นิทานสอนใจ : คุณค่าของใบไม้แห้ง

นิทานสอนใจ : คุณค่าของใบไม้แห้ง


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีฤๅษีตนหนึ่งนามว่า ฤๅษีอุอะ ได้สละทางโลกมานั่งบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าลึกเป็นเวลาหลายสิบปี โดยมีลิงน้อยแสนรู้ที่ฤๅษีเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเล็กเป็นผู้หาผลไม้ในป่ามาให้ท่านฤๅษีรับประทานเป็นอาหารทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ฤๅษีอุอะ กำลังนั่งเข้าฌานเหมือนดังเช่นทุกวัน จู่ๆ เจ้าลิงแสนรู้ก็กระโจนทะเล่อทะล่าเข้ามาในอาศรม พร้อมกับละล่ำละลักพูดกับฤๅษีซึ่งนั่งหลับตาสงบนิ่งอยู่ว่า

“เจี๊ยกๆ ท่านฤๅษีผู้มีเมตตา ได้โปรดออกจากฌานมาช่วยแก้ปัญหาสำคัญในตอนนี้ก่อนเถิดเจ้าข้า เจี๊ยกๆ”

ฤๅษีอุอะ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเจ้าลิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“มีอะไรที่เจ้าต้องการบอกข้าหรือเจ้าลิง” ฤๅษีถามอย่างสงบ

“เจี๊ยกๆ คือว่า เมื่อสักครู่ ข้าได้ออกไปหาผลไม้ในบริเวณใกล้ๆ กับหน้าผาใหญ่ของชายป่าด้านโน้น เจี๊ยกๆ แล้วข้าก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจะกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย ข้าพยายามส่งเสียงร้องห้ามปรามเขา แต่เขาก็ไม่เข้าใจเสียงร้องของข้า เพราะนอกจากท่านฤๅษีแล้ว มนุษย์ธรรมดาก็ไม่อาจฟังข้าเข้าใจได้ เจี๊ยก” เจ้าลิงกล่าวอย่างร้อนรน

“ถ้าอย่างนั้นเราก็รีบไปกันเดี๋ยวนี้เลย” ฤๅษีอุอะว่า แล้วท่องมนต์ที่ทำให้หายตัววับไปในทันที ส่วนเจ้าลิงแสนรู้ก็รีบห้อยโหนต้นไม้เพื่อกลับไปยังบริเวณหน้าผาแห่งนั้น

ที่หน้าผาใหญ่ตรงชายป่า ชายหนุ่มท่าทางพ่ายแพ้ในชะตาชีวิตกำลังจ้องมองลงไปยังก้นเหวเบื้องล่าง เขาค่อยๆ สืบเท้าของตนออกไปทีละนิดๆ จนยืนหมิ่นเหม่อยู่ตรงขอบหน้าผา

เปรี้ยง!

สายฟ้าไม่ปรากฏที่มา ฟาดเข้ากับหน้าอกของชายสิ้นคิดอย่างแรงจนเกิดเป็นแรงผลักมหาศาล ทำให้ตัวเขากระเด็นถอยหลังออกไปจากขอบหน้าผา และกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งในบริเวณนั้นอย่างแรง

“โชคดีของเจ้าแล้ว ที่ข้ามาทันเวลาพอดี” ฤๅษีอุอะ กล่าวพลางเดินไปยืนอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มพร้อมด้วยเจ้าลิงแสนรู้

“นี่เป็นอิทธิฤทธิ์ของท่านอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มโวยวายลั่นป่า เมื่อรู้ว่าใครทำร้ายเขา “ผู้ทรงศีลอย่างท่านทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อย่างไรกัน”

“ใครคือผู้บริสุทธิ์...เจ้านะหรือ” ฤๅษีอุอะหัวเราะอยู่ในลำคอ “ฆาตกรอย่างเจ้า เรียกตัวเองว่าผู้บริสุทธิ์อย่างเต็มปากเต็มคำได้อย่างนั้นหรือ”

“ท่านพูดเพ้อเจ้ออะไรของท่าน ข้าไม่เคยฆ่าใคร” ชายหนุ่มขึ้นเสียง

“เจ้ามีบิดามารดาหรือไม่” ท่านฤๅษีถามอย่างใจเย็น

“มีสิ ข้ามีทั้งมารดาและบิดา”

“ใครเป็นผู้ให้กำเนิดเจ้า รึตัวเจ้าถือกำเนิดขึ้นมาเอง” ฤๅษีอุอะ ถามต่อ

“เอ๊ะ! ถามอะไรประหลาดแบบนั้น ใครจะเกิดขึ้นมาได้ ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายก็ต้องมีมารดาเป็นผู้ให้กำเนิดทั้งนั้น แม้แต่เด็กกำพร้าก็เถอะ” ชายหนุ่มตอบอย่างหงุดหงิด

“ถ้าเจ้ามิได้ถือกำเนิดขึ้นมาเอง แต่มารดาของเจ้าคือผู้ให้กำเนิดเจ้า และนางต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เพื่อยอมให้เจ้าเกิดมาพร้อมด้วยลมหายใจและร่างกายที่สมบูรณ์ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็มิใช่เจ้าของชีวิตของตนเองเลย และไม่มีสิทธิขาดในการมอบความตายให้กับชีวิตของเจ้า การที่เจ้าฆ่าตัวตาย ย่อมมีความผิดเช่นเดียวกับการฆ่าผู้อื่น และเวรกรรมของการประพฤติผิดนี้หนักหนาสาหัสต์นัก ต้องชดใช้ไปไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติจึงจะหมดสิ้น” ฤๅษีอุอะพูดเตือนสติ ชายหนุ่มจึงนิ่งเงียบไปเหมือนพยายามไตร่ตรองอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

“แต่คนอย่างข้า...” ชายหนุ่มเอ่ย น้ำเสียงอ่อนลง แต่ยังแฝงไว้ซึ่งความสิ้นหวังอย่างรุนแรง “...คนอย่างข้าอยู่ไปก็ไร้ความหมาย ข้ามันเป็นคนขี้แพ้...รู้ไหมท่านฤๅษี ชีวิตของข้ามีแต่ความฉิบหายวายวอด ข้าสู้ทนทำงานหนักมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งเพื่อนำไปลงทุนค้าขายจนพอจะได้กำไรงามอยู่บ้าง จู่ๆ ก็เกิดไฟไหม้โรงเก็บสินค้าวอดวายหมดสิ้น ถึงคราวหมดเนื้อหมดตัว คนรอบข้างก็มีแต่ถากถาง หาว่าข้าไม่เจียมตัวบ้างล่ะ คิดทำการใหญ่เกินตัวบ้างล่ะ มิตรสหายก็หายหน้าไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูบ้านต้อนรับ ซ้ำร้ายเมียที่ข้าแสนรักและไว้ใจก็ทนลำบากไม่ไหวหนีตามชายชู้ไปอีก ทุกคนทอดทิ้งข้า แต่ก็สมควรแล้วเพราะข้ามันคนไร้ค่า ตายไปยังจะมีประโยชน์เสียกว่า” ชายหนุ่มคร่ำครวญถึงชีวิตอัปยศของตนเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก เขานั่งทอดอาลัยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามฤๅษีอุอะ ว่า

“จริงสิท่าฤๅษี ท่านคือผู้ทรงศีลผู้รู้จักนรกและสวรรค์ ท่านพอจะช่วยข้าให้ตายโดยไม่ต้องชดใช้เวรกรรมอันน่ากลัวนั้นได้หรือไม่”

ฤๅษีนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตอบชายหนุ่มว่า

“ข้าจะช่วยเจ้าก็ได้ แต่เจ้าต้องทำตามข้อเสนอของจ้าให้ได้เสียก่อน...”

“บอกข้อเสนอของท่านมาได้เลย ข้ายินดีทำตามคำสั่งท่านทุกอย่าง ขอเพียงให้ข้าได้ตายอย่างเป็นสุขเท่านั้น” ชายหนุ่มรับข้อเสนอทันทีโดยไม่ต้องคิด

“อย่างนั้นก็ดีแล้ว...ข้อเสนอของข้า ก็คือ ให้เจ้าเดินมุ่งไปยังหมู้บ้านที่อยู่ทางตะวันตกเป็นเส้นตรง ระหว่างทางที่เดินผ่าน ขอให้เจ้าเก็บใบไม้แห้งที่ไม่มีใครต้องการเอากลับมาให้ข้าด้วย” ฤาษีอุอะบอกข้อเสนอของตนซึ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสนเท่ห์เป็นอย่างมาก

“ใบไม้แห้งที่ไม่มีใครต้องการ...แค่นั้นรึ...” เขาทวนคำอย่างลังเล

“ใช่ แค่นั้นเอง” ฤๅษีอุอะย้ำคำตอบ “ถ้าเจ้าทำได้ ข้าจะไม่ขัดขวางการจบชีวิตของเจ้า และจะยังช่วยให้เจ้าตายโดยไม่ต้องชดใช้เวรกรรมใดๆ อีกเลย”

“ดีจริง! ถ้าอย่างนั้นข้าจะเดินเป็นเส้นตรงไปทางหมู่บ้านตะวันตก และนำใบไม้แห้งมาให้ท่านมากๆ เลย คอยดูสิ”

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดฤๅษีอุอะจึงอยากได้ของประหลาดเช่นนั้น แต่ชายหนุ่มก็ไม่รอช้า เขารีบเดินทางไปยังหมู่บ้านฝั่งตะวันตก โดยมีเจ้าลิงแสนรู้ปีนต้นไม้ตามไปสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ

ชายหนุ่มมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเป็นเส้นตรงตามทีฤาษีอุอะต้องการและไม่ทันไร เขาก็พบใบไม้แห้งกองใหญ่กองหนึ่ง ชายหนุ่มจึงก้มลงเก็บใบไม้แห้งบางใบขึ้นมา

“แย่ละสิ เขาได้ใบไม้แห้งตามที่ท่านฤาษีต้องการมาแล้ว” เจ้าลิงแสนรู้คิดอย่างตระหนก แต่แล้วจู่ๆ ก็มีตาเฒ่าคนหนึ่งวิ่งกระย่องกระแย่งเข้ามาหาชายหนุ่มพร้อมกับพูดว่า

“พ่อหนุ่ม ช่วยเอาใบไม้แห้งใส่ไว้ในกองอย่างเดิมเถิด เพราะตาต้องใช้เวลานานมากทีเดียวกว่าจะกวาดใบไม้แห้งมากองรวมกันได้มากขนาดนี้”

“ตาจะเอาใบไม้แห้งนี่ไปทำอะไรหรือ เพราะข้ามองไม่เห็นประโยชน์ของมันเลยสักนิดเดียว” ชายหนุ่มถามอย่างฉงน

“ตาจะเอาไปใช้ในที่นาของตา ตาจะเอาใบไม้แห้งพวกนี้ไปเผาเพื่อใช้ทำปุ๋ย พ่อหนุ่มคงไม่เคยรู้ล่ะสิว่าปุ๋ยจากใบไม้แห้งเป็นปุ๋ยที่ดีมาก ทำให้ต้นข้าวในนาอุดมสมบูรณ์ และเก็บเกี่ยวได้เยอะ หากไม่มีใบไม้แห้งกองนี้ ตาคงไม่มีข้าวพอขายหรือแม้แต่จะนำมาหุงกินเองเป็นแน่” ตาเฒ่าอธิบาย

“ถ้าใบไม้แห้งพวกนี้มีประโยชน์กับตามากถึงขนาดนั้น ข้าก็เอามันไปไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มบอก และก่อนจะจากตาเฒ่าไปเขายังช่วยรวบรวมใบไม้แห้งในบริเวณนั้นมากองไว้ให้ตาเฒ่าอย่างมากมายอีกด้วย จากนั้นจึงกล่าวลาตาเฒ่าและออกเดินทางไปหาใบไม้แห้งที่ไม่มีใครต้องการต่อไป

“โอ้โชคดีที่ใบไม้แห้งกองนั้นเป็นที่ต้องการของชาวนาเขาจึงเอามันไปไม่ได้” เจ้าลิงแสนรู้คิดอย่างโล่งอก

แต่เจ้าลิงก็โล่งอกโล่งใจได้ไม่นาน เมื่อชายหนุ่มเดินไปใกล้เขตหมู่บ้านฝั่งตะวันตก และได้พบหญิงชาวบ้านสามคนที่กำลังขมีขมันเก็บใบไม้แห้งใส่ตะกร้าหวายของพวกนาง ชายหนุ่มจึงเดินไปถามหญิงชาวบ้านทั้งสามว่า

“ขอโทษที่มารบกวนนะพี่สาว พวกพี่สาวจะเอาใบไม้แห้งพวกนี้ไปทำอะไรหรือ”

“ใบไม้แห้งนี่นะหรือ” หญิงชาวบ้านคนแรกว่า “ข้าจะเอาไปจุดไฟหุงข้าวน่ะน้องชาย ใบไม้แห้งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี และข้าก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อฟืนอีกด้วย”

“ส่วนข้าเลือกหาใบไม้แห้งที่ใหญ่หน่อย เช่น ใบตอง เพื่อนำไปเย็บเป็นกระทงใส่อาหารแทนชามข้าว นอกจากนั้นข้ายังนำเศษใบไม้ที่เหลือไปห่อขนมขายเอาเงินมาเลี้ยงลูกๆ ของข้าอีกด้วย” หญิงชาวบ้านคนที่สองบอก

