นิทานสอนใจ : พ่อค้าคนเก่ง

นิทานสอนใจ : พ่อค้าคนเก่ง


นิทานแทบทุกเรื่องมักขึ้นต้นว่า "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว"นิทานเรื่องนี้ก็เช่นกัน... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าอยู่สองคนที่มีทุนทรัพย์และบริวารพอๆ กัน ทั้งคู่ตั้งใจที่จะเดินทางไปค้าขายยังเมืองที่ห่างไกลเมืองหนึ่ง ระหว่างทางจำต้องผ่านเข้าไปในดินแดนทุรกันดาร เต็มไปด้วยภัยอันตราย พ่อค้าคนหนึ่งขอออกเดินทางไปก่อน อีกคนตกลงตามไปทีหลัง ทิ้งช่วงห่างกันเป็นเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง ลองติดตามดูสิว่า พ่อค้าคนไหนคือคนเก่ง และเพราะเหตุใดเขาจึงสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อค้าคนเก่ง

ลองนึกถึงภาพขบวนสินค้าที่มีโคลากเกวียนเป็นแถวยาว เกวียนแต่ละเล่มล้วนบรรจุสินค้าต่างๆ มากมาย เพียบพร้อมด้วยเสบียงอาหารบริบูรณ์ เกวียนทุกเล่มมีหนุ่มร่างใหญ่กำยำควบคุมคุ้มกันตลอดการเดินทาง เกวียนสินค้าทุกเล่มในขบวนพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรค ความทุรกันดาร และอันตรายต่างๆ แต่ใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง และแล้วเหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้

ขณะที่พ่อค้าคนแรกพาขบวนเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง ก้ได้พบกองเกวียนขบวนหนึ่งสวนทางมา กองเกวียนนี้มีคนประมาณ 20 คน นั่งรถเทียมโคสีขาวประดับประดาสวยงาม ล้อเกวียนมีโคลนติดหนาเตอะ แสดงท่าทีให้เห้นว่าได้ฝ่าฝนที่ตกหนักมา คนเหล่านี้บอกพ่อค้าคนแรกว่า "ทางข้างหน้าอุดมสมบูรณ์หนักไม่ต้องกลัวว่าจะลำบากเลย"

พ่อค้าคนแรกฟังแล้วเชื่อคำบอกนั้นสนิท และดีใจมากว่าทางข้างหน้านั้นสะดวกยิ่งนัก จึงปลดของหนักๆ ที่คิดว่าไม่ต้องใช้ออกไป สิ่งหนึ่งที่ทิ้งไปแน่ๆ คือน้ำและภาชนะบรรจุน้ำที่เป็นของหนัก ด้วยหวังที่จะเดินทางอย่างสะดวกขึ้น เมื่อน้ำหนักที่บรรทุกไว้เบาลง

แต่เมื่อเดินทางต่อไปกลับพบแต่ความกันดารหาน้ำและอาหารไม่ได้ ต่างพากันอ่อนเพลียหมดกำลัง พวกยักษ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นจึงมาจับกินได้ตามสบายทิ้งซากไว้เกลื่อนกลาด

ครั้นได้เวลาที่พ่อค้าคนที่สองออกเดินทาง คงนึกภาพออกว่าแถวขบวนสินค้าครั้งนี้ไม่ต่างจากของพ่อค้าคนแรกเลย เช่นเดียวกันกับเมื่อพ่อค้าสองเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง ก็พบขบวนเกวียนที่ลุยโคลนเปียกฝนสวนมา พร้อมทั้งได้รับคำบอกเล่าว่าหนทางข้างหน้าอุดมสมบูรณ์ยิ่งนักเช่นกัน

แต่พ่อค้าคนที่สองไม่ได้เชื่อตามคำพูดนั้น หากใช้ความสังเกตพินิจพิจารณาดินฟ้าอากาศ พ่อค้าคนนี้พบว่าไม่มีเค้าว่าในจะตกในที่ใกล้ๆ นี้เลย เช่น ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ไม่เห็นแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ ไม่มีลมเย็มชุ่มชื้นพัดผ่าน ท้องฟ้าก็ไม่มืดครึ้ม อีกทั้งพิจารณาดูลักษณะของกลุ่มคนที่สวนทางมา ก็พบว่าท่าทางดุร้ายแววตาแข็งกร้าว ยืนอยู่กลางแดดก็ไม่มีเงาปรากฏให้เห็น คงมิใช่มนุษย์ธรรมดา


เมื่อผิดสังเกตดังนี้แล้ว พ่อค้าคนที่สองก้ออกคำสั่งให้บริวารระแวดระวังอยู่ยามกันให้ดีและเตรียมอาวุธไว้ให้พร้อม อีกทั้งกำชับให้ใช้อาหารและน้ำอย่างประหยัด รีบเร่งเดินทางต่อไปจนถึงยังบริเวณที่พ่อค้าคนแรกประสบภัย เห็นซากคนตายเกลื่อนกลาดจึงสั่งให้หยุดพักใกล้ๆ จัดการระวังภัยอย่างรอบคอบ จึงสามารถพ้นภัยจากหมู่บ้านยักษ์เหล่านั้นและได้ทรัพย์สินมีค่าของเกวียนกองแรกและนำไปขายได้กำไรงดงามในที่สุด

ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าคนไหน คือ พ่อค่าคนเก่ง และความเก่งของเขาเกิดจากสิ่งใด นั่นเพราะว่าเขาเป็นคนไม่ประมาท ไม่เชื่อคำพูดของคนแปลกหน้าง่ายๆ รู้จักระแวงภัย รู้จักป้องกันภัยที่จะมาถึง เป็นคนที่มีสติ ช่างสังเกต และรู้จักใช้ของอย่างประหยัดนั่นเอง

ถ้าอยากเป็นคนเก่ง จะเลือกฝึกตนเองให้มีคุณสมบัติเหมือนพ่อค้าคนใด?......

