ้านเรือนและครอบครัวต่างๆ อีกยาวนานทั้งปี พิธีรับเทพเจ้าเตาไฟเรียกว่า “หยิงเจ้า (迎灶)” โดยจะรับกันในวันสิ้นปี หรือวันที่ 30 เดือนสิบสอง โดยพิธีการก็ง่ายๆ คือเมื่อถึงเวลาจุดไฟเตาใหม่และจุดธูปไหว้ ก็ถือเป็นอันเสร็จพิธี

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน รัฐสุนัข

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน รัฐสุนัข


เยี่ยนอิง เป็นเสนาบดีของ รัฐฉี ที่มีมีรูปร่างสันทัด ครั้งหนึ่งเยี่ยนอิงได้รับภารกิจเป็นทูตเดินทางไปยัง รัฐฉู่ เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างสองรัฐ ทว่า อ๋องรัฐฉู่กลับมีจิตใจคับแคบ จงใจจะหลู่เกียรติทูตจากรัฐฉีให้อับอายขายหน้า จึงสั่งให้ขุนนางเจาะประตูขนาดสุนัขลอดข้างประตูเมืองใหญ่ พอเยี่ยนอิงเดินทางมาถึง เหล่าทหารเฝ้าประตูเมืองก็ปิดประตูใหญ่ และเชื้อเชิญเยี่ยนอิงให้คลานเข้าเมืองทางประตูสุนัขลอด

เยี่ยนอิงเห็นดังนั้นก็ทราบทันทีว่าอ๋องรัฐฉู่จงใจกลั่นแกล้งตนเอง จึงยืนกรานกับเหล่าทหารเฝ้าประตูเมืองว่าจะไม่คลานเข้าเมืองทางประตูสุนัข พร้อมกล่าวว่า “หากข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้มาสานสัมพันธ์กับรัฐสุนัข ข้าพเจ้าจึงจะยินยอมพร้อมใจเข้าเมืองทางประตูสุนัข แต่วันนี้ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายภารกิจมายังรัฐฉู่ มิใช่รัฐสุนัข ข้าพเจ้าจึงไม่ควรจะเข้าเมืองฉู่ทางประตูสุนัข”

หลังเข้าเมืองฉู่และถูกเชื้อเชิญไปยังราชวังเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองรัฐฉู่ พอพบเห็นเยี่ยนอิง อ๋องแห่งรัฐฉู่ก็ยังไม่เลิกรา ตรัสถามขึ้นว่า “คิดไม่ถึงว่ารัฐฉีไม่มีคนแล้วหรือ จึงส่งเจ้ามา?” เยี่ยนอิงได้ยินดังนั้นจึงกล่าวตอบว่า “เมืองหลวงของรัฐฉี เมืองหลินจือคลาคล่ำไปด้วยผู้คนราวกับเม็ดฝนที่กำลังตก เหตุใดท่านอ๋องจึงกล่าวว่ารัฐฉีไม่มีคน?”

จากนั้นอ๋องรัฐฉู่จึงถามต่อว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดจึงส่งคนอย่างเจ้ามาที่รัฐฉู่?” เยี่ยนอิงก็ตอบว่า “รัฐฉีมีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวอยู่ว่า การส่งทูตออกไปยังต่างรัฐจะพิจารณาจากความสามารถของทูต ทูตที่มีความสามารถมากก็จะถูกส่งไปยังรัฐที่เจ้าผู้ครองรัฐมีความสามารถมาก ทูตที่ไร้ความสามารถก็จะถูกส่งไปพบกับเจ้าผู้ครองรัฐผู้ไร้ความสามารถ โดยสำหรับตัวข้าน้อยนั้นในบรรดาขุนนางรัฐฉีถือว่าไร้ความสามารถที่สุดแล้วล่ะจึงถูกมอบหมายให้มาติดต่อกับท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่!”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ส่งขุนนาง

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ส่งขุนนาง


นานมาแล้ว มีขุนนางกังฉินแซ่หม่าผู้หนึ่งมีพฤติกรรมชอบรีดนาทาเร้นชาวบ้านร้านช่องอยู่เป็นนิจ ไม่ว่าจะไปรับตำแหน่ง ณ ท้องที่ใด ชาวบ้านต่างก่นด่าสาปแช่ง

ครั้งหนึ่ง ณ เมืองอันห่างไกล ขุนนางแซ่หม่ากำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งลง ด้วยความที่เป็นกังวลว่าจะหอบเอาของที่รีดไถมากลับไปได้ไม่ครบจึงสั่งให้คนรับใช้นำของทั้งหมดมาได้วางเรียงเพื่อเก็บใส่ถุง ใส่กล่อง ใส่หีบ เตรียมออกเดินทางตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อเห็นว่าสัมภาระที่ตนกอบโกยมาได้ยังไม่เพียงพอ จึงสั่งให้คนงานขุดดินในบริเวณจวนที่พัก และพื้นที่โดยรอบไปขายเอาเงินมาเข้ากระเป๋าตนเองเพิ่มเติมอีก

เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง ขุนนางแซ่หม่าก็ตั้งขบวนออกจากประตูเมือง พอขี่ม้าพ้นประตูเมืองออกไปกลับพบว่าสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ไม่มีชาวบ้านคนใดออกมาตั้งแถวส่งตนตามธรรมเนียมเลยสักคน ขณะที่ขุนนางแซ่หม่ากำลังรู้สึกขุ่นข้องหมองใจเตรียมระเบิดอารมณ์อยู่นั้นเอง กลับมีลมพัดมาวูบใหญ่ ทันใดนั้นก็ปรากฎผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินตรงมายังขบวน สังเกตว่าในมือของทุกคนต่างถือผลหมากรากไม้ และขนมนมเนยมาเต็มมือ

ขุนนางแซ่หม่าเห็นดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ พลางเอ่ยถามคนกลุ่มดังกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นใครน่ะ เหตุใดจึงออกมาตั้งขบวนส่งข้า?”

หัวขบวนของคนกลุ่มนั้นจึงรีบตอบกลับมาว่า “พวกข้าเป็นผีร้ายประจำท้องถิ่น ต่างติดหนี้บุญคุณของใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจทดแทนได้หมด พวกเราต้องขอบคุณใต้เท้าที่สั่งให้คนขุดดินในเมืองไปขายเสียจนเกลี้ยง ขุดจนถึงขุมนรกชั้น 18 ที่พวกข้าน้อยอาศัยอยู่ ทำให้พวกข้าได้มีโอกาสเห็นเดือนเห็นตะวัน ด้วยความซาบซึ้ง วันนี้ข้าน้อยจึงตั้งขบวนมาส่งใต้เท้าโดยพร้อมเพรียง”

yengo หรือ buzzcity