“แล้วพี่สาวหล่ะ พี่สาวต้องการใบไม้แห้งที่ดูไร้ค่าพวกนี้ไปทำไมหรือ”

ชายหนุ่มหันไปถามหญิงชาวบ้านคนที่สาม ซึ่งเธอหัวเราะร่วนก่อนจะตอบว่า

“เข้าใจผิดแล้วล่ะน้องชาย ใบไม้พวกนี้ไม่ได้ไร้ค่า ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันยังมีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก”

“ดูเหมือนท่านจะพูดจาล้อเล่นเกินไปเสียแล้ว” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่เชื่อ

“ข้าไม่ได้ล้อเล่นอะไรเลยเจ้าหนุ่ม ข้าเลือกเก็บใบไม้แห้งที่เป็นตัวยาสมุนไพรเพื่อเอาไปให้สามีของข้าซึ่งเป็นหมอชาวบ้านนำไปใช้ปรุงเป็นตัวยารักษาคนเจ็บ การที่คนเรามีสุขภาพดี ห่างหายจากโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าไม่คิดว่าสิ่งนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำหรอกหรือ”

ชายหนุ่มนิ่งคิดพิเคราะห์และเห็นจริงดังนั้นเขาจึงเดินตรงเข้าไปในหมู่บ้าน

“ดีจริงที่ใบไม้นี้เป็นที่ต้องการของใครๆ ไม่อย่างนั้นอายุของผู้ชายคนนี้ก็ต้องสั้นลง หากเขาเจอใบไม้แห้งที่ไม่มีใครต้องการเข้าจริงๆ” เจ้าลิงแสนรู้คิดแล้วออกห้อยโหนกิ่งไม้ใหญ่เพื่อเดินทางตามชายหนุ่มต่อไป

ตอนนี้ชายหนุ่มเดินเข้ามาในเขตหมู่บ้านตะวันตกแล้ว ในหมู่บ้านแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างจอแจหนาแน่นแต่ถนนหนทางกลับสะอาดเอี่ยม บ้านเรือนแต่ละหลังปลูกติดกันเป็นแนวยาว นานๆ ครั้งจึงจะปรากฏตรอกเล็กๆ ให้เห็นอยู่บ้าง ชายหนุ่มเดินหลบหลีกผู้คนพลางสายตาก็สอดส่ายหาใบไม้แห้งไปพลางแต่ก็ไม่ลืมที่จะเดินเป็นเส้นตรงตามคำสั่งของฤาษีอุอะ ทว่าในเขตชุมชนเมืองเช่นนี้ แม้แต่ต้นไม้ใหญ่ก็แทบจะไม่มีให้เห็นเลยด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะเจอใบไม้แห้งก็ลดน้อยลงไปด้วย

“ดูเหมือนว่า หมู่บ้านตะวันตกนี่จะหาใบไม้แห้งยากสักหน่อยนะ อย่างนี้ก็ดีแล้ว ผู้ชายคนนี้จะได้เลิกคิดที่จะตายเสียที” เจ้าลิงคิดอย่างโล่งใจ มันต้องใช้หลังคาบ้านของชาวบ้านเป็นทางสัญจรเพื่อหลีกหนีความจอแจวุ่นวายด้านล่าง

ชายหนุ่มเดินเป็นเส้นตรงจนจวนจะถึงท้ายหมู่บ้านตะวันตกแล้ว แต่เขาก็ยังไม่พบใบไม้แห้งเลยแม้แต่ใบเดียว จนกระทั่งมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จู่ๆ ก็มีลมวูบหนึ่งพัดผ่านมา และใบไม้แห้งใบหนึ่งก็ตกลงมาตรงหน้าของเขา

เจ้าลิงรู้สึกใจหาย และนึกตำหนิลมวูบนั้นอยู่ในใจ

ขณะที่ชายหนุ่มก้มตัวลงเพื่อจะเก็บใบไม้อยู่นั่นเอง นกใหญ่ตัวหนึ่งก็บินลงมาโฉบเอาใบไม้แห้งใบนั้นไปต่อหน้าต่อตาเขา

“โธ่เอ๊ย! เจ้านกบ้า นั่นมันใบไม้ของข้านะ ข้าเจอมันก่อน” ชายหนุ่มชะเง้อคอมองตามนกใหญ่และร้องโวยวายด้วยความไม่พอใจ เขาเก็บก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง หมายจะขว้างใส่นกขี้โขมยให้รู้สำนึก แต่แล้วชายหนุ่มก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นว่านกใหญ่เอาใบไม้แห้งไปทำอะไร ดังนั้นชายหนุ่มจึงโยนก้อนหินทิ้งแล้วออกเดินต่อไป

เจ้าลิงซึ่งสังเกตการณ์อยู่ไกลๆ นึกสงสัยว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงละทิ้งใบไม้ใบนั้นให้นกใหญ่ไปอย่างง่ายดาย มันจึงรีบปีนไปบนต้นไม้ใหญ่ตรงยอดไม้ที่นกตัวนั้นเกาะอยู่

สิ่งที่เจ้าลิงเห็นคือรังนกที่มีลูกนกตัวเล็กๆ สี่ตัวกำลังส่งเสียงร้องกระชั้นถี่ร้องหาอาหารจากแม่ของมัน แม่นกใหญ่มองลูกๆ ของนางอย่างสงสาร นางบอกแก่ลูกนกว่า

“รอสักประเดี๋ยวนะลูก แม่เพิ่งได้ใบไม้แห้งมาเมื่อครู่นี้เอง และแม่ต้องซ่อมแซมรังของเราให้แข็งแรงดีเสียก่อน จึงจะวางใจออกไปหาอาหารมาป้อนลูกได้ ไม่อย่างนั้นระหว่างที่แม่ไม่อยู่ ลูกๆ ของแม่อาจตกลงไปจากรังจนเป็นอัตรายได้”

เจ้าลิงฟังแม่นกใหญ่พูดแล้วรู้สึกประทับใจในน้ำใจของชายหนุ่ม มันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงละทิ้งใบไม้แห้งใบนั้นไปอย่างง่ายดาย แล้วมันก็รีบตามชายหนุ่มต่อไปทันที

ด้านชายหนุ่มได้เดินไปเป็นเส้นตรงจนถึงบ่อน้ำท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดสุดเขตของหมู่บ้านตะวันตกแล้ว แต่ก็ยังไม่พบใบไม้แห้งที่ไม่มีใครต้องการ เขาเอามือยันขอบบ่อน้ำไว้ แล้วมองลงไปในบ่อ

ตอนนั้นเองชายหนุ่มก็พบใบไม้แห้งใบหนึ่งลอยอยู่เหนือผิวน้ำในบ่อ

“ในที่สุดข้าก็พบใบไม้แห้งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครแล้ว” ชายหนุ่มร้องอุทานอย่างสมหวัง เขารีบหยิบถังตักน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นขึ้นมาแล้วค่อยๆ หย่อนเชือกลงไปตักใบไม้แห้งขึ้นมาจากในบ่อ

เจ้าลิงตามมาทันเห็นเหตุการณ์พอดี เมื่อมันเห็นว่าชายหนุ่มได้ใบไม้แห้งแล้ว มันก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาทันที

ชายหนุ่มยืนพินิจพิเคราะห์ใบไม้แห้งใบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมันลงไปในบ่อน้ำอย่างเดิม แล้วหันหลังเดินกลับไปตามทางเก่า

เจ้าลิงรีบกระโจนไปที่ขอบบ่อ มันก้มลงมองใบไม้แห้งซึ่งบัดนี้ลอยเหนือผิวน้ำในบ่อด้วยความแปลกใจ

“เจี๊ยกๆ ทำไมกันนะ ทั้งๆ ที่ได้เจอใบไม้แห้งซึ่งไม่มีประโยชน์กับใครๆ แล้วแท้ๆ แต่ทำไมเขาไม่เอากลับไปให้ท่านฤๅษีอุอะกันเล่า เจี๊ยกๆ” เจ้าลิงพูดกับตัวเอง

“นั่นเพราะใบไม้แห้งใบนี้มิใช่ใบไม้แห้งที่ไร้ประโยชน์” มดตะนอยที่เดินอยู่บนขอบบ่อตัวหนึ่งพูดขึ้น “แต่มันเป็นใบไม้แห้งที่มีความสำคัญต่อชีวิตของพวกมดอย่างเรามาก”

เจ้าลิงก้มลงมองมดเจ้าของเสียง มันเห็นมดอีกหลายตัวเดินกันเป็นแถวเรียงหนึ่งอยู่บนขอบบ่อ

“เจี๊ยกๆ ว่าอย่างไรนะ ใบไม้แห้งนี่นะหรือ มีประโยชน์กับมดอย่างพวกเจ้า เจี๊ยกๆ ข้าไม่เข้าใจเลย ในเมื่อเจ้าก็ไม่ได้กินใบไม้แห้งเป็นอาหารเสียหน่อยนี่ เจี๊ยกๆ” เจ้าลิงถามอย่างสงสัย

“แน่นอน พวกเราไม่ได้กินใบไม้แห้งเป็นอาหารหรอก...แต่พวกเราทำรังอยู่ในพื้นดินใกล้กับบ่อน้ำแห่งนี้ และมีหลายครั้งทีเดียวที่พวกเราตัวใดตัวหนึ่งหรือบางครั้งอาจจะหลายตัวเลยทีเดียวพลาดตกลงไปในน้ำ ใบไม้แห้งใบนั้นเปรียบเสมือนเรือน้อยของเราชาวมดที่อาศัยอยู่ที่นี่ หากไม่มีมันพวกเราก็อาจจะจมน้ำตายอยู่ในบ่อ และข้าเชื่อว่า ผู้ชายคนเมื่อครู่นี้ก็คงจะเข้าใจและเห็นใจพวกเรา เพราะข้าก็คือมดตัวที่อยู่บนใบไม้แห้งซึ่งเขาได้ช่วยขึ้นมาเมื่อครู่นี้เอง”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เจ้าลิงแสนรู้ก็รู้สึกประทับใจในตัวชายหนุ่มมากยิ่งขึ้น คนๆ นี้มิใช่คนไร้ค่า แต่เป็นคนที่ไม่รู้จักคุณค่าในตัวเอง จึงไม่ควรเลยที่เขาจะคิดฆ่าตัวตาย แล้วเจ้าลิงก็รีบหันหลังกลับวิ่งตามชายหนุ่มไปทันที

ฝ่ายชายหนุ่มนั้นไม่ได้มุ่งมั่นที่จะหาใบไม้แห้งต่อไปอีกแล้ว เขาเดินกลับมากหาฤๅษีอุอะยังหน้าผาใหญ่แห่งเดิม

“ได้ใบไม้แห้งมากี่ใบกันล่ะเจ้าหนุ่ม” ฤๅษีอุอะ ถามพร้อมกับส่งยิ้มให้เจ้าลิงที่วิ่งเร็วรี่ตามมาติดๆ

“ไม่ได้มาเลยสักใบครับท่านฤๅษี แต่ข้าก็ไม่ต้องการใบไม้แห้งนั่นอีกแล้ว” ชายหนุ่มตอบ

“ทำไมเล่า ใบไม้แห้งมีออกเกลื่อนกลาด เจ้าน่าจะหามันมาได้ไม่ยากมิใช่รึ”

“ใช่ครับท่านฤๅษี ใบไม้แห้งนั้นมีอยู่เกลื่อนกลาด แต่ข้าไม่พบใบไม้แห้งที่ไม่มีใครต้องการเลยสักใบเดียว ชาวบ้านของหมู่บ้านตะวันตกล้วนเห็นคุณค่าของมัน พวกเขาใช้ใบไม้แห้งเพื่อประโยชน์ในชีวิต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้แต่สัตว์เล็กใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาใบไม้แห้ง ข้าจึงไม่พบใบไม้แห้งที่ท่านต้องการ และข้าก็รู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ข้าไม่อยากฆ่าตัวตายอีกต่อไปแล้ว”

ฤๅษีอุอะฟังคำตอบของชายหนุ่มแล้วยิ้มอย่างพอใจ

“การที่เจ้าถูกมองว่าไร้คุณค่าจากคนกลุ่มหนึ่ง นั่นมิได้หมายความว่า ตัวเจ้าจะไร้คุณค่าจริงๆ ต่อคนทุกคน ดังเช่นเมื่อแรกที่เจ้าคิดว่าใบไม้แห้งล้วนไร้ประโยชน์และสามารถหามาให้ข้าได้ง่ายๆ แต่เจ้าก็เห็นแล้วใช่ไหมว่า แท้ที่จริงแล้ว ใบไม้แห้งก็มิได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว แต่สำหรับบางคน มันกลับมีคุณค่าต่อชีวิตของพวกเขาอย่างมากมาย”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลองคิดดูเอาเองเถิดเจ้าหนุ่ม ว่า แม้แต่ใบไม้แห้งที่ใครๆ ต่างเชื่อว่ามันไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้ว ก็ยังมีคุณค่าและเป็นที่ต้องการอย่างมากมายจากคน นกและแมลง แล้วร่างกายของคนเราจะมีประโยชน์สักเพียงใดกันเล่าหากรู้จักใช้ให้คุ้มค่า เพราะฉะนั้นตัวเจ้าเองจักต้องพึงรักษาร่างกายของเจ้าเอาไว้ให้ดีที่สุด เพื่อทำให้ชีวิตของตนเองมีความสุข และไม่พลาดโอกาสที่จะเผื่อแผ่ความช่วยเหลือไปสู่ผู้ยากไร้ คนป่วย คนชรา และทุกชีวิตที่ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อใดที่ได้ช่วยผู้อื่นแล้ว เมื่อนั้นเจ้าจะตระหนักถึงคุณค่าของตนเองได้อย่างมากมายเหมือนกับที่เจ้าได้ช่วยแม่นกใหญ่ให้สร้างรังปกป้องลูกๆ ของมันได้สำเร็จ และไม่เบียดเบียนเอาเรือช่วยชีวิตลำน้อยของพวกมดมา สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือคุณค่าอันแท้จริงของตัวเจ้า และควรอย่างยิ่งที่เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”

ชายหนุ่มฟังคำฤๅษีอุอะแล้วรู้สึกตาสว่างขึ้นมาในทันที เขาให้คำมั่นกับท่านฤาษีว่าจะไม่คิดสั้นอีกต่อไป แต่จะต่อสู้เพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้จงได้ นอกจากนั้น เขาจะใช้ชีวิตตนเองในการช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่จะสามารถช่วยได้อีกด้วย

“ดีแล้วเจ้าหนุ่ม ขอให้เจ้าเรียนรู้คุณค่าของตัวเจ้าจากการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเถิด แล้วข้าจะอวยพรให้เจ้าได้พบแต่ความสุขสงบตลอดไป” ฤๅษีอุอะให้พรแก่ชายหนุ่มด้วยความเมตตา พร้อมกับมอบเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ให้เพื่อเป็นสิริมงคลในชีวิตของเขาต่อไป

เธอทั้งหลาย...

