นิทานสอนใจ : ต้นไม้ดอกสีทองและแพะอัปลักษณ์

นิทานสอนใจ : ต้นไม้ดอกสีทองและแพะอัปลักษณ์


ชายชาวสวนคนหนึ่งมีอาชีพปลูกไม้ดอกไม้ประดับ วันหนึ่ง ชาวสวนผู้นี้สังเกตเห็นแสงกะพริบมาจากต้นไม้ต้นหนึ่งที่เขาเพาะไว้ในกระถาง จึงเดินเข้าไปดู แล้วก็ต้องร้องด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่าต้นไม้ที่อยู่ในกระถางนั้นออกดอกเป็นสีทองอร่ามสวยงามยิ่งนัก หลังจากนิ่งคิดด้วยความตกตะลึงอยู่พักใหญ่ ชายชาวสวนก็คิดไว้ว่า บางทีต้นไม้ต้นนี้อาจจะกลายพันธุ์ จึงทำให้ออกดอกเป็นสีทองผิดจากต้นไม้ต้นอื่นซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกัน

“ดีแล้ว” ชายชาวสวนร้อง เพราะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เราจะเอาต้นไม้ดอกสีทองต้นนี้ไปมอบให้เจ้าเมืองของเรา ในฐานะที่ท่านเป็นคนดี และดูแลชาวสวนอย่างเราด้วยดีมาโดยตลอด และเมื่อท่านได้เห็นต้นไม้ต้นนี้ ท่านจะยิ่งพอใจ หากสวนดอกไม้ของเรามีปัญหาอันใดในภายหลัง เราจะได้เข้าไปคุยกับท่านได้สะดวกยิ่งขึ้น”

ว่าแล้วชายชาวสวนก็จัดแจงแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย และยกกระถางต้นไม้ดอกสีทองขึ้นวางบนศีรษะ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างอารมณ์ดี

ระหว่างทางไปบ้านท่านเจ้าเมืองนั้น ชายชาวสวนได้พบเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินแบกลูกแพะไว้บนหลังผ่านมาพอดี จึงหยุดพูดคุยกัน เพื่อนบ้านถามขึ้นก่อนว่า

“นั่นท่านจะเอาต้นไม้ไปไหน และเหตุใดต้องทูนไว้บนศีรษะ”

ชายชาวสวนตอบว่า “อ้อ พอดีต้นไม้นี้ออกดอกงามเหลือหลาย ข้าจึงจะนำไปให้ท่านเจ้าเมือง ที่ต้องทูนไว้ ก็เพราะเป็นของขวัญมีค่า จะให้อุ้มหรือลากไปก็เกรงว่าจะไม่เหมาะ” แล้วชายชาวสวนก็ถามเพื่อนบ้านกลับว่า “แล้วท่านจะไปไหน เหตุใดต้องแบกลูกแพะไว้บนหลังด้วยเล่า ไยไม่ให้มันเดินเอง”

เพื่อนบ้านตอบว่า “ข้าไปเยี่ยมแม่มา แม่ข้าก็เลยให้ลูกแพะหน้าตาอัปลักษณ์ตัวนี้แก่ข้า เพราะหน้าตามันแปลก พอพวกเด็กๆ เห็นก็จะเอาก้อนหินขว้างใส่มัน ข้าสงสารก็เลยต้องแบกมันไว้อย่างนี้จนกว่าจะถึงบ้าน”

ชายชาวสวนมองหน้าลูกแพะก็เห็นว่าหน้าตาของมันอัปลักษณ์เอาเรื่องอยู่ จากนั้นทั้งสองคนก็ชวนกันคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่เป็นเวลานาน โดยไม่วางกระถางต้นไม้ที่ทูนอยู่บนศีรษะ และแพะที่แบกอยู่บนหลังแต่อย่างใด

เมื่อหมดเรื่องคุยแล้ว ทั้งสองจึงกล่าวลา และแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ชายชาวสวนมุ่งหน้าไปยังบ้านของท่านเจ้าเมืองโดยไม่แวะที่ใดอีก ครั้นมาถึงหน้าบ้าน ได้พบคนเฝ้าประตู จึงแจ้งความประสงค์ไปว่า

“ข้ามาพบท่านเจ้าเมืองเพื่อมอบต้นไม้ที่ออกดอกสีทองแก่ท่าน”

คนเฝ้าประตูซึ่งเป็นชายฉกรรจ์สองคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะอย่างขบขัน

“ดูให้ดีๆ เสียก่อนเจ้า” คนเฝ้าประตูคนหนึ่งพูดขึ้น “ดอกไม้สีทองอะไรที่ไหน ข้าไม่เห็นจะมี มีแต่ต้นไม้โกร๋นๆ ต้นหนึ่งอยู่บนหัวของเจ้าเท่านั้น”

ชายชาวสวนฟังแล้วตกใจมาก รีบยกกระถางต้นไม้ลงมาดู และพบว่า เป็นไปตามที่คนเฝ้าประตูพูดเอาไว้จริงๆ ต้นไม้ของเขาเหลือเพียงกิ่ง และก้านสีน้ำตาลธรรมดาๆ ไม่มีดอกไม้สีทอง หรือแม้กระทั่งใบสักใบหลงเหลืออยู่เลย