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : มะม่วงสื่อความกตัญญู

นิทานสอนใจ : มะม่วงสื่อความกตัญญู


"ความกตัญญู" อยู่คู่โลกมานานแสนนานจริงๆ มีเรื่องราวมากมายที่เป็นตัวอย่างของความกตัญญู ดังเช่นเรื่องราวของสัตว์ตัวหนึ่งที่สามารถรับรู้ถึงความกตัญญูได้

จากเรื่องเล่าของนกแขกเต้าที่มีพละกำลังมากตัวหนึ่ง ได้แสดงความกตัญญูต่อพระราชาที่ได้ชุบเลี้ยงมา ฝ่าอันตรายไปนำมะม่วง "อัพภันดร" จากป่าหิมพานต์มาถวายพระราชเทวี เพราะทรงทราบว่ามะม่วง "อัพภันดร" นั้นเสวยแล้วจะทรงงดงามขึ้น สุขภาพดียิ่งขึ้น และถ้าหวังได้ราชโอรสเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็จะสมหวัง นกแขกเต้านำมะม่วงที่อยู่ในบริเวณที่เจ้ายักษ์คอยเฝ้าอยู่มาได้โดยไม่มีอันตราย ซึ่งเป็นเพราะเจ้ายักษ์ซึ้งในความกตัญญูของนกแขกเต้า นอกจากจะไม่ทำร้ายนกแขกเต้าแล้ว ยังชี้ทางให้ทำงานได้สำเร็จด้วย

นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าที่คอยสอนและเตือนสติให้ทุกคนระลึกถึงผู้มีผระคุณ ทีนี้ลองมาฟังเรื่องราวเมื่อสองพันกว่าปี เมื่อสมัยพุทธกาลกันบ้าง

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมายังกรุงกบิลพัสด์ เพื่อโปรดพระญาตินั้น บรรดาพระญาติต่างก็ตามออกมาผนวชกันจำนวนมาก รวมทั้งพระนางพิมพามเหสี และพระราหุลโอรส สำหรับหระราชหุลนั้นได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรองค์แรกของพระพุทธศาสนา สามเณรราหุลนั้นเป็นผู้มีความกตัญญูจึงได้เฝ้าติดตามและดูแลพระภิกษุณีผู้เป็นมารดาตลอดมา

วันหนึ่งพระนางพิมพาเกิดอาพาธด้วยโรคลมเสียดท้อง ซึ่งเป็นโรคประจำของพระองค์เอง พระราหุลทรงทูลถามถึงวิธีการรักษา พระนางจึงบอกว่า "หาได้ฉันน้ำที่คั้นมาจากผลมะม่วง อาการก็จะทุเลาลงได้" พระราหุลจึงรับอาสาจะไปหาน้ำมะม่วงมาให้ แต่เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาที่ไม่สามารถจะหาน้ำมะม่วงมาได้ด้วยตัวเอง

พระราหุลจึงออกเดินทางไปหาพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อพระสารีบุตรเห็นพระราหุลมีหน้าตาเศร้าหมองก็ไต่ถามถึงสาเหตุ ซึ่งพระราหุลก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวดังกล่าว

ครั้นรุ่งเช้าพระสารีบุตรเข้าไปบิณฑบาตภายในวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล พอดีมีชาวบ้านนำมาถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงคั้นมะม่วงนั้นถวายพระสารีบบุตร เมื่อพระสารีบุตรรับบิณฑบาตแล้วจึงเดินออกไปจากวัง โดยไม่ได้ฉันน้ำมะม่วงนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสงสัยว่า "ทำไมพระสารีบุตรไม่ฉันน้ำมะม่วงที่ทรงคั้นถวาย แต่ไม่กล้ารับสั่งถามตรงๆ จึงให้คนติดตามพระสารีบุตรไป"

ผู้ติดตามนั้นเห็นพระสารีบุตรนำน้ำมะม่วงไปให้พระราหุล เพื่อให้พระราหุลนำไปให้พระมารดาฉันแก้อาการป่วย จึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์ทรงสดับฟังดังนั้น เกิดความคิดว่า หากพระพุทธเจ้าไม่ทรงออกผนวช พระราชวงศ์ทั้งหมดคงไม่ได้ละการเสวยสุขทางโลกมาอยู่ใต้ร่มเงาพระธรรม และมีความเป็นอยู่อย่างลำบากเช่นนี้ และคิดต่อไปว่าถ้าหากพระศาสดาไม่ออกผนวชก็จะไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นนี้ แต่จะต้องเป็นเจ้าจักรพรรดิแทน และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็คงเป็นข้าราชบริวาทที่รับใช้อยู่ในวังของพระจักรพรรดินั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายถึงว่า การบวชของพระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นประโยชน์ต่อพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างมาก พระองค์ทรงตั้งพระทัยว่าจะทำนุบำรุงพระราชวงศ์ที่ทรงออกผนวชทั้งหมดนี้ให้เป็นสุขสืบไป นับว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาของพระราหุลทำให้เกิดผลดีตามมาเกินคาดหมายทีเดียว

เรื่องราวของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่หันมาทำนุบำรุงพระญาติและพระพุทธศาสนา เพราะซึ้งใจในความกตัญญูของพระราหุลและพระสารีบุตรที่รู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณ แม้จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีมาแล้วก็ตาม แต่ถ้าเราทุกคนตั้งใจอ่านและสังเกตให้ดีๆ จะรู้ว่าเรื่องราวอันดีงามของความกตัญญูเป็นความงามที่หาสิ่งใดเปรียบไม่ได้ เพราะเป็นความงามที่คนๆ หนึ่งรู้จักตอบแทนผู้ที่มีพระคุณกับตน

แต่ในปัจจุบันยิ่งถ้าใช้ตนเองเป็นเครื่องทดสอบก็จะทราบว่า ความกตัญญูต่อผู้ที่มีพระคุณนั้น สามารถเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายได้แท้จริงไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนย่อมมีคนสรรเสริญเพราะความงามของคำว่า "กตัญญูกตเวทิตา" เสมอ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : กงจักรหรือดอกบัว

นิทานสอนใจ : กงจักรหรือดอกบัว


สำหรับท่านที่ได้อ่านเรื่องราวต้นแบบความดีของชาวโลกอย่างพระราหุลที่แสดงความกตัญญูต่อพระมารดา ที่ทีมงาน Life & Family ได้นำมาเสนอเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วคงจะได้เรียนรู้และซึมซับเรื่องการทำความดีอยู่ไม่น้อย

แต่ว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้มักจะมีของคู่กัน ทั้งคู่ที่เป็นแบบไปกันได้ดี และคู่แบบตรงกันข้าม ซึ่งอย่างหลังมีอยู่มากมาย เช่น ความมืดกับความสว่าง สีขาวกับสีดำ ความดีกับความชั่ว เป็นต้น ฉันใดฉันนั้นแล้ว เมื่อมีความกตัญญูในโลกมานาน ความอกตัญญูก็ปรากฎอยู่คู่กันมาแฉกเช่นกัน ฉะนั้นลองอ่านเรื่องราวของผู้ที่มีชื่อว่า "มิตตวินทุก" ที่เกิดเมื่อหลายพันปีก่อนดูกันบ้าง