หากเมื่อไหร่ที่เธอคิดว่าตนเองไร้ประโยชน์ดังเช่นใบไม้แห้ง นั่นไม่ได้หมายความว่า เธอเป็นคนไร้คุณค่าจริงๆ แต่เป็นเพราะเธอไม่เคยรู้จักคุณค่าของตนเองเลยต่างหาก อย่าทำร้ายตนเองเพียงเพราะต้องการประชดในความหลงผิดนั้น แต่จงรักษาตัวให้มีร่างกายที่แข็งแรงและมีจิตใจสดใสอยู่เสมอ อย่าลืมว่าแม้แต่ใบไม้แห้งก็ยังมอบประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้มากมายถึงเพียงนี้ แล้วคนที่มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเธอจะสร้างคุณประโยชน์ต่างๆ ให้บังเกิดขึ้นได้มากมายเพียงไหนกัน

แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็จงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ โลกของเรายังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเธออีกมาก อย่างน้อย เธอก็คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของคนที่ไม่ยอมแพ้

ขอบคุณหนังสือด้วยรักบันดาล...นิทานสีขาว เล่าเรื่องโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา สำนักพิมพ์ ฟรีมายด์

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ความช่วยเหลือของงูและปลา

นิทานสอนใจ : ความช่วยเหลือของงูและปลา


ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่าเศรษฐีคม เศรษฐีผู้นี้เป็นผู้มีจิตเมตตาและยึดถือหลักอหิงสาเป็นที่มั่น ด้วยคุณธรรมเช่นนี้ทำให้เศรษฐีคมเป็นที่รักของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้มาก

วันหนึ่งเศรษฐีคมพาภรรยาและลูกน้อยวัยเตาะแตะไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ข้างคฤหาสน์ ซึ่งอยู่ติดกับชายป่า ขณะที่สามพ่อแม่ลูกกำลังสำราญใจอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยผ่านมายังใต้ต้นไม้ใหญ่ที่คนทั้งสามกำลังนั่งพักชมธรรมชาติอยู่ ภรรยาเศรษฐีคมกรีดร้องอย่างตกใจ และอุ้มลูกขึ้นจากพื้นดินทันที ฝ่ายงูเห่าเองก็ตกใจมาก มันรีบชูคอแผ่แม่เบี้ยทันทีเช่นกัน

“พี่จ๊ะ ฆ่ามันเสียเถิดพี่ งูเห่าตัวนี้อันตรายต่อลูกของเราจริงๆ”

แต่เศรษฐีคมกลับตอบกลับมาอย่างนิ่งสงบ ว่า “พี่จะไม่ฆ่าเขาหรอก เพราะเขายังไม่ได้ทำอะไรพวกเราสักหน่อย มนุษย์มีความหวาดกลัวและคิดทำร้ายงูเห่าทันทีเมื่อได้พบเห็น ทั้งๆ ที่งูเห่าชนิดที่น่ากลัวที่สุดนั้นอยู่ในจิตใจของมนุษย์ แต่พวกเขากลับไม่เคยรู้ตัว และไม่คิดจะกำจัดงูเห่าในจิตใจเหล่านั้นออกไปเลย”

แล้วเศรษฐีคมก็หันไปมองงูเห่าและพูดกับงูเห่าตัวนั้นว่า

“เจ้าอยู่ในป่าก็ดีและปลอดภัยอยู่แล้ว อย่าเข้ามารบกวนพวกเราและเสี่ยงให้เกิดอันตรายแก่ตัวเจ้าเองเลย เราไม่ทำร้ายเจ้า เจ้าก็ไม่ทำร้ายเรา เราต่างก็ไปอยู่ในที่ซึ่งเหมาะกับพวกเราดีกว่านะ”

เมื่อเศรษฐีคมพูดจบ งูเห่าตัวนั้นก็ค่อยๆ ก้มหัวลง และเลื้อยกลับเข้าไปในป่าโดยไม่ได้ทำร้ายเศรษฐีคมและครอบครัวของเขาแม้แต่น้อย

หลังจากนั้นเจ็ดวัน เป็นวันเกิดของเศรษฐีคม บรรดาบ่าวไพร่ในบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันจับปลาในคลองใหญ่หลังคฤหาสน์เพื่อทำเป็นกับข้าวเลิศรสให้ท่านเศรษฐีได้รับประทาน แต่บังเอิญเศรษฐีคมเดินผ่านบริเวณนั้นพอดี เมื่อเห็นปลาที่จับได้แออัดอยู่ในตุ่มใบเล็กๆ เศรษฐีคมจึงถามบ่าวไพร่ ว่า “พวกเขาจับปลามากมายนี้ไปทำอะไรกัน”

บ่าวสาวคนหนึ่ง ตอบว่า “เราอยากให้นายท่านได้รับประทานอาหารรสเลิศที่ปรุงจากปลาพวกนี้ จึงชวนกันมาจับปลาตัวใหญ่ๆ รสชาติดี ไปทำอาหารให้นายท่านเจ้าค่ะ”

เศรษฐีคมนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขามองบรรดาปลาที่นอนอัดอยู่ในตุ่มใบเล็กอย่างสังเวชใจ

“ไปเรียกบ่าวทุกคนที่จับปลามาหาข้าซิ” เศรษฐีคมสั่งบ่าวคนหนึ่ง

เมื่อบ่าวไพร่ที่กำลังจับปลาทุกคนมารวมตัวกันหน้าเขาแล้ว เศรษฐีคม ก็กล่าวขึ้นว่า “ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจมากที่พวกเจ้าทุกคนลงแรงเพื่อข้าขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นสภาพปลาเหล่านั้น ข้ารู้สึกสงสารจับใจจนกินไม่ลง อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าก็อุตส่าห์ลงแรงมากมาย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจ ข้าก็จะขอซื้อปลาทั้งหมดนี้ไว้ และขอให้พวกเจ้านำปลากลับไปปล่อยในคลองดังเดิม”

“ถ้าอย่างนั้นนายท่านก็ไม่ได้กินอาหารรสเลิศในวันเกิดสิขอรับ” บ่าวคนหนึ่งร้องขึ้นอย่างเสียดาย

“การทำบุญช่วยชีวิตผู้อื่นเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดแล้ว หากเราไม่เบียดเบียนชีวิตปลาพวกนี้ ก็เท่ากับพวกเจ้าได้มอบของขวัญล้ำค่าที่สุดแก่ข้าแล้ว”

เมื่อได้ยินนายของตนเอ่ยขึ้นมาเช่นนั้น บรรดาบ่าวไพร่ก็ยอมทำตามที่เศรษฐีคมต้องการโดยไม่มีข้อสงสัยอะไรอีก

แล้วชีวิตของเศรษฐีคมก็มีความสุขเรื่อยมาจนกระทั่งคืนหนึ่ง ที่วัดประจำหมู่บ้านมีการจัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ เศรษฐีคมจึงพาภรรยาและลูกพร้อมด้วยบ่าวไพร่ไปเที่ยวชมงานวัดด้วยกัน ด้วยความที่ภรรยาใจร้อน อยากให้ถึงวัดแห่งนั้นเร็วๆ เศรษฐีคมจึงพาทุกคนเดินไปทางลัด ซึ่งต้องผ่านป่าทึบโดยหารู้ไม่ว่ามีกลุ่มโจรใจทมิฬมารอดักปล้นฆ่าเอาทรัพย์สินของชาวบ้านแฝงตัวอยู่ในบริเวณนั้นด้วย

เมื่อเดินเข้าเขตป่ามาได้ครึ่งทาง พวกโจรใจร้ายก็แสดงตัวและปล้นเอาทรัพย์สินของเศรษฐีคมและภรรยา รวมถึงเงินทองเล็กน้อยของบ่าวไพร่ไปจนหมด นอกจากนั้น หัวหน้าโจรยังประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า

“ตามกฎของข้า ใครก็ตามที่เห็นโฉมหน้าของข้าซึ่งเป็นหัวหน้าโจร มันผู้นั้นจะต้องถูกฆ่าทิ้งไม่ให้รอดกลับไปแจ้งข่าวกับทางการได้ ฆ่ามันให้หมด”

หัวหน้าโจรหันไปสั่งลูกน้อง แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ทำร้ายใคร ลูกสมุนคนหนึ่งก็ร้องขึ้นว่า

“โอ๊ะ หัวหน้า ข้าถูกอะไรก็ไม่รู้กัดที่ขา” อีกคนร้องตามมาติดๆ “ข้าด้วย อะไรก็ไม่รู้กัดที่เท้าข้า มืดๆ อย่างนี้ข้ามองไม่เห็นเลย”

“อ๊ะ ข้าเห็นแล้ว งูเห่า ตายล่ะ หัวหน้า พวกมันมาเป็นกองทัพเลยนี่” ไม่ทันขาดคำ เขาก็ถูกงูเห่ากัดไปอีกราย

เมื่อได้ยินลูกน้องพูดเช่นนั้น และเริ่มสัมผัสได้ถึงเมือกลื่นมากมายที่เคลื่อนเสียดสีขาท่ามกลางความมืด หัวหน้าโจรและสมุนที่เหลือก็กระโดดโหยงด้วยความตกใจ พวกมันวิ่งแน่บฝ่าความมืดออกจากป่าไปโดยมีเหล่างูเห่าเลื้อยตามอย่างไม่ลดละ จนเมื่อวิ่งมาถึงลำคลอง พวกโจรคิดว่ารอดแน่แล้ว จึงรีบกระโดดลงไปทันที

เหล่างูเห่าตามมาจนถึงริมคลอง ก็หยุดและเลื้อยกลับเข้าป่าไป พวกโจรดีใจมาก แต่แล้วจู่ๆ น้ำในคลองก็เกิดแรงกระเพื่อมผิดปกติ และเมื่อพวกโจรเพ่งพินิศดูสิ่งที่เกิดขึ้นในลำคลองอย่างตั้งใจ ทั้งหมดก็ตกใจแทบสิ้นสติ

ฝูงปลานับร้อยนับพันมาจากทุกทิศทางตรงเข้าล้อมพวกโจรไว้หมด พร้อมกับพุ่งเข้าโจมตีพวกโจรอย่างรุนแรง แม้ปลาจะไม่มีเขี้ยว ไม่มีพิษเหมือนงูเห่า แต่เมื่อปลาทุกตัวรวมใจกันจู่โจมก็รุนแรงพอจะสร้างความเจ็บปวดให้แก่พวกโจรได้

ตอนนั้นเอง เศรษฐีคมและชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างก็ตามมาเพื่อจะช่วยกันจับโจรส่งให้ทางการ พวกปลากระจายตัวออกทันทีที่ชาวบ้านมาถึง และชาวบ้านก็จับโจรได้อย่างง่ายดาย เพราะพวกนั้นเจ็บปวดไปทั้งตัวและไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ ไว้ต่อสู้ขัดขืนอีกต่อไปแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่า ทั้งหมดนี้เป็นความช่วยเหลือจากงูและปลา นอกจากเศรษฐีคมแต่เพียงผู้เดียว

บทสรุปของผู้แต่ง

โลกของเราคือเงาสะท้อนตัวเราเอง ไม่ว่าเราจะเห็นอะไรหรือคิดอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสะท้อนมายังเราทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงควรกระทำแต่ความดี มองเห็นแต่สิ่งดีๆ ทำดี คิดดี พูดดี และมีจิตวิญญาณที่ดี มีความเมตตาให้แก่ผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะเมื่อเรามีแต่สิ่งดีๆ เราก็ย่อมอยากจะกระทำดีต่อผู้อื่นด้วย และสิ่งนั้นจะสะท้อนกลับมาสู่เรา ดังนั้น เมื่อเราเป็นผู้ให้ก็มีโอกาสที่เราจะเป็นผู้รับด้วย

เปรียบดั่งกระจกเงา หากเรายืนมองตัวเอง ตัวเราเองจะมองเราตอบมา หากเราแลบลิ้น กระจกก็จะแลบลิ้น หากเรานิ่วหน้า กระจกก็นิ่วหน้า และเมื่อเรายิ้ม กระจกก็จะยิ้มให้เราด้วย

นี่คือสิ่งที่เธอควรจดจำ และระลึกอยู่ในใจเสมอในยามที่คิดจะทำสิ่งใดกับใครก็ตาม

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : เพื่อนยากพาย่ำแย่

นิทานสอนใจ : เพื่อนยากพาย่ำแย่


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ปรากฏมิตรไมตรีอันเด่นชัด ระหว่างสัตว์สองตัว คือ ลิง และ ปลา ซึ่งให้ความนับถือเป็นเพื่อนรักเพื่อนยาก และคอยช่วยเหลือเจือจุนกันมาเป็นเวลานาน

เมื่อมีเวลาว่าง บางครั้งลิงก็จะมาหาปลาที่ริมตลิ่ง และบางครั้งปลาก็ไปเรียกหาลิงที่ต้นมะม่วงใกล้ธารน้ำ ทั้งสองมักจะไปมาหาสู่กันเช่นนี้ เพื่อใช้เวลาพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ รวมไปถึงการปรับทุกข์กันอยู่เสมอ

ว่ากันตามจริงแล้ว การที่สัตว์สองตัวนี้มาจับคู่เป็นเพื่อนยากกันก็นับว่าสมควรอยู่ เพราะต่างก็สามารถใช้คุณสมบัติเฉพาะตัวของตนเกื้อหนุนอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ดังเช่นลิงนั้น ว่ากันตามจริงแล้ว ก็ถือว่าเป็นสัตว์ที่ได้เปรียบในการใช้ชีวิตมากกว่าปลา เพราะไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็สะดวก มีอิสรเสรีที่จะท่องเที่ยวหาอาหารตามที่ต่างๆ ในป่าได้ดั่งที่ใจต้องการ ลิงจึงนับได้ว่าเป็นผู้กว้างขวางผู้หนึ่งในป่า แต่ลิงก็ไม่ได้ทะนงตนในเรื่องนี้มากมายนัก มันคบปลาเป็นเพื่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และยังคงเห็นคุณค่าในตัวปลาอยู่เสมอ ด้วยมีความคิดว่า แม้ปลาจะเป็นเพียงสัตว์น้ำตัวเล็กๆ แต่หากวันใดวันหนึ่งที่อาหารในป่าหมดไป ตนเองอาจจะต้องเป็นฝ่ายไปขอพึ่งพาอาศัยปลา หรืออีกทางหนึ่งปลาก็ทำให้ลิงกว้างขวางในสังคมสัตว์น้ำมากขึ้น เผื่อมีศัตรูใดๆ มารุกราน ลิงก็อาจขอความช่วยเหลือจากปลาและเหล่าสัตว์น้ำได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด

ส่วนปลานั้นเป็นสัตว์ที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำ ปลาคิดว่าเป็นบุญของตนโดยแท้ที่ได้ลิงมาเป็นเพื่อนคู่ยาก เพราะลิงมีน้ำใจช่วยเหลือปลาในเรื่องต่างๆ ที่ลิงทำได้มาโดยตลอด นอกจากนั้น หากมีคราวใดที่ปลาเกิดอุบัติเหตุติดค้างอยู่บนบก ลิงก็สามารถช่วยจับปลามาปล่อยลงน้ำได้อย่างทันท่วงที

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ลิงไม่กินปลาเป็นอาหาร ดังนั้น การคบลิงจึงมีความปลอดภัยสำหรับปลา ยิ่งไปกว่านั้นบนบกก็มีอาหารกินที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผลไม้สุกๆ ซึ่งลิงต้องกินเป็นอาหารอยู่แล้ว ลิงก็มักจะกัดแบ่งผลไม้สุกเหล่านั้นเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เพียงพอกับความต้องการของปลา แล้วส่งให้ปลากินอยู่บ่อยๆ ลิงและปลาจึงรัก และประทับใจในกันและกันไม่เสื่อมคลายด้วยประการฉะนี้

อยู่มาวันหนึ่ง เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นในป่า น้ำป่าไหลหลากจนท่วมล้นตลิ่ง และเพิ่มระดับสูงขึ้นจนเกือบจะท่วมถึงกิ่งไม้ ลิงและปลาต่างเป็นห่วงในกันและกันมาก ลิงนั้นเที่ยวกระโดดไปตามกิ่งไม้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึงแล้วร้องตะโกนเรียกหาปลา

“ปลาเพื่อนยาก เจ้าอยู่ที่ไหน...อยู่แถวนี้หรือไม่ ช่วยส่งเสียงให้ข้ารับรู้ด้วยปลาเพื่อนยากของข้า”

ลิงตามหาปลาด้วยความเป็นห่วงยิ่งนัก มันกลัวว่า ปลาจะถูกน้ำพัดพาไปติดค้างตามกิ่งไม้ต่างๆ แต่ไม่ว่าจะหาเท่าไรก็ยังไร้ซึ่งวี่แววของปลาเพื่อนรัก มันตามหาปลาไปทั่วป่าจนอ่อนเพลียสิ้นเรี่ยวแรงและผล็อยหลับไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

ฝ่ายปลาก็เป็นห่วงลิงมากไม่แพ้กัน มันกลัวว่าลิงจะพลัดตกน้ำและจมน้ำตาย ปลาจึงเที่ยวว่ายน้ำหาลิงไปทั่วทุกหนแห่งที่มันจะสามารถว่ายฝ่าไปได้ด้วยกำลังทั้งหมดจากครีบเล็กๆ ทั้งสองของมัน

“เราต้องตามหาลิงให้พบและช่วยลิงให้ได้ ลิงช่วยเรามามากแล้ว ถึงคราวที่เราจะได้ตอบแทนบุญคุณเพื่อนรักของเราบ้าง” ปลาคิดในใจ และว่ายน้ำหาลิงต่อไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะต้องช่วยลิงให้ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้ว ปลาก็ยังหาลิงไม่พบ ครีบน้อยๆ ของมันที่ใช้แหวกว่ายทวนกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากมาตลอดทางเริ่มอ่อนล้าจนแทบขยับไม่ได้

“ตอนนี้เราไร้เรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป หากยังฝืนตัวเอง เราคงได้หมดกำลังและตายเสียก่อนที่จะได้ช่วยลิงเป็นแน่ เพราะฉะนั้นเราจะพักตัวเองสักครู่ เมื่อมีแรงแล้วจึงค่อยว่ายน้ำหาลิงต่อไปจะดีกว่า” ปลาบอกกับตัวเอง แล้วว่ายเข้าไปหลบพักอยู่ในโพรงรากไม้ที่ถูกน้ำท่วมถึงต้นหนึ่ง เพื่อออมแรงไว้ก่อน

แต่แล้วธรรมชาติก็เมตตาช่วยให้เพื่อนรักทั้งสองมาพบกันจนได้ เพราะน้ำที่ท่วมป่าได้พัดพาเอาร่างน้อยๆ ของปลาที่กำลังพักผ่อนเอาแรงอยู่ในโพรงไม้เคลื่อนขึ้นไปกระทบกับกิ่งไม้ที่ลิงพักหลับอยู่

เมื่อลิงถูกน้ำป่ากระเด็นมากระทบตัวก็ตกใจตื่น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นปลาซึ่งถูกกระแสน้ำพัดพามาทางที่ตนอยู่พอดี ลิงดีใจมากรีบยื่นมือออกไปคว้าร่างของปลาไว้ แล้วนำปลาไปวางไว้บนยอดไม้ เพื่อไม่ให้ปลาถูกกระแสน้ำพัดพาต่อไปอีก

“ตื่นเถิดเพื่อนเอ๋ย” ลิงปลุกปลาจน ก็ตื่นตามเสียงเรียกของเพื่อนรัก

“โอ...ลิงเพื่อนยาก” ปลาร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นหน้าลิง “ข้าตามหาเพื่อนอยู่นานมากแล้วรู้ไหม แต่หาเท่าไหร่ๆ ก็ไม่พบ เพื่อนไปอยู่ไหนมาเล่า”

“ข้าก็เที่ยวตามหาเพื่อนจนสิ้นแรงเช่นกัน แต่โชคดีที่โชคชะตาชักนำให้เรามาพบกันอีก ข้าเห็นเพื่อนถูกน้ำพัดมาเลยรีบคว้าร่างเพื่อนไว้ แล้วนำมาวางไว้บนยอดไม้นี่ ด้วยเกรงว่าเพื่อนอาจจะถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดพาไปพบกับอันตรายได้” ลิงกล่าวแก่ปลา

“โอ...ลิงเพื่อนยาก ท่านมีบุญคุณกับข้าอีกแล้วหรือนี่ ข้าหวังว่าจะได้ช่วยเพื่อนบ้าง แต่กลายเป็นว่าเพื่อนต้องมาช่วยข้าอีก” ปลาตัดพ้อตัวเอง

“อย่าพูดอย่างนั้นเลยปลาเพื่อนรัก เพื่อนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้า ข้าไม่ยอมให้เพื่อนเป็นอะไรหรอก...ว่าแต่เพื่อนอยู่บนยอดไม้นี่สบายดีหรือไม่” ลิงถามปลาด้วยความเป็นห่วง

“ขอบใจลิงมากที่นำข้ามาอยู่บนยอดไม้นี้ ข้าสบายดี และเห็นด้วยกับเพื่อนว่าหากอยู่ในน้ำที่พัดแรงอย่างนั้นต่อไป ตัวข้าอาจจะไปกระแทกกับโขดหินตายเสียก่อนก็เป็นได้” ปลาเห็นด้วยกับลิงโดยลืมไปเสียสนิทว่าตนเองเป็นสัตว์น้ำ ก็ต้องอยู่ในน้ำ

“ถ้าเพื่อนว่าอย่างนี้ข้าก็เบาใจ เอาอย่างนี้นะ เพื่อนพักอยู่บนนี้ก่อน เดี๋ยวข้าจะไปหาอาหารดีๆ มาให้เพื่อนกินเอง” ลิงบอกแก่ปลาแล้วรีบปีนป่ายต้นไม้ออกไปหาอาหารให้ปลาทันที

ในไม่ช้าเมื่อลิงกลับมายังยอดไม้ที่ปลานอนอยู่ ลิงก็แทบเป็นลมทั้งยืน เมื่อเห็นปลาเพื่อนยาก นอนแน่นิ่งสิ้นใจอยู่บนยอดไม้ที่ลิงพามาหลบกระแสน้ำอยู่นั่นเอง

บทสรุปของผู้แต่ง

จงยืนยันในเจตนารมณ์อันดีงามของเธอ ที่มุ่งมั่นในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่เดือดร้อนต่อไปเถิด ความหวังดีของคนเราซึ่งมีต่อผู้อื่นนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดีและช่วยให้สังคมของเราน่าอยู่ขึ้นเป็นแน่ แต่บางครั้ง บางกรณี บางบุคคล เราก็ต้องศึกษา ทำความเข้าใจในรากเหง้าของปัญหาและธรรมชาติของคนผู้ซึ่งต้องการรับความช่วยเหลือแก่เขาไปอย่างเต็มที่ หากเป็นดังนี้ ความช่วยเหลือของเธอ จึงจะสร้างคุณประโยชน์ให้เกิดแก่ผู้เดือดร้อนได้ดีเป็นที่สุด

และในแง่ของผู้ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นนั้น ขอจงอย่าขาดสติในตนเอง และมัวหลงดีใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาหยิบยื่นให้ แต่ต้องคิดให้รอบคอบด้วยว่า ความช่วยเหลือที่เขาให้แก่เรานั้น ถูกต้องเหมาะสมตามที่เรากำลังเดือนร้อนจริงหรือไม่ และตรงกับสภาพตามธรรมชาติของเราด้วยหรือเปล่า

มิเช่นนั้น ความช่วยเหลือที่ตั้งใจมอบให้ ก็อาจจะนำพาซึ่งผลร้ายและความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาสู่ผู้เดือดร้อน มากกว่าผลดีที่เขาผู้นั้นสมควรจะได้รับจริงๆ

ทีมงานต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : หัวขโมยผู้ไม่เคยทำความดี

นิทานสอนใจ : หัวขโมยผู้ไม่เคยทำความดี


ในกาลหนึ่ง เมืองพาราณสีได้จัดให้มีงานบวงสรวงครั้งใหญ่ต่อองค์พระศิวะ มหาเทพผู้ทรงเป็นที่ศรัทธายิ่งของชาวพาราณสี ผู้คนทั้งใกล้ไกลรวมไปถึงประชาชนต่างเมืองได้เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงนี้อย่างล้นหลาม เนื่องจากกษัตริย์เมืองพาราณสีโปรดให้จัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน

กล่าวถึงพระศิวะมหาเทพ ซึ่งประทับอยู่บนสรวงสวรรค์ก็ทรงทอดพระเนตรงานบวงสรวงครั้งนี้ด้วยความสนพระทัยเช่นกัน จนกระทั่งผ่านไปสามวันตามเวลาบนโลกมนุษย์พระองค์ก็รู้สึกเบื่อหน่าย และเลิกสนพระทัยงานบวงสรวงอันยิ่งใหญ่นั้นไปในที่สุด

เวลานั้นเอง ปาวตี เทพเจ้าอีกองค์หนึ่งได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนพระศิวะ หลังจากสนทนาเรื่องทั่วไปกันอยู่ครู่หนึ่ง ปาวตีจึงกล่าวแสดงความยินดีแก่พระศิวะว่า

“ตอนนี้พวกมนุษย์ได้จัดงานบวงสรวงครั้งยิ่งใหญ่มอบแด่พระองค์ ข้าพระองค์เห็นว่ามีประชาชนมากมายแห่ไปบูชาพระองค์ที่ลานบูชาทุกวันไม่ขาดสาย นั่นแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นที่รักและศรัทธาของมนุษย์ไม่เสื่อมคลาย ข้าพระองค์เห็นแล้วรู้สึกชื่นชมในพระบารมียิ่งนัก”

“อย่าใช้สิ่งที่เจ้าเห็นและคิดเองมาเยินยอข้าเลย ปาวตี” พระศิวะตรัสอย่างไม่นึกยินดีด้วย “จริงอยู่ที่มีฝูงชนมากมายถือดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาข้า แต่พวกเขาไม่ได้มาด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆ บางคนไม่มีความเมตตา บางคนละโมบโลภมาก และมีหลายคนทีเดียวที่จิตใจมัวเมาไปด้วยกิเลส หากเจ้าคิดว่าคนพวกนั้นดั้นด้นมาบูชาข้าด้วยความรักความศรัทธา ก็ขอให้เจ้าคิดใหม่เถิด เพราะแท้ที่จริงแล้ว พวกเขามาเพื่อต้องการขอนั่นขอนี่จากข้ามากมาย ซึ่งข้าไม่มีทางยินยอมให้พรของข้าไปตกอยู่กับมนุษย์ใจต่ำเช่นนั้นหรอก”

แต่ปาวตีกลับเห็นว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้

“พระองค์คือมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะมีผู้มาขอพรบ้างก็ไม่แปลก แต่นั่นอาจจะเป็นส่วนน้อยก็ได้ ข้าพระองค์เชื่อว่าหลายคนมาเพราะประสงค์ที่จะบูชาพระองค์อย่างแท้จริง และผู้บูชาพระองค์ก็คือผู้มีจิตใจสูงส่งทั้งสิ้น”

“หากเจ้าไม่เชื่อ จะลองไปดูไหมเล่า” พระศิวะตรัสถาม

“ดูอย่างไรกันพระองค์” ปาวตีทูลถามอย่างสนใจ

“เรากับเจ้าจะแปลงกายเป็นคนชราไปพิสูจน์น้ำใจมนุษย์พวกนั้นกัน” พระศิวะว่า และเมื่อปาวตียินยอมตามนั้น พระองค์ก็ทรงพาปาวตีลงไปยังโลกมนุษย์ทันที

เมื่อลงมาถึงโลกมนุษย์ ณ ทางเข้าเมืองพาราณสี พระศิวะได้แปลงกายเป็นชายชราป่วยหนัก ส่วนเทพปาวตีก็แปลงกายเป็นหญิงชราผู้เป็นภรรยาของร่างแปลงพระศิวะ แล้วทั้งสองก็นั่งลงตรงทางเข้าเมืองนั่นเอง

หญิงชราซึ่งแท้จริงแล้ว คือ เทพปาวตี ได้อ้อนวอนร้องขอน้ำจากฝูงชนที่เดินผ่านไปมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า

“ท่านผู้เจริญ ได้โปรดแบ่งอาหารและน้ำให้เราสองผัวเมียบ้างเถิด สามีข้าป่วยหนักใกล้ตายเพราะขาดอาหาร ส่วนข้าก็กระหายน้ำจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว”

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินมากับสามีของนาง และได้สบสายตาอันน่าเวทนากับหญิงชราโดยบังเอิญ นางจึงกล่าวว่า

“ข้าให้ของเหล่านี้กับพวกเจ้าไม่ได้หรอก เพราะข้าต้องนำอาหารรสเลิศและน้ำบริสุทธิ์ในคนโทไปถวายองค์พระศิวะ เพื่อให้พระองค์อำนวยพรแก่ข้า”

หญิงชราส่งสายตาเว้าวอน พร้อมกับกล่าวว่า “แต่ข้าและสามีกำลังจะตายเพราะขาดน้ำและอาหาร และพระศิวะคงไม่ว่าอะไรกระมังหากท่านจะแบ่งของเหล่านั้นให้กับเราสองคนบ้าง เพราะพระองค์ก็มีของบูชามากมายอยู่แล้ว”

เมื่อสามีของหญิงชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็โกรธมาก เขาตะคอกใส่หญิงชราอย่างหยาบคายว่า

“ชิชะ เจ้าคนโสโครก หากพวกเจ้าได้อาหารชั้นเลิศของข้าไป ข้าจะได้อะไรตอบแทนจากพวกเจ้าบ้าง เจ้ามีปัญญาให้พรข้าเหมือนองค์พระศิวะหรือ เฮอะ แล้วเรื่องอะไรข้าจะต้องแบ่งอาหารให้พวกเจ้าด้วย ถอยไปซะ พวกขัดลาภขัดความสุข”

ดูเหมือนว่าคนอื่นๆ ที่ผ่านไปมาก็คิดไม่ต่างจากสามีภรรยาคู่นี้เท่าไรนัก แทบทุกคนเห็นว่าชายชราและหญิงชราเป็นผู้ทำลายบรรยากษอันเป็นศิริมงคลอย่างไม่น่าอภัย ดังนั้น นอกจากพวกเขาจะไม่แบ่งอาหารและน้ำให้แม้แต่หยดเดียวแล้ว ยังพากันด่าว่าสองผัวเมียชราด้วยถ้อยคำรุนแรงอีกด้วย

“ไปให้พ้นนะ ไม่งั้นข้าจะไปเรียกทหารมาลากตัวพวกแกออกไป คอยดูเถอะ มหาเทพศิวะจะต้องสาปแช่งพวกแกอย่างสาสมแน่ โทษฐานรบกวนผู้ที่จะมาบูชาพระองค์”

บางคนก็กล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า

“หากข้านำน้ำบริสุทธิ์ไปบูชาพระศิวะแล้ว และน้ำในคนโทยังเหลืออยู่สักสองสามหยด ข้าก็จะเอามาให้พวกเจ้า”

เห็นได้ว่าไม่มีใครคิดจะใส่ใจคนชราทั้งสองอย่างจริงจังเลยสักคน

จนกระทั่งมีชายหนุ่มท่าทางมอมแมมคนหนึ่งเดินผ่านมา แต่เขาไม่มีเครื่องบูชามากมายดังเช่นคนอื่นๆ มีเพียงคนโทใส่น้ำอยู่ในมือเท่านั้น เมื่อเห็นชายหนุ่ม หญิงชราก็อ้อนวอนขอน้ำจากเขา

“ขออาหารและน้ำดื่มให้ข้าและสามีของข้าด้วยเถิด”

ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันมามองคนชราผู้น่าเวทนาทั้งสอง

“ข้าไม่มีอาหารดีๆ ให้ตากับยายหรอก มีเพียงน้ำบริสุทธิ์ซึ่งเป็นของดีที่สุดที่ข้าพอจะหามาบูชาแด่พระศิวะได้เท่านั้น” ชายหนุ่มพูด

“แค่น้ำก็ช่วยชีวิตข้าได้แล้ว แค่น้ำก็พอ” หญิงชราครางเสียงแหบแห้ง ชายหนุ่มนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า

“อย่างนั้นตากับยายก็เอาไปแบ่งกันดื่มเถิด”

“เจ้าไม่เสียดายน้ำนี่รึ เจ้าไม่อยากนำไปถวายพระศิวะเพื่อขอพรจากพระองค์หรอกหรือ” ชายชราถามขึ้นบ้าง

“ไม่เป็นไรหรอก อันที่จริงข้าก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไร ข้าไม่เคยทำความดี มิหนำซ้ำยังเป็นหัวขโมยที่มักหยิบฉวยของของคนอื่นบ่อยๆ คนอย่างข้าถึงจะนำของดีไปถวายพระศิวะ พระองค์ก็ไม่ทรงเมตตาให้พรแก่ข้า มีแต่จะทรงสาปแช่งด้วยซ้ำ แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นพวกท่านแล้วเกิดความสงสาร อยากจะทำดีแก่คนอื่นบ้าง” ชายหนุ่มตอบพลางช่วยประคองสองสามีภรรยาให้ดื่มน้ำจากคนโทของเขา

ทันทีที่น้ำหยดสุดท้ายหมดจากคนโท ร่างชราของคนทั้งคู่ก็กลับคืนเป็นพระศิวะมหาเทพ และเทพปาวตีดังเดิม ชายหนุ่มตกใจมากถึงกับผงะถอยหลัง

“อย่ากลัวไปเลย ข้าคือศิวะ และนี่คือปาวตี เทพเจ้าอีกองค์หนึ่งบนสรวงสวรรค์” พระศิวะพูดกับชายหนุ่มซึ่งนั่งเบิกตาด้วยความงุนงง “ข้ากับปาวตีแปลงกายเป็นชายและหญิงชราเพื่อลองใจมนุษย์ผู้ดั้นด้นมาบูชาข้า และเจ้าก็ทำให้ข้าได้ประจักษ์ว่า ผู้ที่ทำให้ข้าพอใจและสมควรได้รับพรจากข้อ ต้องเป็นผู้มีความดีงามในจิตใจ มิใช่ผู้ที่ถวายเครื่องบูชาชั้นยอด ฝูงชนมากมายมาเพื่อบูชาข้า แต่มีเจ้าคนเดียวที่ได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อไรสิ้นอายุขัยของเจ้าแล้ว ข้าจะต้อนรับเจ้าสู่สรวงสวรรค์”

“แต่เจ้าต้องเลิกเป็นขโมยเสียก่อน” เทพปาวตีกล่าวอย่างอารมณ์ดี

ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็เกิดความปิติยินดีอย่างยิ่ง เขารีบพนมมือขึ้น แล้วกล่าวคำสัญญาต่อมหาเทพศิวะ และเทพปาวตีว่า

“ข้าพระองค์สัญญาว่าจะเป็นคนดีที่คู่ควรกับพรอันประเสริฐของพระองค์ ต่อไปนี้ข้าพระองค์จะเลิกเป็นขโมยอย่างเด็ดขาด และจะตั้งใจทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ”

บทสรุปของผู้แต่ง

เธอควรทำความดีตลอดเวลา ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น ไม่ว่าพระเจ้าหรือเทพเจ้าต่างก็ทรงรักและเมตตาคนดี ดังนั้นพระองค์จึงมักอวยพรให้คนดีประสบแต่สิ่งดีๆ อยู่เสมอ

สำหรับใครที่ไม่ใช่คนดี ก็ไม่เป็นปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อไรเธอถึงจะเป็นคนดี ถ้าเธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมิใช่สิ่งที่ดี เธอก็หยุดเสีย แล้วให้โอกาสตัวเองเริ่มต้นใหม่ ในครั้งแรกๆ เธออาจเกิดความไม่ชอบใจ ทั้งๆ ที่เธอก็สู้อุตส่าห์เปลี่ยนแปลงตนเองถึงขนาดนี้แล้ว แต่เหตุใดไม่มีสิ่งดีๆ ตอบแทนมาบ้าง ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครชื่นชม แต่เธอลองคิดดูเถิด ก่อนที่เธอจะเริ่มทำความดี เธอได้ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นไปมากเท่าไร คนที่เจ็บปวดเพราะเธอ เขาย่อมไม่อยากถูกทำร้ายอีก ดังนั้นเขาจึงต้องปฏิเสธเธอเอาไว้ก่อน นี่เป็นเรื่องปกติที่ย่อมเกิดกับคนเพิ่งเริ่มทำความดีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เธอต้องคิดให้ได้ว่า ทำไมเธอถึงอยากทำความดี นั่นเพราะเธออยากอยู่อย่างสบายใจมิใช่หรือ ดังนั้น อย่ายอมแพ้ จงมีจุดยืนเป็นของตนเอง และเฝ้าทำความดีตลอดไป แม้วันนี้จะไม่มีใครมองเห็น แต่สักวันอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น วันที่ใครๆ ก็มีความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเธอ ถ้าวันนั้นมาถึง เธอจะรู้ว่า การทำความดีเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างนี้นี่เอง

บางครั้ง ความดีก็ทำยาก แต่เพราะยากเราจึงต้องทำ เหมือนข้อสอบนั่นอย่างไร ถ้าข้อสอบง่ายเกินไป จะรู้ได้อย่างไรว่าคนเข้าสอบเก่งจริงๆ

ทีมงานต้องขอขอบคุณผู้แต่ง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ผลมะม่วงกับมงกุฎพระราชา

นิทานสอนใจ : ผลมะม่วงกับมงกุฎพระราชา


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองเขษมธานี มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าพรหมจักร เป็นผู้ปกครองดูแล และมีพระนางสร้อยระย้า เป็นพระราชินีคู่บารมีของพระองค์