มิตตวินทุกเกิดมาโชคดี มีมารดาคอยเลี้ยงดูมาด้วยความรักและความห่วงใย เป็นอย่างยิ่ง แต่มิตตวินทุกไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเลยแม้แต่น้อย เมื่อเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มฉกรรจ์เขาคิดจะลงเรือค้าขายไปเมืองไกล มารดาของเขาห้ามปรามไว้ ด้วยความกลัวว่าลูกจะเกิดอันตราย แต่เขาไม่ได้เชื่อฟังคำร้องขอเหล่านั้น กลับดึงดันจะไปให้ได้ มารดาของเขาจึงยื้อยึดตัวเขาเอาไว้ด้วยความรักและห่วงใยลูก แต่เขากลับผลักไสจนทำให้นางต้องได้รับบาดเจ็บทุกข์ทรมาน จากนั้นเขาก็ออกเดินทางไปอย่างไม่เหลียวแลมารดาแม้แต่น้อย

มิตตวินทุกออกเดินทางไปในเรือสำเภาออกทะเลสมดังความมุ่งหมาย เรือสำเภาที่เขาโดยสารมาด้วยแล่นออกสู่ทะเลเรื่อยๆ สักระยะหนึ่งแล้วกลับหยุดนิ่งสนิทอยู่กลางทะเลลึก ซึ่งในสมัยโบราณเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นก็จะเป็นที่รู้กันดีว่า มีคนชั่วช้า สารเลว หรือเรียกกันทั่วไปว่า "คนกาลกิณี" โดยสารมาในเรือลำนี้ด้วย นายสำเภาจึงทำสลากขึ้นให้ผู้โดยสารจับเพื่อหาตัวกาลกิณีในเรือนั้น และน่าประหลาดใจที่สลากแสดงความเป็นคนไม่ดีตกแก่มิตตวินทุกถึง 3 ครั้ง นายสำเภาจึงตัดสินใจจับเขาลอยแพไป

หลังจากนั้น แพของมิตตวินทุกก็ลอยไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของที่แห่งนั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามมาก นางรับเขาไว้เป็นสามีและดูแลเขาเป็นอย่างดี แต่ต่อมานางจำเป็นจะต้องจากที่อยู่ไประยะหนึ่ง จึงสั่งให้เขาคอยนางอยู่ ณ ที่นั้นจนกว่านางจะกลับมา แต่มิตตวินทุกไม่ได้รู้ซึ้งในความโชคดีของนางผู้เป็นภรรยาเลย จึงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง

มิตตวินทุกเห็นคนในเกาะนั้นล้วนแต่มีเครื่องประดับกายงดงาม โดยเฉพาะบนศีรษะของทุกคนซึ่งมีมงกุฎดอกบัวประดับอยู่ มิตตวินทุกเห็นเป็นเช่นนั้นเกิดความอยากได้ เขาจึงร้องขอมงกุฏจากชายคนหนึ่ง และหารู้ไม่ว่าชายคนนั้นกำลังจะพ้นจากอกุศลกรรมที่เคยทำร้ายมารดาไว้ในชาติก่อน ชายคนดังกล่าวจึงถอดสิ่งที่เห็นเป็นมงกุฎนั้นแล้วสวมให้มิตตวินทุกแทน ทันใดนั้นสิ่งที่สวมลงบนศีรษะของมิตตวินทุก ก็ทำให้ตาของเขาพลันสว่างขึ้น และเห็นแจ้งในทุกอย่างว่า ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นล้วนเป็นอมนุษย์ที่ตายแล้วต้องมารับกรรม และถูกกงจักรบนศีรษะพัดให้บาดเจ็บทุรนทุราย จนเลือดไหลท่วมตัวอยู่ตลอดเวลาจากผลกรรมที่เคยทำร้ายมารดา

และในที่สุด มิตตวินทุกผู้ไม่รู้จักคุณค่าของความโชคดีของตนเองก็ต้องรับกรรม ทุกข์ทรมานจากกงจักรที่บาดศีรษะของเขาเช่นเดียวกับอมนุษย์ตนอื่นๆ ท่านทั้งหลายอ่านแล้วก็ต้องร้องอ๋อ ว่าที่มาของคำพังเพย "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" มีความหมายเป็นเช่นนี้เอง ซึ่งความหมายของคำพังเพยนี้ก็คือ "เห็นของเลวร้ายเป็นของดี"มาถึงสมัยนี้ อาจจะเคยเห็นตัวอย่างกลับกันอยู่บ่อยๆ คือแทนที่จะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ก็จะ "เห็นดอกบัวเป็นกงจักร"

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : หนูนานำโชค

นิทานสอนใจ : หนูนานำโชค


ท่านผู้อ่านคงแปลกใจว่า หนูนานำโชคได้อย่างไร ซึ่งในทางตรงกันข้ามกับจะนำโรคมาสู่มนุษย์ด้วยซ้ำ และยิ่งไปกว่านั้นตัวหนูทั้งหลายล้วนแต่อับโชค เกิดเป็นหนูนาก็ถูกจับเอาไปย่างกิน ถ้าเป็นหนูถีบจักรหรือหนูตะเภาก็ถูกเอาไปเป็นหนูทดลอง ว่าไปแล้วเป็นหนูอะไรก็ไม่ดีทั้งนั้น

แต่หนูตัวที่จะพูดถึงนี้ แม้จะเป็นซากหนูตาย ก็สามารถเป็นสื่อหรือต้นทางแห่งความร่ำรวยได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพราะหนูตัวดังกล่าวมีอภินิหารที่จะสามารถบันดาลอะไรได้ ความจริงแล้วผู้ที่ร่ำรวยได้เพราะหนูตัวนี้ เขามีคุณสมบัติพิเศษ และแถมยังมีเพื่อนที่ดี ที่นับได้ว่าเป็นกัลยาณมิตรอีกด้วย จึงร่ำรวยได้รวดเร็วและน่าเอาเป็นแบบอย่างยิ่งนัก

ดังนั้น ขอเริ่มเรื่องโดยการกล่าวถึงเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ชื่อว่า "จุฬกะ" เศรษฐีจุฬกะคนนี้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวดินฟ้าอากาศ ฤกษ์ยามและทำนายฝันเหมือนดั่งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญยิ่งนัก

วันหนึ่งท่านเศรษฐีคนนี้เดินทางไปยังพระราชสำนักพร้อมด้วยบริวาร ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว ระหว่างที่เห็นซากหนูตายใหม่ๆ อยู่บนถนนตัวหนึ่ง ท่านจึงตรวจดูฤกษ์ยามของหนูตัวนี้ แล้วกล่าวให้ผู้ร่วมเดินทางฟังว่า "หากผู้ใดเก็บซากหนูตายนี้ไป จะบันดาลให้มีเงินทองเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่อย่างสุขสบาย"