วันหนึ่ง พระเจ้าพรหมจักรทรงมีพระประสงค์จะเสด็จประพาสชมธรรมชาตินอกพระราชวังเป็นการส่วนพระองค์กับพระนางสร้อยระย้า จึงมีรับสั่งให้จัดขบวนเสด็จอย่างเรียบง่าย แล้วเคลื่อนขบวนออกจากพระราชวังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาของประชาชน จนเมื่อเข้าเขตป่าใหญ่ พระเจ้าพรหมจักรก็รับสั่งให้หยุดพักขบวน แล้วเสด็จชมความงานของพันธุ์ไม้ในบริเวณนั้นอย่างเบิกบานพระทัย

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีชายยากจนข้นแค้นคนหนึ่งเดินเตร็ดเตร่มาใกล้ๆ กับบริเวณที่ขบวนเสด็จของพระเจ้าพรหมจักรหยุดพักอยู่ ชายยากจนคนนั้น กำลังหิวโหยมาก เขาไม่ได้กินอะไรมาแล้วสามวัน และใกล้จะหมดแรงเต็มที ไม่เพียงแค่นั้น ลูกๆ ของเขาที่รอคอยอยู่ที่บ้านก็กำลังจะอดตายเช่นเดียวกัน

ชายยากจนทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างหมดหวัง น้ำตาไหลรินเมื่อนึกถึงลูกๆ

“ท่านเทวดาอารักษ์ แม้ข้าจะมิใช่ผู้ที่ทำประโยชน์ให้ใครมากมาย แต่ข้าก็ไม่เคยเบียดเบียนใคร ข้ายากจนก็จริง แต่ข้าทำงานหนัก ไม่เคยลักขโมยใครเลยสักครั้ง แล้วเหตุใดจึงไม่เมตตาช่วยเหลือข้าบ้างเล่า” ชายยากจนตัดพ้อด้วยความน้อยใจ แต่แล้ว แววตาที่เคยหมองเศร้าก็เกิดประกายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาเห็นมะม่วงผลงามชูช่ออยู่ไกลๆ

“โอ ถ้านี่คือความช่วยเหลือของท่านเทวดา ข้าก็ขอกราบขอบพระคุณท่านด้วย ดีจริงๆ ที่ต้นไม้ในบริเวณนี้ไม่มีเจ้าของ ถ้าเราได้มะม่วงผลงามเหล่านี้ไปฝากลูกๆ ที่บ้านสักคนละสองผล ลูกๆ ของเราคงจะดีใจมาก และรอดพ้นความตายไปได้”

คิดได้ดังนั้น ชายยากจนก็เก็บก้อนหินขนาดเหมาะมือขึ้นมาหลายก้อน แล้วปาไปที่บรรดาผลมะม่วงสุกซึ่งเขาหมายตาเอาไว้ แต่ชายยากจนหารู้ไม่ว่า ก้อนหินก้อนหนึ่งนั้น กระเด็นไปโดนมงกุฎของพระเจ้าพรหมจักรเข้าด้วย

ฝ่ายพระเจ้าพรหมจักรซึ่งกำลังทอดพระเนตรกล้วยไม้ป่าอย่างสนพระทัยเมื่อมีก้อนหินลึกลับกระเด็นมาโดนมงกุฎของพระองค์เข้าอย่างแรงก็มิได้ทรงพิโรธแต่ประการใด กลับทรงวางเฉย และยกพระหัตถ์ขึ้นเพื่อขยับมงกุฎเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จมาด้วยรู้สึกโกรธแค้นแทนเจ้าเหนือหัวของตนอย่างมาก จึงมีคำสั่งให้ทหารออกตามหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อนำตัวไปลงโทษให้ได้ เรื่องนี้กระทำกันอย่างลับๆ และพระเจ้าพรหมจักรก็ไม่ทรงทราบแต่ประการใด

แต่สุดท้าย ความก็ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าพรหมจักรจนได้ ซึ่งวันที่ทรงทราบเรื่องดังกล่าว ก็เป็นวันที่ชายยากจนจะต้องถูกลงโทษประหารชีวิตพอดี ดังนั้นพระองค์และพระนางสร้อยระย้าจึงรีบเสด็จไปที่แดนประหารเพื่อห้ามไม่ให้มีการลงโทษชายยากจน ทำให้ข้าราชบริพารพากันคัดค้านเสียงเซ็งแซ่

“แม้มันผู้นี้จะมิได้ตั้งใจปาก้อนหินใส่พระองค์ แต่ความประมาทของมันก็ทำร้ายพระองค์ไปแล้ว ชาวบ้านผู้ต่ำต้อยบังอาจทำร้ายพระราชาเป็นความผิดมหันต์ พวกกระหม่อมมิเห็นควรว่าพระองค์จะทรงให้อภัยในความผิดของมันเลยสักนิด” เสนาบดีผู้พิพากษาคดีกราบทูลพระเจ้าพรหมจักร

“มีลูกคนไหนไม่มีความหมายกับพ่อของเขาบ้าง” พระเจ้าพรหมจักรตรัส “แม้แต่ลูกที่เลวที่สุด คนเป็นพ่อก็ยังตัดไม่ได้ พวกท่านเองก็รักและเทิดทูนเรา เพราะเรามีความรักให้กับพวกท่านและประชาชน เสมือนความรักที่พ่อมีให้แก่ลูกมิใช่หรือ ดังนั้น จะไม่มีชาวบ้านคนไหนต่ำต้อยเกินไปจนหาความเมตตาจากเราไม่ได้หรอก” แล้วพระเจ้าพรหมจักรก็หันไปทางชายยากจนซึ่งหมอบอยู่ด้วยร่างกายที่สั่นเทา แล้วตรัสถามว่า

“เจ้าได้มะม่วงไปกี่ผล”

“ข้าพระองค์ได้มะม่วงไปทั้งหมด 10 ผลพระเจ้าค่ะ” ชายยากจนตอบเสียงสั่น

“เจ้าเอามะม่วงไปทำอะไรมากมายขนาดนั้น” พระเจ้าพรหมจักรตรัสถามอีก

“ข้าพระองค์เป็นคนยากจน แต่มีลูกมากถึงห้าคน และลูกๆ ของข้าพระองค์ก็อดอาหารมาแล้วหลายวัน ดังนั้นเมื่อเห็นมะม่วงผลงาม ข้าพระองค์ก็นึกถึงลูกๆ จึงเก็บไปให้พวกเขาคนละสองผลพระเจ้าค่ะ” ชายยากจนตอบอย่างตื่นกลัว

พระเจ้าพรหมจักรฟังปัญหาของชายยากจนแล้วรู้สึกสะท้อนพระทัย หลังจากทรงนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงทรงหันไปตรัสถามเสนาบดีผู้พิพากษาคดีว่า “คนที่กินแค่มะม่วงจะหายหิวได้อย่างไรกัน”

เสนาบดีผู้พิพากษาคดีตอบว่า “พอจะหายหิวได้บ้างพระเจ้าค่ะ อย่างน้อยก็หนึ่งวัน”

พระเจ้าพรหมจักรจึงตรัสต่อว่า “การที่เขาได้ขว้างก้อนหินไปที่ต้นมะม่วงเพื่อเอามะม่วงมารับประทานช่วยให้เขาหายหิวได้หนึ่งวัน แต่หินก้อนนั้นกลับกระเด็นมาโดนศีรษะของเรา ถ้าอย่างนั้นจงละเว้นโทษแก่เขา แล้วให้เสนาบดีฝ่ายพระคลังเบิกอาหารมามอบให้เขาไปตลอดชีวิต”

เหล่าข้าราชบริพารเมื่อได้ฟังดังนั้นต่างคนต่างก็อุทานเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ

“พระอาญามิพ้นเกล้าฯ ชายคนนี้เป็นผู้ทำร้ายพระองค์ แล้วเหตุใดพระองค์จึงพระราชทานอาหารแก่เขามากมายขนาดนั้นพระเจ้าค่ะ” เสนาบดีผู้พิพากษาคดีทูลถามอย่างสงสัย

พระเจ้าพรหมจักรไม่ตรัสตอบ ทรงหันไปตรัสถามพระนางสร้อยระย้าแทนว่า

“พระนางผู้เป็นยอดดวงใจเรา ระหว่างคนกับต้นไม้ เจ้าว่าสิ่งใดประเสริฐกว่ากัน”

พระนางสร้อยระย้าทูลตอบทันทีว่า “ต้องเป็นมนุษย์อยู่แล้วเพคะ เพราะมนุษย์มีสติปัญญา แต่ต้นไม้ไม่มี”

พระเจ้าพรหมจักรจึงตรัสถามต่อว่า “แล้วระหว่างเรากับมนุษย์ทั่วไปเล่า”

“พระองค์ทรงเป็นเจ้าเหนือหัว เป็นผู้ปกครองดูแลพสกนิกร ดังนั้นพระองค์ย่อมทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์ทั้งหลาย และทรงคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใดเพคะ” พระนางสร้อยระย้าทูลตอบอีกครั้ง

เมื่อทุกคนได้ฟังคำตอบของพระนางสร้อยระย้าก็เริ่มคิดได้ พระเจ้าพรหมจักรปล่อยให้แต่ละคนใช้ความคิดของตนเองตรึกตรองดูก่อนครู่หนึ่ง จึงค่อยทรงอธิบายให้ข้าราชบริพารทุกคนเข้าใจตรงกันว่า

“ชาวบ้านผู้น่าสงสารคนนี้ขว้างก้อนหินเพื่อเอามะม่วงไปให้ลูกๆ ของเขารับประทาน และท่านเสนาบดีก็บอกเราว่า มะม่วงมีค่าทำให้คนหายหิวได้หนึ่งวัน แต่เมื่อหินก้อนนั้นบังเอิญมาโดนเราซึ่งเป็นมนุษย์ และเป็นพระราชาด้วยแล้ว สิ่งที่ชายผู้นี้ได้รับจึงน่าจะต้องมีค่ามากกว่ามะม่วงที่ทำให้เขาหายหิวได้เพียงหนึ่งวันมิใช่หรือ ดังนั้นเราจึงมอบอาหารที่ทำให้เขาหายหิวได้ไปตลอดชีวิตอย่างไรเล่า”

เมื่อข้าราชบริพารได้ฟังเหตุผลดังกล่าว ก็ไม่มีใครทูลคัดค้านพระองค์อีก ส่วนชายยากจนเมื่อพ้นโทษไปแล้ว ก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ฟังจนทั่ว ชาวบ้านทุกคนจึงยิ่งรักและเทิดทูนพระเจ้าพรหมจักรมากขึ้น เพราะความเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชนของพระองค์นั่นเอง

บทสรุปของผู้แต่ง

การที่เราคนใดคนหนึ่งจะมีชีวิต มีลมหายใจ มีความนึกคิด มีความรู้สึกได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องแลกมาด้วยน้ำตา โลหิต และความเจ็บปวดจากแม่ของเรา ดังนั้น ชีวิตเราทุกคนจึงมีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินหาความมากน้อยได้

แต่ในทุกวันนี้ หลายคนกลับมองข้ามเรื่องดังกล่าวไปอย่างน่าเสียดาย คนบางคนทำตัวไร้ค่าเพราะคิดว่าคงไม่มีใครเห็นคุณค่าของเขา ทั้งๆ ที่ตัวเราเองก็ไม่เคยมองเห็นคุณค่าในตนเองแม้แต่น้อย แล้วอย่างนี้จะมีใครเห็นคุณค่าของเขาได้

ขณะที่บางคน ก็สำคัญตัวผิด คิดว่าตนเองสำคัญและมีคุณค่าเพียงผู้เดียว ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีความหมาย คนที่คิดแบบนี้ แท้จริงแล้ว ไม่ใช่คนมีคุณค่าอะไร เพราะการสำคัญตัวผิดมักทำให้คน ๆ นั้นเห่อเหิม ชอบดูถูกคนอื่น ไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้เกียรติใคร แต่ในขณะเดียวกันคนประเภทนี้ก็น่าสงสาร เพราะเขาจะไม่ไว้ใจใครเลยนอกจากตัวเอง และก็ไม่มีใครสักคนยอมไว้ใจเขาจริง ๆ ถ้าเธอเจอคนแบบนี้ ลองถามเขาดูเถิดว่า เขาจะยังสำคัญกว่าใครๆ อีกไหม หากต้องมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เพียงคนเดียว

ดังนั้นเมื่ออุตส่าห์ได้เกิดมาทั้งทีแล้ว ก็จงทำชีวิตของเธอให้มีสาระ ปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีการศึกษา เรียนรู้ที่จะใช้ความดีงามหล่อเลี้ยงชีวิตตนเองและเผื่อแผ่ไปถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ทำให้หนึ่งชีวิตของเธอมีความหมายต่อชีวิตของใคร ๆ หลายคน ถ้าเธอทำได้เช่นนี้ แม้คนบางคนจะมองไม่เห็นคุณค่าของเธอก็ไม่เป็นไร เพราะเธอย่อมรู้ดีว่า ตัวเองมีคุณค่ามากมายแค่ไหน นี่ต่างหาก ที่สำคัญ