ในกลุ่มผู้ติดตามนี้มีบุรุษเข็ญใจนิรนามคนหนึ่ง ได้ยินคำของท่านเศรษฐี จึงเก็บซากหนูตายไปขายเป็นอาหารแมว ได้เงินมาหนึ่งบาท เขาจึงนำเงินนั้นไปซื้อน้ำอ้อย แล้วนำน้ำอ้อยและน้ำเย็นไปบริการพวกที่กลับจากการเก็บดอกไม้ เขาทำดังนี้ติดต่อกันหลายวัน จนได้ส่วนแบ่งดอกไม้ไปขายได้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ

วันหนึ่งเกิดพายุจัด พัดกิ่งไม้หักตกลงมามากมายในพระราชอุทยาน เกินกำลังของคนเฝ้าอุทยานที่จะเก็บให้สะอาดได้ ชายเข็ญใจนิรนามคนนั้นจึงเข้ามาอาสาเก็บกวาด โดยขอกิ่งไม้แห้งเหล่านั้นเป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งแน่นอนว่าคนเฝ้าอุทยานย่อมเต็มใจที่จะให้สิ่งของที่ชายคนดังกล่าวร้องขอ

ชายนิรนามคนนั้น เริ่มต้นลงมือทำงานนี้ด้วยการนำน้ำอ้อยและน้ำเย็นไปเลี้ยงเด็กๆ ที่อยู่ในสนามเด็กเล่นในบริเวณใกล้ๆ แล้วขอแรงเด็กๆ เหล่านั้นมาช่วยกันเก็บกวาดกิ่งไม้ จากนั้นก็นำกิ่งไม้ที่เป็นฟืนชั้นดีหอบใหญ่กลับไปที่บ้านของเขาด้วย เขานำฟืนที่ได้ไปขายให้ช่างปั้นหม้อปั้นโอ่ง เพื่อนำไปเผาเครื่องดินที่ปั้นไว้ เขาจึงได้เงินเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง และแถมยังได้หม้อและโอ่งน้ำมาอีกด้วย


ชายนิรนามไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เขานำโอ่งใส่น้ำกินไปตั้งไว้ที่ประตูเมือง เพื่อบริการน้ำให้แก่คนตัดหญ้าที่กลับเข้าเมืองในเวลาเย็น เป็นการผูกมิตรเอาไว้ คนตัดหญ้าทั้งหลายจึงแลเห็นน้ำใจที่งดงามของชายนิรนาม จึงกล่าวว่า "หากชายนิรนามต้องการสิ่งใด ที่พวกตนพอจะช่วยเหลือได้ ทุกคนก็มีความยินดีที่จะช่วยอย่างเต็มที่" ชายนิรนามรับคำสัญญาเอาไว้และดำเนินการค้าต่อไปด้วยการวางแผนอันล้ำลึกยิ่งนัก

แผนการนั้นคือ เขาเข้าไปคบค้าสมาคมกับพ่อค้าทั้งหลายที่ทำการค้าทั้งทางบกและทางน้ำ เขาเต็มใจช่วยเหลือกิจการของพ่อค้าเหล่านั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย วันหนึ่งเขาได้ข่าวจากพ่อค้าทางบกว่าจะมีคนนำม้าจำนวนมากผ่านเข้ามาในเมือง ชายนิรนามจึงขอหญ้าจากคนตัดหญ้า และขอสัญญาว่าถ้าเขาขายหญ้าของเขาหมดแล้ว คนตัดหญ้าจึงจะขายหญ้าได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ชายนิรนามก็ขายหญ้าได้ราคาดีมาก จึงมีเงินทองเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อย่างไรนั้นโชคของชายนิรนามยังมีอีก เมื่อเขาได้ทราบข่าวว่าจะมีเรือสินค้ามาจอดที่ท่าเมืองนี้เพื่อขายสินค้าจำนวนมาก เขารีบนำเงินไปจ้างบริวารและแต่งกายให้ภูมิฐานนำเงินจำนวนหนึ่งไปวางมัดจำสินค้าที่นำมาทางเรือ ด้วยวิธีนี้คนทั้งหลายต้องมาซื้อสินค้าต่อจากชายนิรนามทั้งหมด เขาจึงทำเงินกำไรได้อย่างมหาศาล

เงินที่เขามีทั้งหมดประมาณสองแสนบาท ยังไม่สามารถทำให้เขาเป็นเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีได้ แต่เขาก็ไม่ได้ทะเยอทะยาน โลภมากคิดว่าพอมี พอใช้เลี้ยงตัวได้แล้ว จึงนึกถึงพระคุณของท่านเศรษฐีจุฬกะ ยอดกัลยาณมิตรผู้ชี้ทางแก่เขา เขาจึงนำเงินที่หามาได้ครึ่งหนึ่งไปทดแทนพระคุณของท่านเศรษฐีจุฬกะ ทำให้เศรษฐีจุฬกะผู้มีสายตากว้างไกล และเห็นว่าชายนิรนามคนนี้มีความขยันหมั่นเพียรและเฉลียวฉลาด อีกทั้งความกตัญญูรู้คุณคนอีกด้วย จึงยกลูกสาวให้เป็นภรรยา ดังนั้นชายนิรนามจึงได้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีคนใหม่แทนเศรษฐีจุฬกะ ซึ่งถึงแก่กรรมในเวลาต่อมา

ท่านผู้อ่านคงเห็นกันแล้วว่า หนูบันดาลโชคให้แก้ชายนิรนามได้ ก็เพราะชายนิรนามคนนี้มีคุณสมบัติแห่งความขยันหมั่นเพียร ใช้สติปัญญาไตร่ตรองหาลู่ทางการค้าอย่างสุจริต แถมยังโชคดีที่ได้คบหาสมาคมกับผู้ที่มีน้ำใจและรู้คุณคน รวมทั้งตัวเขาเองก็เป็นผู้ที่มีความกตัญญูยิ่งนัก จึงสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยาก

ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว ท่านผู้อ่านก็สามารถใช้แนวทางของ"ชายนิรนาม" ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ แต่อย่าลืมว่าต้องรู้จักคบหาแต่คนดีมีน้ำใจ และเป็นผู้ให้ก่อนเสมอ จึงจะสมหวังดั่งชายนิรนามคนนี้

yengo หรือ buzzcity

เจ้าแคว้นฉู่เชิญจวงจื่อไปกินตำแหน่งขุนนางใหญ่

เจ้าแคว้นฉู่เชิญจวงจื่อไปกินตำแหน่งขุนนางใหญ่



ครั้งหนึ่ง จวงจื่อนั่งตกปลาอยู่ที่แม่น้ำผู เจ้าแคว้นฉู่ได้ส่งเจ้าพนักงานมาแจ้งแก่เขาว่า “ข้าต้องการเชื้อเชิญให้ท่านรับตำแหน่งขุนนางใหญ่ในแผ่นดินของข้า”

จวงจื่อยังคงตกปลาต่อไป และเอ่ยขึ้นโดยไม่หันหน้าไปมอง “ข้าได้ยินมาว่า ในแคว้นฉู่มีเต่าศักดิ์สิทธิ์ที่ตายมานานถึงสามพันปี เจ้าแคว้นเก็บมันไว้ในกล่องและห่อผ้าอย่างประณีต และวางไว้ในศาลบรรพชน บัดนี้ เจ้าเต่าตัวนี้ควรตายและทิ้งกระดองไว้ให้กราบไหว้บูชา หรือว่าควรมีชีวิตอยู่ และกระดิกหางเล่นอยู่ในโคลนตม?”

“มันควรมีชีวิตอยู่และกระดิกหางในโคลนตม” เจ้าพนักงานทั้งสองตอบ

จวงจื่อจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นจงกลับไปเสีย ข้าก็ต้องการกระดิกหางเล่นในโคลนตมเช่นกัน”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子)บทที่ 17

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ราชาหัวใจลำพอง

นิทานสอนใจ : ราชาหัวใจลำพอง


พระราชาพระองค์หนึ่งทรงมีทรัพย์สมบัติในครอบครองมากมาย อีกทั้งราชอาณาจักรของพระองค์ก็ขยายเขตแดนกว้างใหญ่ไพศาล ใครๆ ก็รู้จักพระองค์ในฐานะ “พระราชาผู้ครอบครองดินแดนทั่วหล้า และมหาทรัพย์ทั่วแผ่นดิน” การเลื่องลือนามของพระองค์ในแง่นี้ ทำให้ความเย่อหยิ่ง ลำพองตนเข้าเกาะกุมหัวใจของพระราชาอย่างง่ายดาย

นับวันความลำพองตนของพระราชาจะสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ความถือพระองค์ว่าเป็นที่หนึ่ง ทำให้พระราชาปฏิเสธที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับบ้านเมืองอื่น ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีบ้านเมืองใดยิ่งใหญ่และคู่ควรพอที่พระองค์จะติดต่อด้วย ครั้งมีราชทูตจากเมืองไกลมาขอเข้าเฝ้า พระองค์ก็จะรับสั่งผ่านมหาดเล็กว่า

“ไปบอกทูตเมืองนั้นว่าเราไม่สนใจราชสาสน์ของกษัตริย์แห่งเขา เราเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่างพอที่จะอ่านข้อความเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นหรอก”

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นานวันเข้าจึงไม่มีใครส่งราชฑูตมาเจริญสัมพันธไมตรีอีก รวมทั้งตัดขาดการติดต่อทางด้านการค้าไปด้วย พระราชาไม่ทรงแยแสเรื่องนี้ แต่ทรงลืมนึกถึงความเดือดร้อนของประชาชน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของราชอาณาจักรแห่งนี้เป็นเมืองท่า ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีอาชีพค้าขาย และส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองของพระองค์มั่งคั่งร่ำรวยได้ก็เพราะภาษีที่เก็บได้จากการค้าขายกับต่างแดน

เหล่าเสนาอำมาตย์ต่างกลัวพระอาญา จึงไม่มีใครกล้าทูลพระราชาเกี่ยวกับวิกฤตนี้ ประชาชนจำต้องก้มหน้าก้มตารับความข้นแค้นขัดเคืองอย่างน่าสงสาร

กระทั่งวันหนึ่ง มีนักบุญท่านหนึ่งเดินทางผ่านราชอาณาจักรของพระราชาผู้ทรงลำพองตน นักบุญรู้สึกแปลกใจที่อาณาจักรแห่งนี้ไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน ประชาชนก็ดูอดอยากและมีแต่ความเศร้าหมอง นักบุญจึงสอบถามความจากชาวเมืองคนหนึ่ง จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางพระราชวังเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา

แม้พระราชาจะทรงลำพองในความยิ่งใหญ่ของตนมากแค่ไหน แต่พระองค์ไม่เคยปฏิเสธนักแสวงบุญ ดังนั้น เมื่อทรงทราบว่า มีนักบุญพเนจรมาขอเข้าเฝ้า พระราชาก็รับสั่งให้ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี แต่นักบุญบอกว่า ตนเองไม่ต้องการการต้อนรับที่เอิกเกริก เพียงแต่มีคำถามที่อยากทราบจากพระโอษฐ์ของพระราชาเท่านั้น เมื่อพระราชาทรงทราบความต้องการของนักบุญท่านนี้ พระองค์ก็เสด็จมาที่ท้องพระโรงทันที

“ผู้ทรงศีล..ท่านมีคำถามอันใดเร่งด่วนนักหรือ จึงปฏิเสธการต้อนรับ ซึ่งน้อยคนนักจะได้จากเรา เพียงเพื่อต้องการทราบคำตอบนั้น” พระราชาตรัสถามทันทีที่พบหน้านักบุญ นักบุญมิได้ตอบคำถามของพระองค์ แต่กลับพูดขึ้นว่า

“มหาราชา พระราชอาณาจักรของพระองค์ช่างกว้างใหญ่ไพศาลเสียยิ่งกว่าอาณาจักรใดๆ ที่ข้าพเจ้าเคยสัญจรผ่าน ข้าพเจ้ารู้สึกอัศจรรย์ในความปรีชาของพรองค์โดยแท้..มหาราชา”

“ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ทรงศีล” พระราชาแย้มพระโอษฐ์กว้าง และตรัสด้วยเสียงทะนงตนว่า “ตัวเรายังมีทรัพย์สมบัติทั้งแก้วแหวนเงินทองอีกเป็นร้อยเป็นพันโกฏิเก็บไว้ในท้องพระคลังอีกด้วย”

นักบุญยิ้ม และกล่าวว่า “พระองค์ทรงภาคภูมิใจในราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ และทรัพย์สมบัติมากมายก่ายกองเหล่านี้เสียเหลือเกินสินะ มหาราชา”

“แน่แท้ผู้ทรงศีล..จะมีสิ่งใดแสดงความเป็นมหาราชาได้ดีเท่าความกว้างใหญ่ไพศาลของเขตแดนประเทศ และทรัพย์สมบัติที่พระราชาผู้นั้นมีไว้ในครอบครองอีกเล่า”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอบังอาจถามอะไรพระองค์สักหน่อยเถิด” นักบุญกล่าว

“ถามมาเถิด เรายินดีตอบท่านผู้นำสิริมาให้” พระราชาตรัสอนุญาต นักบุญจึงถามพระองค์ว่า

“พระองค์คิดว่าบ้านเมืองของพระองค์มีค่ามากเท่าไร”

พระราชาสนเท่ห์ที่นักบุญถามเช่นนั้น และไม่มีคำตอบที่จะตอบ เพราะพระองค์มิเคยประเมินค่าบ้านเมืองของพระองค์มาก่อน นักบุญเห็นพระราชานิ่งเงียบไปจึงถามต่อว่า

“แล้วแก้วแหวนเงินทองมากมายที่กองอยู่ในท้องพระคลังเหล่านั้น มีค่าเท่าไร”

พระราชาทรงส่ายพระพักตร์ “คำถามของท่านยากที่จะตอบ” ทรงตรัสแก่นักบุญ “เพราะเราไม่เคยตีราคาราชอาณาจักรของเรา และไม่เคยนับทรัพย์สมบัติที่เรามี แต่ท่านแน่ใจเถิดว่า สิ่งเหล่านั้นมีค่ามากเกินกว่าจะนับออกมาเป็นจำนวนที่เที่ยงแท้ได้ และก็ไม่มีอาณาจักรใดจะมีมากเท่าที่เรามีอีกแล้ว”

นักบุญยิ้ม และถามต่อไปว่า “สมมติพระองค์เดินหลงทางอยู่ในทะเลทรายโดยไม่มีทั้งอาหาร ไม่มีน้ำติดตัว โชคดีมีคนพเนจรผู้ตระหนี่เดินผ่านมา ทั้งเนื้อทั้งตัวเขามีเพียงน้ำบริสุทธิ์เพียงแก้วเดียว พระองค์ยินดีที่จะจ่ายให้เขาเท่าไร เพื่อแลกกับน้ำแก้วนั้น และชีวิตของพระองค์เอง”

พระราชานิ่งตรึกตรอง ก่อนจะตอบว่า “เราอาจจะยกราชอาณาจักรของเราให้เขาสักครึ่งหนึ่งเพื่อแลกกับน้ำแก้วนั้นกระมัง”

นักบุญถามต่อว่า “แล้วถ้าพระองค์ประชวรด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาได้ ทุกวันต้องทรงร้องครวญครางด้วยความทรมานจากพิษของโรคนั้น แต่แล้ว พระองค์ก็ทรงทราบว่า ทั่วแผ่นดินนี้มียาอยู่เม็ดหนึ่งที่สามารถรักษาพระอาการประชวรนั้นได้ แน่ล่ะว่า เจ้าของยาคงไม่มอบยาที่มีสรรพคุณวิเศษเช่นนี้ให้แก่พระองค์โดยง่าย เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์จะมอบสิ่งใดแก่เขาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนที่คู่ควรกับยาหนึ่งเม็ดนั้นเล่า”

พระราชาตรัสตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “จะมีสิ่งใดสำคัญกว่าชีวิตของคนเราอีก หากเราต้องเป็นดังเช่นท่านว่า เราก็จะยอมแบ่งทรัพย์สมบัติของเราให้แก่เขา อย่าว่าแต่ครึ่งหนึ่งเลย แม้หมดท้องพระคลังเราก็จะยกให้ ถ้ายาของเขาวิเศษจริง”

สิ้นคำตรัสของพระราชา นักบุญก็หัวเราะเสียงดังก้องท้องพระโรง พระราชาไม่ทรงเข้าพระทัย ตรัสถามว่า “ท่านหัวเราะทำไม มีเรื่องใดน่าขันอย่างนั้นหรือ”

นักบุญตอบว่า “ข้าพเจ้าหัวเราะเพราะในตอนแรกพระองค์บอกว่า ราชอาณาจักรและทรัพย์สินที่พระองค์มีเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ แต่บัดนี้ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าราชอาณาจักรและทรัพย์สมบัติของพระองค์ มีค่าเพียงแค่น้ำหนึ่งแก้วและยาหนึ่งเม็ดเท่านั้น..นั่นเองล่ะ คุณค่าของมัน”

กล่าวจบนักบุญก็เดินหัวเราะออกไปจากท้องพระโรง ทิ้งให้พระราชาต้องทรงขบคิดถึงบทเรียนสำคัญที่เขาทิ้งไว้

บทสรุปของผู้แต่ง

คนเรามักเข้าใจว่า คุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์อยู่ที่ว่าใครมีสมบัติในครอบครองเท่าไร อันที่จริงถ้านั่นคือผลจากความขยันหมั่นเพียรจนทำให้เขาก่อร่างสร้างตัวได้สำเร็จ ก็ไม่ผิดเสียทีเดียวที่เราจะยกย่องให้เขาเป็นคนมีคุณค่าคนหนึ่ง

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่านั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งและส่วนน้อยกระจิริด ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเอามาวัดได้ว่าใครมีคุณค่ามากมายแค่ไหน เว้นแต่จิตใจของเรา สมบัติอื่นๆ ล้วนไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง แม้กระทั่งกายของเรา อันที่จริงก็ไม่ใช่ของของเรา เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่อยู่กับใครคนใดคนหนึ่งไปตลอด ถึงแม้คนๆ นั้นใช้ความพยายามทั้งชีวิตเพื่อค้นหามัน ด้วยเหตุนี้หากใครเอาเงินทองมาวัดความยิ่งใหญ่ สุดท้ายเขาจะตายไปโดยไม่เหลือคุณค่าใดๆ เพราะเมื่อถึงเวลาที่แผ่นดินกลบหน้า ใครเล่าจะมีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอีก

ดังนั้น คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์จึงควรอยู่ที่คุณธรรมประจำใจของเขา อยู่ที่ความดี อยู่ที่การเสียสละ อยู่ที่ความรับผิดชอบ อยู่ที่ความคิดว่าจะเอื้อเฟื้อผู้อื่นได้มากเท่าไร มิใช่ทำอย่างไรจึงจะเอามาเป็นของตนให้ได้มากที่สุด

บางคนยิ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งทำลาย บางคนยากจนแต่มีใจช่วยเหลือ ใครมีคุณค่าคู่ควรที่จะเป็นมนุษย์บนโลกนี้ คงคิดออกกันใช่ไหม


ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : กบเจ้าถิ่นกับสิงโตผู้รุกราน