ทีมงานต้องขอขอบคุณ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และผู้ใหญ่ใจดีจากสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ด้วยค่ะที่กรุณาแบ่งปันเรื่องราวดีๆ สอนใจเหล่านี้ ติดตามนิทานดีๆ ตอนต่อไปกันนะคะ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : คำอ้อนวอนของโกวิน

นิทานสอนใจ : คำอ้อนวอนของโกวิน


โกวิน เป็นพ่อค้าเร่คนหนึ่ง ทุกๆ วันโกวินจะนำสินค้าเบ็ดเตล็ดบรรทุกใส่เกวียนเทียมวัว แล้วนำออกไปเร่ขายตามหมู่บ้านต่างๆ ตั้งแต่เช้ามืด จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินจึงค่อยขับเกวียนกลับบ้าน ความขยันทำให้โกวินมีชีวิตที่เป็นสุข ไม่ขัดสนอดอยาก แม้เขาจะไม่ใช่คนมั่งมีมาแต่กำเนิดก็ตาม

นอกจากขยันทำงานแล้ว โกวินยังชอบทำบุญและนับถือหนุมานเป็นดั่งเทพเจ้าของชีวิต

เย็นวันหนึ่งท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนเริ่มลงเม็ดปรอยๆ โกวินจำต้องขับเกวียนสินค้ากลับบ้านก่อนเวลา ระหว่างทางเขาเห็นฤๅษี ตนหนึ่งกำลังสอนสั่งธรรมะแก่ชาวบ้านอยู่ในศาลากลางตลาด จึงเกิดความสนใจอยากจะเข้าไปนั่งฟังบ้าง กอปรกับฝนตกหนักขึ้น โกวินจึงตัดสินใจหยุดเกวียนและเข้าไปนั่งฟังธรรมะจากฤาษีร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆ

ในตอนหนึ่ง ฤๅษีสอนว่า “ครั้นเธอได้กระทำทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แต่ยังต้องพบเจอสิ่งที่ทำไม่ไหว ให้เธอภาวนาถึงพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เธอบูชานับถือ แล้วเธอจะได้รับการช่วยเหลือ”

โกวินได้ฟังดังนั้นก็นึกในใจว่า “ดีจริงที่เรานับถือหนุมาน อย่างนี้เมื่อเราเดือดร้อน เราก็จะภาวนาถึงท่านเสมอ ท่านจะได้มาช่วยเรา”

ไม่นานนัก ฝนก็หยุดตก แม้จะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่ฟังฤๅษีตนนี้ต่อ แต่โกวินก็ต้องรีบขับเกวียนกลับบ้านทันที เพราะบ้านของเขาอยู่อีกไกล

ขณะขับเกวียนไปได้เพียงระยะหนึ่ง เกวียนของโกวินก็พบอุปสรรคขับต่อไปไม่ได้ โกวินรีบกระโดดลงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าล้อเกวียนทั้งสองล้อตกลงไปในหล่มโคลนที่เริ่มแห้งและจับตัวกันเหนียวข้น

“แย่ล่ะสิ ล้อติดหล่มแบบนี้จะทำอย่างไรได้ นี่ก็เย็นมากแล้ว ตามใครมาช่วยก็คงไม่ทันหรือเราจะต้องนอนในป่าเสียแล้ว แต่หากมีสัตว์ป่ามาทำร้ายเรากับวัวของเราล่ะจะทำอย่างไร” โกวินคิดอย่างกังวล แต่แล้วเขาก็นึกถึงคำสอนของฤาษีตนนั้นได้

“จริงด้วยสิ เมื่อครู่ฤาษีบอกว่าถ้าเจอกับสิ่งที่ทำไม่ไหว ก็ให้ภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมาช่วยเรา ใช่แล้ว เราต้องภาวนาถึงท่านหนุมาน”

คิดได้ดังนั้น โกวินก็หลับตาภาวนาถึงหนุมานอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนโกวินเริ่มเกิดโทสะ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าถูกหลอกเข้าเสียแล้ว โกวินยิ่งเจ็บแค้น เขาวิ่งกลับไปที่ศาลากลางตลาดเพื่อหาฤาษีตนเดิมอีกครั้ง และเมื่อไปถึง โกวินก็พบฤาษีนั่งอยู่ในศาลาดังเดิม แต่ไม่มีชาวบ้านมาห้อมล้อมซักถามธรรมะเหมือนในตอนแรก

ก่อนที่จะได้พูดอะไร ฤๅษีก็ทักเขาด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่อ่อนโยนว่า “มาแล้วหรือ อาจารย์กำลังรอเธออยู่เลย”

โกวินมองฤๅษีอย่างเคลือบแคลง “ท่านพูดเหมือนรู้ว่าข้าจะกลับมา”

“แน่นอนสิ อาจารย์รู้ว่าเธอต้องกลับมา ฤๅษีตอบพร้อมรอยยิ้ม”

“อ้อ ใช่สิ ท่านรู้ว่าข้าต้องกลับมาแน่ ต้องมีใครสักคนที่ฟังคำสอนผิดๆ แล้วย้อนกลับมาตำหนิท่านสักคนอยู่แล้ว” โกวินว่าอย่างมีอารมณ์

“ความโกรธมีแต่จะเพิ่มความเขลา ดังนั้น ขอให้เธอจงสงบอารมณ์ลงสักหน่อย แล้วบอกสิ่งที่อาจารย์บังอาจปดเธอมาให้อาจารย์ทราบด้วยเถิด” ฤๅษีกล่าวอย่างสุภาพ และคงไว้ซึ่งรอยยิ้มที่อ่อนโยนเช่นเดิม

“ท่านบอกข้าและทุกคนที่มาฟังท่านว่า ถ้ามีสิ่งใดทำไม่ได้ ก็ให้ภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เมื่อสักครู่ ข้าขับเกวียนไปติดหล่มโคลนอยู่ในป่า ข้านึกเชื่อคำสอนของท่าน จึงกล่าวคำภาวนา และสวดมนต์ขอความช่วยเหลือจากท่านหนุมานที่ข้านับถืออยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่เห็นท่านหนุมานจะมาช่วยข้าสักที อย่างนี้แสดงว่าคำสอนของท่านเป็นคำปดทั้งสิ้นใช่หรือไม่” โกวินกล่าวเสียงกระด้าง

ฤๅษียิ้มให้โกวินอย่างใจดี พร้อมอธิบายว่า “อาจารย์พูดเช่นนั้นจริง และอาจารย์ก็มิได้ปดเธอ ถ้าเธอจะทบทวนความทรงจำของเธอให้ดีๆ เธอจะนึกออกว่า อาจารย์ไม่ได้สอนให้เธอสวดมนต์ภาวนาถึงพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเธอแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจารย์สอนให้เธอพยายามอย่างหนักเสียก่อน จึงจะหาญร้องขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ เกวียนของเธอติดหล่มโคลน เธอใช้ความพยายามอะไรบ้างที่จะทำให้เกวียนของเธอหลุดพ้นจากหล่มโคลนนั้น”

โกวินหน้าเผือดลงเมื่อได้ฟังคำของฤๅษีเขายอมรับเสียงอ่อยๆ ว่าไม่ได้พยายามอะไรเลยนอกจากสวดมนต์ภาวนาขอความช่วยเหลืออย่างเดียว

“จงกลับไปยังเกวียนของเธอ ปัญหาของเธอแก้ไม่ยากดอก อาจารย์เชื่อว่าเธอต้องทำได้” ฤๅษีกล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกเช่นเคย

โกวินกราบลาฤๅษีมาด้วยความเลื่อมใส หลังจากนั้นเขาก็เดินกลับไปที่เกวียนของตน โดยนึกไปตลอดทางว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร และแล้วเขาก็คิดออก

“จริงสิ ถ้าเราออกแรงหน่อยโดยใช้บ่าของเราดันล้อเกวียนขึ้น แล้วตีวัวให้เร่งออกแรงอีกนิด บ่าของเราและแรงของวัวก็อาจช่วยให้ล้อเกวียนหลุดพ้นจากหล่มได้”

โกวินดีใจมาก เขารีบทำตามที่คิดไว้ทันที ในระหว่างที่ออกแรงสุดตัวเพื่อใช้บ่าดันล้อเกวียนนั้น เขาก็ไม่ลืมที่จะอ้อนวอนขอความเมตตาจากหนุมานเพิ่มอีกด้วย แต่ครั้งนี้โกวินมิได้ขอร้องให้หนุมานช่วยยกล้อเกวียนเหมือนครั้งก่อน แต่เขาสวดมนต์ขอให้หนุมานอวยชัยให้เขายกล้อเกวียนสำเร็จได้ด้วยตัวของเขาเอง

ทันใดนั้น โกวินก็รู้สึกเหมือนมีใครคนหนึ่งช่วยเขายกล้อเกวียนขึ้นอีกแรง เขารู้สึกว่าบ่าของตนไม่ต้องแบกรับน้ำหนักมากเหมือนในตอนแรก โกวินจึงอาศัยจังหวะนี้ใช้แส้ตีวัวให้ออกแรงมากขึ้น จนฉุดเกวียนขึ้นมาจากหล่มโคลนได้เป็นผลสำเร็จ

“ขอโทษที่ต้องตีเจ้าเสียแรง แต่ครั้งนี้เราต่างต้องช่วยกันและกัน แล้วข้าจะพาเจ้าไปกินหญ้าเป็นการตอบแทนนะเพื่อน” โกวินพูดกับวัวของเขาอย่างอ่อนโยน และมันก็ส่งเสียงครางเบาๆ เหมือนเป็นคำตอบรับ

จากนั้นโกวินก็ขับเกวียนกลับบ้าน ตลอดทางเขาได้สวดมนต์และร้องเพลงสรรเสริญหนุมานไปด้วย เพื่อแสดงความขอบคุณที่หนุมานเมตตาเขา ถึงแม้โกวินจะไม่เห็นหนุมาน แต่เขาเชื่อว่าหนุมานมาช่วยเขาจริงๆ เพราะเขาได้พยายามเต็มที่แล้วตามคำสั่งสอนของฤๅษีนั่นเอง

บทสรุปของผู้แต่ง

ชีวิตคนเราเกิดมาแล้วต้องประสบกับปัญหามากมายหลายอย่าง หากมัวแต่รอความช่วยเหลือจากผู้อื่นแล้วชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ใครจะอยู่ช่วยเราได้ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นไม่ว่ายากหรือง่าย เราต้องพยายามหาทางแก้ปัญหานั้นด้วยตนเองให้ได้เสียก่อน แต่หากพยายามอย่างเต็มที่แล้วยังพ้นจากปัญหาไม่ได้ จึงค่อยมองหาความช่วยเหลือจากมิตรแท้ใกล้ตัว ซึ่งย่อมต้องช่วยเธอด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่ซ้ำเติมทำร้าย

อย่าย่อท้อเมื่ออุปสรรคเข้ามาบ่อนทำลายชีวิตเธอ อุปสรรคเหล่านั้นคือครูคนสำคัญของชีวิต หากต้องเรียนรู้ชีวิตด้วยปัญหาและความผิดพลาด ก็จงเรียนรู้ให้หนัก และผ่านบทเรียนนั้นไปให้ได้ เพราะถ้าทำได้ คงไม่มีสิ่งใดที่เธอจะผ่านไปไม่ได้อีกแล้วในอนาคต


ทีมงานต้องขอขอบคุณ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และผู้ใหญ่ใจดีจากสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ด้วยค่ะที่กรุณาแบ่งปันเรื่องราวดีๆ สอนใจเหล่านี้ ติดตามนิทานดีๆ ตอนต่อไปกันนะคะ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : กระต่ายพี่น้องจอมเกี่ยงงาน

นิทานสอนใจ : กระต่ายพี่น้องจอมเกี่ยงงาน


ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีครอบครัวกระต่ายครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในโพรงไม้ใหญ่ใกล้ๆ กับธารน้ำเล็กๆ กระต่ายครอบครัวนี้นับได้ว่าเป็นผู้มีความมสำคัญกับป่าไม้แห่งนี้มาก เพราะกระต่ายผู้เป็นพ่อ มีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษาด้านสุขภาพให้แก่สิงโตเจ้าป่า ส่วนกระต่ายผู้เป็นแม่ก็ต้องไปประชุมหารือกับกลุ่มแม่บ้านสัตว์ป่าเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ทั้งพ่อและแม่กระต่ายจึงต้องออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน และจำต้องทิ้งให้ลูกน้อยทั้งสอง คือกระต่ายพี่สาวกับกระต่ายน้องชาย เล่นกันอยู่ในบ้านโพรงกระต่ายตามลำพังสองตัว

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกระต่ายสังเกตเห็นว่าบ้านโพรงกระต่ายของตนไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าที่ควร จึงยกเรื่องนี้มาพูดคุยกับแม่กระต่ายก่อนเข้านอนว่า

“เธอว่าไหมจ๊ะแม่กระต่าย เดี๋ยวนี้บ้านของเราไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนแต่ก่อนเลยนะ”

“โอ้” แม่กระต่ายร้องอย่างละอายใจ “เป็นความบกพร่องของฉันเองจ้ะ ช่วงนี้ฉันงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาดูแลบ้านโพรงกระต่ายของเราให้สวยงามดังเดิม ฉันสัญญาว่าจะปรับปรุงตัวเองจ้ะ”