นิทานสอนใจ : กบเจ้าถิ่นกับสิงโตผู้รุกราน


ณ บึงเล็กใกล้เชิงเขาแห่งหนึ่ง อันเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงกบมาช้านาน พวกมันอยู่รวมกันอย่างมีความสุข บ้างกระโดดโลดเต้น บ้างหาเหยื่อ บ้างร้องเพลงกบอ๊บๆ ไปตามประสา กบฝูงนี้ต่างพอใจในความเป็นอยู่ของตนที่นี่ พวกมันรักบึงเล็กใกล้เชิงเขาแห่งนี้ และไม่เคยคิดจะย้ายไปอยู่ที่อื่น

อยู่มาวันหนึ่ง มีกบตัวน้อยออกมากระโดดเล่นน้ำฝน และหาเหยื่อที่เชิงเขาตามลำพังอย่างเบิกบานใจ ในขณะนั้นเอง สิงโตต่างถิ่นตัวหนึ่งเดินมาพบเข้า สิงโตตัวนี้มีนิสัยพาลเกเร มันเพิ่งถูกเพื่อนๆ สิงโตขับออกจากฝูงเก่า เลยต้องระเห็จออกมาหาที่อยู่ใหม่ กระทั่งเร่ร่อนมาจนถึงเชิงเขาแห่งนี้ มันรู้สึกถูกใจที่นี่เป็นอย่างมาก เสียอยู่อย่างเดียวว่าที่นี่มีกบอาศัยอยู่เยอะเกินไป และมันไม่ชอบเสียงร้องของกบเอาเสียเลย

“อ๊บๆ เราคือกบ กบอย่างเรานั้นร้องอ๊บๆ” กบน้อยร้องเพลงอย่างเริงร่า พลางกระโดดไปมาด้วยความร่าเริง

“เหวยๆ หุบปากเดี๋ยวนี้นะ เจ้ากบตัวจ้อย” สิงโตคำรามลั่นจนกบน้อยสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

“อะไรกันเล่า ท่านสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ ไยท่านต้องห้ามไม่ให้ข้าส่งเสียงร้องด้วย” กบน้อยร้องถามด้วยความสงสัย

“ข้าไม่ชอบเสียงร้องของพวกเจ้า มันทำให้ข้าหงุดหงิดและรำคาญใจ” สิงโตตอบ “ต่อไปนี้ที่นี่คืออาณาเขตของข้า ถ้าไม่อยากตายก็จงย้ายไปอยู่ที่อื่นกันเสียให้หมด อย่าให้ข้าได้ยินเสียงร้องบ้าๆ บอๆ ของกบอย่างพวกเจ้าอีก ถ้าข้าได้ยิน ข้าจะเหยียบให้แบนติดดินทุกตัวเลย”

กบน้อยตกใจมาก รีบอ้อนวอนแก่สิงโตว่า

“ได้โปรดเถิดท่านสิงโต เมื่อเทียบกับผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านแล้ว เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เท่านั้น โปรดอย่าไล่พวกเราออกไปจากที่นี่เลยท่าน เพราะที่นี่คือถิ่นกำเนิดของเราและมีอาหารสมบูรณ์ที่สุด หากว่าท่านต้องการจะอยู่ที่นี่ เราก็อยู่ด้วยกันได้นี่ท่าน”

“ข้าจะเอาที่นี่เป็นของข้าทั้งหมด” สิงโตคำรามอย่างหัวเสีย “เป็นแค่กบอย่าริมาต่อรองอะไรกับข้า ไปบอกพวกของเจ้าทุกตัวให้ย้ายออกไปให้หมด ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่เกรงใจล่ะนะ”

กบน้อยเศร้าใจมาก หากพวกตนต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นก็ไม่แน่ว่าจะมีอาหารพอประทังชีวิตหรือไม่ แต่ถ้าไม่ไปก็อาจทำให้สิงโตโกรธและฆ่าพวกตนตายหมดทั้งฝูงได้เหมือนกัน กบน้อยไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดสิงโตจึงมีนิสัยพาลเช่นนี้

“เอาอย่างนี้เถอะนะท่านสิงโต” กบน้อยรวบรวมความกล้าทั้งหมดกล่าวแก่สิงโตซึ่งมองตอบกลับมาด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมไร้ความเมตตา “ข้ารู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็นเพียงกบตัวเล็ก ๆ แต่ข้าก็รักถิ่นกำเนิดของตนเองมากเช่นกัน ดังนั้น หากข้าจะขอท้าแข่งกับท่านโดยใช้เชิงเขาแห่งนี้เป็นเดิมพัน ท่านจะรับคำท้าจากข้าหรือไม่”

สิงโตได้ฟังคำพูดของกบน้อยก็รู้สึกขบขันเป็นอย่างยิ่ง มันหัวเราะลั่นไปทั่วเชิงเขา “เหวยๆ เจ้ากบไม่ประมาณตน กล้ามาท้าข้าเชียวหรือ ไหนว่ามาซิ เจ้าอยากจะแพ้ข้าด้วยการแข่งขันแบบไหนกัน ฮ่าๆ ๆ”

“พรุ่งนี้เรามาวิ่งแข่งรอบภูเขานี้กัน หากใครชนะก็จะได้อยู่ที่เชิงเขานี้ต่อไป ส่วนผู้แพ้จะต้องออกไปจากที่นี่ทันที” กบน้อยเสนอ

“ก๊ากๆ แข่งอะไรไม่แข่ง มาแข่งวิ่งกับข้า อวดดีไปหน่อยแล้วกระมัง แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเจ้าอยากแพ้ขนาดนั้น ข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้”

หลังจากตกลงนัดหมายเวลาและสถานที่กับสิงโตเรียบร้อยแล้ว กบน้อยก็กลับไปเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กบในฝูงฟัง เหล่ากบจึงพากันหารืออย่างเคร่งเครียดถึงวิธีแก้ปัญหานี้

“พวกเราอาศัยอยู่ที่เชิงเขานี่มาช้านานแล้ว ข้าไม่ยอมย้ายออกไปโดยที่เราไม่ได้มีความผิดอะไรหรอกนะ” กบตัวหนึ่งพูดอย่างขุ่นเคือง

“แต่ถ้าเราไม่ไป เราทุกตัวจะโดนสิงโตฆ่าตายนะ” กบแม่ลูกอ่อนกล่าวพลางซับน้ำตา

“กบน้อยเอ๋ย ในเมื่อเจ้าหาญกล้าไปท้าสิงโตวิ่งแข่งรอบเชิงเขาเช่นนั้น ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องมีแผนดีๆ อยู่ในใจแล้วใช่ไหม” กบเฒ่าอายุมากที่สุดในกลุ่มเอ่ยถามกบน้อย

“ข้าเองก็พอจะมีแผนการดีๆ อยู่ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของพวกเราทุกตัวด้วย” กบน้อยกล่าวกับเหล่ากบในที่นั้น ซึ่งกบทุกตัวต่างก็มุ่งมั่นจะรักษาถิ่นที่อยู่ของตนเอาไว้ให้ได้ ดังนั้นกบน้อยจึงบอกแผนการเอาชนะสิงโตให้กบตัวอื่นๆ ได้ทราบ จากนั้นจึงแบ่งหน้าที่ว่าใครจะรับผิดชอบตรงจุดไหน

เช้าวันรุ่งขึ้น กบกับสิงโตก็มาพบกันยังที่นัดหมาย โดยสิงโตได้เรียกสัตว์ตัวอื่นๆ มาร่วมเป็นสักขีพยานในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยสิงโตเป็นฝ่ายวิ่งนำไปก่อน ส่วนกบก็กระโดดตามไปอย่างสุดกำลัง ทว่ากำลังกระโดดของกบไม่อาจสู้ฝีเท้าของสิงโตได้ สิงโตจึงวิ่งนำไปไกลมาก กระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง สิงโตรู้สึกเหนื่อยจึงหันไปมองข้างหลัง ไม่เห็นกบกระโดดตามมา สิงโตจึงชะล่าใจคิดจะนอนพักใต้ต้นไม้สักครู่


สิงโตนอนงีบไปครู่หนึ่ง เมื่อหายเหนื่อยแล้วมันจึงตื่นขึ้นมาวิ่งต่อ พลางตะโกนไปข้างหลังซึ่งมันคิดว่ากบกำลังตาลีตาเหลือกกระโดดตามมาว่า

“เหวยๆ เจ้ากบ ข้านำเจ้ามาไกลแล้วนะเห็นไหม”

พอสิ้นเสียงโอ้อวดของสิงโต ก็มีเสียงกบร้องตะโกนอยู่ข้างหน้าว่า

“อะไรกันท่านสิงโต นี่ข้ากระโดดนำหน้าท่านมาตั้งนานแล้วนะ”

สิงโตพอได้ยินดังนั้นก็ตกใจ รีบเร่งฝีเท้าเพื่อเอาชนะกบให้ได้ สิงโตวิ่งไปได้ครู่ใหญ่ๆ ก็คิดว่าตนเองต้องเลยกบมามากแล้วแน่ๆ จึงตะโกนไปอีกว่า

“เจ้ากบ ข้านำเจ้ามาไกลแล้วนะ ข้าชนะเจ้าแล้ว”

แต่ก็มีเสียงกบตะโกนอยู่ข้างหน้าอีกว่า

“ท่านจะชนะข้าไปได้อย่างไร ในเมื่อท่านยังวิ่งอยู่ข้างหลังข้าแท้ๆ”

สิงโตฟังแล้วก็ตกใจจนหน้าซีด มันกระโดดแผล็วออกวิ่งจนสุดแรงเกิดอีกครั้ง เมื่อคิดว่าตนเองชนะแน่แล้ว มันก็ตะโกนออกไปใหม่ว่า

“เจ้ากบ คราวนี้ข้าชนะเจ้าแน่ๆ เตรียมระเห็จออกไปอยู่ที่อื่นได้แล้ว”

ก็มีเสียงกบตอบกลับมาจากข้างหน้าเช่นเคยว่า

“ท่านวิ่งอยู่ข้างหลังข้า จะมาบอกว่าตนเองชนะได้อย่างไรเล่า”

สิงโตแทบล้มทั้งยืน มันออกแรงไปมากจนตอนนี้แทบไม่มีแรงเหลือวิ่งต่ออีกแล้ว

เมื่อรู้ว่าตนเองพ่ายแพ้กบ สิงโตก็รู้สึกอับอายบรรดาสัตว์ที่มาดูการแข่งขันมากจนทนรับความอดสูนี้ไม่ไหว มันจึงรีบหนีเข้าไปแอบอยู่ในป่าเชิงเขาก่อนที่การแข่งขันจะสิ้นสุดลง เหล่ากบเห็นสิงโตหมดท่าเช่นนั้นก็รู้สึกสงสาร พวกมันรีบปรึกษาหารือกันทันที

“น่าสงสารสิงโตตัวนั้นนะ ถ้าเราไล่เขาไป เขาก็ไม่มีที่จะอยู่น่ะสิ คิดถึงตัวเราแล้ว ถ้าไม่มีที่อยู่ขึ้นมาก็ลำบากเหมือนกันนะ” กบสาวเห็นใจสิงโต

“ว่ากันตามจริงแล้ว เราไม่ได้ชนะสิงโตด้วยซ้ำ เราวางแผนให้พวกเราเหล่ากบไปหลบอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อให้สิงโตคิดว่าเรานำหน้าเขาอยู่ตลอดทางต่างหากเล่า” กบหนุ่มกล่าวบ้าง

“ใช่แล้ว แม้เราจะชนะด้วยปัญญา แต่ก็ไม่ใช่ชัยชนะที่ขาวสะอาดนักหรอก เพราะว่าเราไม่ได้รักษากฎกติกาที่ตกลงไว้กับสิงโต” กบรุ่นใหญ่เห็นด้วยกับกบหนุ่ม

“เราต้องรักษาถิ่นที่อยู่ของเราไว้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่เราก็ควรรับผิดชอบที่เราเล่นไม่ซื่อกับสิงโตด้วย” กบน้อยแสดงความคิดเห็น

หลังจากเหล่ากบปรึกษากันแล้ว กบเฒ่าซึ่งเป็นตัวแทนของฝูงกบจึงกล่าวตะโกนให้สิงโตได้ยินว่า

“ท่านสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ ผลการแข่งขันอาจจะออกมาเสมือนว่าท่านแพ้พวกข้าก็จริง แต่พวกข้าจะไม่ไล่ท่านออกไปจากภูเขานี้หรอก ขอให้ท่านทำใจให้สบาย ลืมความแค้นของเรา แล้วอยู่ที่นี่ด้วยกันอย่างสงบเถิด”

สิงโตพอได้ยินกบเฒ่าพูดแสดงน้ำใจเช่นนั้น ก็ยิ่งรู้สึกละอายใจมากขึ้น มันจึงรีบวิ่งหนีออกไปจากภูเขาแห่งนั้น และไม่เคยกลับมาอีกเลย


ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

yengo หรือ buzzcity