“อย่าพูดอย่างนั้นเลย แม่กระต่ายที่รัก เพราะฉันไม่ได้คิดจะติเตียนเธอแต่อย่างใด ความจริงงานบ้านเป็นงานที่หนักมาก ฉันเองต่างหากที่ต้องละอายแก่ใจ เพราะไม่เคยได้ช่วยเธอทำงานบ้านเลย แล้วตอนนี้เธอก็งานยุ่งมากจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน จะเอาแรงที่ไหนมาดูแลบ้านช่องได้เหมือนแต่ก่อนเล่า” พ่อกระต่ายปลอบขวัญภรรยาสุดที่รัก

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม่กระต่าย การที่เธองานยุ่งมากอย่างนี้ทำให้ฉันนึกอะไรขึ้นมาได้ แลดูลูกๆ ของพวกเราสิ เขาทั้งสองเติบโตมากแล้ว แต่เรายังไม่เคยสอนให้ลูกเรารู้จักทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้างเลย ฉันว่าน่าจะเป็นการดีนะ หากเราจะสอนให้ลูก ๆ ทำงาน โดยเริ่มจากงานบ้านของเราเอง” พ่อกระต่ายเสนอความเห็น

“เป็นความคิดที่วิเศษมาก แต่ลูกๆ ของเราไม่เคยทำงาน เขาจะทำได้ดีหรือจ๊ะ”

“เขาคงทำได้ไม่ดีนักหรอก และคงจะสร้างความเหนื่อยหน่ายให้แก่เรามากทีเดียวในตอนแรก แต่นั่นยิ่งทำให้เราต้องมอบหมายงานและสอนการทำงานที่ถูกต้องแก่เขา หากไม่เริ่มเสียแต่ตอนนี้ เขาก็จะทำอะไรไม่เป็นเลยเมื่อโตขึ้น ใครจะอยากได้คนทำอะไรไม่เป็นไปร่วมสังคมด้วยล่ะ จริงไหม” พ่อกระต่ายกล่าว

เช้าวันรุ่งขึ้น แม่กระต่ายจึงเรียกลูกทั้งสองมาพูดคุยในเรื่องดังกล่าว กระต่ายพี่น้องไม่เคยทำงานบ้านทั้งคู่ และรู้ว่าเป็นงานที่เหนื่อยมากทีเดียว อย่างไรก็ตาม กระต่ายทั้งคู่ก็รักและเชื่อฟังพ่อแม่กระต่าย จึงคิดว่าถ้าพวกตนทำงานบ้านก็จะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าของพ่อกับแม่ได้ ดังนั้นทั้งคู่จึงรับปากแม่กระต่ายว่าจะช่วยทำงานบ้านทุกอย่างแทนแม่กระต่ายเอง

แต่แม่กระต่ายไม่ได้ใจร้ายกับลูกๆ ขนาดนั้น เธอคิดว่าจะค่อยๆ มอบหมายงานให้ลูกรับผิดชอบไปทีละอย่างก่อน เพื่อดูลักษณะการทำงานของลูกๆ และชี้แนะจุดบกพร่องให้แก้ไขไปทีละจุด ด้วยเหตุนี้ งานชิ้นแรกที่แม่กระต่ายมอบให้กระต่ายพี่น้องทำก็คือ งานล้างจานและรักษาความสะอาดในห้องครัว

กระต่ายพี่น้องช่วยทำงานที่แม่กระต่ายมอบหมายได้สามวัน ต่างคนต่างก็รู้สึกว่าตนเองทำงานมากกว่าอีกคนหนึ่ง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นอย่างรุนแรง

สุดท้ายกระต่ายผู้พี่ก็เอ่ยแนวทางแก้ปัญหาว่า ให้จดรายชื่องานทั้งหมด แล้วแบ่งกันทำให้ชัดเจนไปเลยแล้วกัน กระต่ายน้องชายก็เห็นด้วย ทั้งสองจึงจดรายชื่องานที่ต้องทำทั้งหมดแล้วตกลงกันว่าใครจะทำสิ่งใด

กระต่ายพี่สาวรับงานจัดเตรียมโต๊ะอาหาร ส่วนกระต่ายน้องชายบอกว่าจะเก็บกวาดโต๊ะอาหารเอง เมื่อกระต่ายพี่สาวล้างจาน น้องชายก็รับหน้าที่เช็ดจานและเก็บเข้าตู้ นอกจากนั้นยังมีงานจุกจิกมากมายในครัวที่ทั้งสองพยายามแบ่งกันทำ

การแบ่งงานกันทำเช่นนี้ มองผิวเผินแล้วน่าจะเป็นไปด้วยดี แต่พอทำเข้าจริง ๆ กลับไม่สำเร็จตามเวลาที่ควรจะเป็น เพราะกระต่ายน้อยทั้งสองไม่ได้มุ่งมั่นในงานของตน เอาแต่จับตาดูอีกฝ่ายหนึ่งว่ากำลังทำอะไร และทำเต็มที่ตามหน้าที่ของตนเองหรือไม่

“แม่จ๋า” กระต่ายพี่สาววิ่งโร่เข้าไปฟ้องแม่กระต่ายในวันหนึ่ง “มีจานอยู่บนโต๊ะอีกใบหนึ่ง แต่น้องกระต่ายจอมเกียจคร้านไม่ยอมหยิบไปวางที่อ่างล้างจาน อย่างนี้ลูกก็ล้างจานไม่ได้สักทีสิจ๊ะ”

“ลูกก็หยิบไปไว้เองสิจ๊ะ” แม่กระต่ายกล่าวอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสลักสำคัญ

“โธ่ แม่จ๋า นั่นไม่ใช่งานของลูกสักหน่อย มันเป็นงานของน้องต่างหาก เราแบ่งหน้าที่กันแล้ว ก็ต้องทำตามที่ตกลงกันไว้สิ”

แล้วชามใบนั้นก็ตั้งอยู่ที่เดิมรอกระต่ายน้องชายมาหยิบมันไป ฝ่ายกระต่ายพี่สาวก็รอจานจากน้องชายอยู่อย่างนั้น กว่าจะได้ล้างจานก็ปรากฏว่า จานของหลายๆ มื้อสุมรวมกันเป็นกองพะเนิน ซึ่งทำให้ต้องล้างจานเป็นจำนวนมากและใช้เวลามากขึ้นด้วย ดังนั้น น้องชายผู้มีหน้าที่เช็ดถ้วยชามก็เลยต้องนั่งรอให้พี่สาวล้างจานให้เสร็จก่อน จึงจะเช็ดจานชามและนำเข้าเก็บในตู้ได้ ซึ่งทำให้กระต่ายน้องชายต้องนั่งเช็ดจนดึกดื่นอยู่บ่อยๆ

นอกจากพี่สาวจะเกี่ยงงานแล้ว กระต่ายน้องชายก็เกี่ยงงานเช่นกัน หากเขากำลังกวาดพื้นครัว และเห็นเศษขยะตกอยู่ในอ่างล้างจาน เขาก็จะกวาดสายตาผ่านไปเหมือนมองไม่เห็น เพราะอ่างล้างจานเป็นความรับผิดชอบของกระต่ายพี่สาว ขยะที่ตกอยู่จึงทำให้เกิดการอุดตัน ทำให้พ่อกระต่ายต้องมาซ่อมให้อยู่หลายครั้ง

บรรยากาศในบ้านเริ่มเศร้าหมอง เพราะมีแต่เสียงร้องเกี่ยงงานกันจากลูกทั้งสอง พ่อแม่กระต่ายเฝ้ามองพฤติกรรมของลูกอยู่พักหนึ่ง จนเห็นว่าไม่มีอะไรพัฒนาไปในทางที่ดี พ่อกระต่ายจึงส่งสัญญาณให้แม่กระต่ายรู้ว่า ถึงเวลาที่ควรจะจัดการอะไรสักอย่างได้แล้ว

วันหนึ่ง แม่กระต่ายจึงเรียกลูกกระต่ายเข้ามาพูดคุยในเรื่องนี้

“การที่ลูกทั้งสองแบ่งงานกันทำเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่วิธีที่ลูกกำลังทำอยู่ตอนนี้ เพราะเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เราต้องรักและช่วยเหลือกัน ไม่ใช่แบ่งงานกันทำโดยไม่เหลียวแลคนอื่น หากลูกยังทำเช่นนี้ต่อไป ในไม่ช้าเราคงต้องจ้างคุณทนายความมาช่วยตัดสินว่าใครจะทำงาน และต้องทำเมื่อไร จะลงโทษเขาอย่างถ้าเขาทำงานบกพร่อง นั่นดูเหมือนว่าเรามีกฎหมายที่ปราศจากความรู้สึก ซึ่งถ้าเป็นสังคมภายนอก เราอาจต้องทำเช่นนั้น แต่นี่คือบ้านของเรา ลูกคือลูกของพ่อแม่และลูกสองคนเป็นพี่น้องกัน เราทุกคนช่วยกันทำงานเพราะเรารักกัน ไม่ดียิ่งกว่าหรือ”

“ถ้าเช่นนั้น ลูกมิต้องทำทุกอย่างหมดเลยหรือ ถ้าลูกคิดเช่นนั้น แต่พี่กระต่ายไม่คิดเช่นลูก แล้วไม่หยิบจับอะไรเลย ลูกก็ต้องทำทุกอย่างคนเดียวสิจ๊ะแม่” น้องชายคร่ำครวญ

“ไม่หรอกลูก ลูกไม่ต้องทำงานหมดทุกอย่าง พี่กระต่ายจะช่วยลูกทำงานทุกอย่าง เพราะพี่รักลูก และไม่อยากให้ลูกทำงานเหนื่อยเกินไป ลูกเองก็จะช่วยพี่เขาเช่นกัน จะไม่มีใครคิดว่า ใครต้องทำงานมากกว่าใคร แต่ลูกต้องคิดว่า จะทำอย่างไรจึงจะช่วยแบ่งเบาภาระของพี่หรือน้อง ไม่ให้เหนื่อยเกินไปมากที่สุด ถ้าลูกๆ เปลี่ยนวิธีคิดและปฏิบัติได้อย่างนี้ งานของลูกก็จะเสร็จเรียบร้อยดีทั้งสองคน”

กระต่ายพี่น้องมองหน้ากันครู่หนึ่ง แล้วกระต่ายพี่สาวก็พูดขึ้นว่า

“ก็ได้จ้ะแม่ ลูกจะลองทำงานโดยคิดแบบนั้นดูก็ได้ เพราะลูกก็ไม่อยากทะเลาะกับน้องนักหรอก”

แม่หันไปหาน้องชาย

“ลูกก็เต็มใจที่จะลองดู” กระต่ายน้องชายตอบ

“ดีแล้วลูก” แม่กระต่ายกล่าวพลางโอบกอดลูกทั้งสอง “เราจะปฏิบัติตามวิธีใหม่นี้ คือให้เราช่วยกันทำงานเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ ความรักนั้นจำเป็นสำหรับครอบครัวเรามากที่สุด จำไว้เถิดลูกรัก”

ลูกกระต่ายพากันหัวเราะ เป็นเรื่องดีทีเดียวสำหรับครอบครัวกระต่ายที่ได้ยินเด็กทั้งสองหัวเราะอีก

หลังจากนั้นกระต่ายพี่น้องก็ปฏิบัติตามความคิดของแม่กระต่าย และรู้สึกว่าวิธีนี้ช่วยให้พวกเขาทำงานได้สำเร็จเรียบร้อย ทั้งยังรักษาความสุขในครอบครัวไว้ได้อีกด้วย

บทสรุปของผู้แต่ง

เธอทั้งหลาย ว่ากันถึงเรื่องการทำงานแล้ว การแบ่งงานกันทำเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่หากทำเพียงความรับผิดชอบของตน โดยเกี่ยงที่จะช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ก็อย่าทำเสียเลยจะดีกว่า เพราะการทำงานแบบนี้ไม่ช่วยให้เธอเรียนรู้อะไรมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เธอกลายเป็นคนใจคอคับแคบมากเกินไป

ลองคิดดูสิว่า การจะสร้างสรรค์ผลงานชั้นดีสักชิ้นหนึ่งนั้น จะต้องเกิดจากองค์ประกอบชั้นดีหลายๆ ประการมาอยู่ร่วมกัน หากเธอมุ่งมั่นในงานของตนเองโดยไม่สนใจช่วยเหลือคนอื่นเลย ถึงเธอจะทำงานส่วนของเธอได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าส่วนอื่นๆ ใช้ไม่ได้ ภาพรวมของงานชิ้นนั้นจะออกมาได้ดีได้อย่างไร ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เธอจะไม่เสียแรงไปเปล่าๆ หรือ

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า เธอต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อช่วยคนอื่นตลอดเวลา แต่หมายความว่าให้ปฏิบัติหน้าที่ส่วนของตนเองให้ดีที่สุด จนเมื่อเธอพร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นแล้ว เธอจึงค่อยเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่เขาในส่วนที่เขาต้องการจริงๆ ที่สำคัญคือเธอต้องช่วยเพราะมีใจรักที่จะช่วย มิใช่ช่วยเพราะกลัวคนอื่นกล่าวหาว่าเธอไม่ช่วย หากเธอพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีและมีใจรักที่จะช่วยผู้อื่นเช่นนี้ งานของเธอก็จะประสบความสำเร็จตามความตั้งใจได้ไม่ยาก

yengo หรือ buzzcity