“ต้องเป็นตอนที่เราหยุดคุยกับเพื่อนบ้านของเราแน่ๆ เพราะไม่ทันระวังเจ้าแพะอัปลักษณ์ก็เลยกินดอกไม้สีทองจากต้นไม้ของเราจนหมด...โธ๋เอ๋ย ไม่น่าหยุดคุยนานเลยเรา”

ชายชาวสวนรู้สึกเศร้าใจมากที่ไม่ได้พบท่านเจ้าเมือง และมอบของให้ท่านตามที่ตั้งใจไว้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ นอกจากจะนำกระถางต้นไม้ที่ไม่มีดอกเดินกลับบ้านไปด้วยความผิดหวัง

บทสรุปของผู้แต่ง

เรื่องนี้มีนัยยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการเดินทางในช่วงชีวิตของคนเรา คือว่า เมื่อเราเกิดมา และมีชีวิตที่ต้องดำเนิน การเดินทางในเส้นทางแห่งชีวิตของเราก็จะเริ่มต้นทันที ระหว่างนั้นเราจะได้พบเจออะไรมากมายทั้งดี และไม่ดี ถ้าพบเรื่องดี ชีวิตก็จะมีแต่สิ่งดีๆ ผ่านเข้ามา แต่หากหยุดแวะและทักทายกับความไม่ดี ชีวิตก็จะพบแต่เรื่องแย่ๆ คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าแย่แค่ไหน เพราะที่บางคนเจอนั้น แค่หลงผิดวูบเดียวก็ทำให้ทั้งชีวิตพังภินทร์ได้แล้ว

การคบเพื่อนเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องเจอในระหว่างการเดินทางไปตามเส้นทางสายชีวิต ถ้าเธอได้พบเพื่อนดีๆ เพื่อนดีๆ จะชี้เส้นทางไปสู่ความสุข ซึ่งเป็นจุดหมายในชีวิตให้แก่เรา แต่ถ้าคบเพื่อนไม่ดี การเดินทางก็กวัดแกว่ง หาจุดหมายในชีวิตไม่ได้ สุดท้ายชีวิตก็จะเสียหาย และไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เหมือนกับลูกแพะอัปลักษณ์ในเรื่องนี้ที่กินดอกไม้สีทองของชาวสวนจนหมดต้นโดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัวนั่นแหละ

///////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ความปรารถนาของเมล็ดพืช

นิทานสอนใจ : ความปรารถนาของเมล็ดพืช


นกตัวหนึ่งคาบเมล็ดพืชบินผ่านป่าใหญ่ ระหว่างทางเมล็ดพืชน้อยสองเมล็ดก็ร่วงตกลงสู่พื้นดิน

พื้นดินอ่อนนุ่มช่างอบอุ่น และสบายกว่าปากแหลมคมของนกตัวนั้นเป็นไหนๆ เมล็ดพืชที่หนึ่งจึงเอ่ยทักเมล็ดพืชที่สองอย่างอารมณ์ดีว่า

เมล็ดพืชที่หนึ่ง : สวัสดีจ้ะ เธอยังสบายดีอยู่ไหม

เมล็ดพืชที่สอง : อื้ม ก็ดีกว่าตอนอยู่ในปากของนกตัวนั้นล่ะนะ

เมล็ดพืชที่หนึ่ง : ฉันดีใจมากเลยที่ได้นอนอยู่บนดินร่วนซุยแบบนี้ ทั้งนุ่ม ทั้งอุ่น สบายตัวแท้

เมล็ดพืชที่สอง : ฉันเห็นด้วย เมล็ดพืชที่ไหนก็ชอบดินแบบนี้ทั้งนั้นล่ะ

เมล็ดพืชที่หนึ่ง : ดินแบบนี้เหมาะแก่การเจริญเติบโตเป็นที่สุด เธอว่าไหม

เมล็ดพืชที่สอง : ก็คงใช่

เมล็ดพืชที่หนึ่ง : ฉันอยากเจริญเติบโตเป็นต้นไม้เร็วๆ จัง

เมล็ดพืชที่สอง : ว้าย! ฉันไม่เอาด้วยหรอก ฉันไม่อยากโต ฉันอยากเป็นเมล็ดพืชไปวันๆ อย่างนี้แหละ

เมล็ดพืชที่หนึ่ง : แต่การเปลี่ยนแปลงคือชีวิตนะ เราเป็นสิ่งมีชีวิต เราก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง

เมล็ดพืชที่สอง : ไม่นะ ฉันจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ฉันจะเป็นเมล็ดพืชอย่างนี้ตลอดไป ฉันกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะมันทำให้เราต้องเจอ และเป็นในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน

เมล็ดพืชที่หนึ่ง : อย่ากังวลไปเลยจ้ะ การเปลี่ยนแปลงของพวกเราจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะเราจะเจริญเติบโต ออกดอกออกผลงอกงามไปเรื่อยๆ

เมล็ดพืชที่สอง : ไม่จริงหรอก เธอลองคิดดูสิ ถ้าเราต้องเติบโตไปเป็นต้นไม้จริงๆ รากของเราก็จะติดหนึบอยู่ในความมืดมนของชั้นดิน ส่วนด้านบนซึ่งเป็นกิ่งก้านและลำต้นของเราก็จะถูกกระหน่ำด้วยพายุ แล้วอย่างนี้ฉันจะอยู่ได้อย่างไรล่ะ..อยู่ไม่ได้หรอก

เมล็ดพืชที่หนึ่ง : เชื่อสิจ๊ะว่าเราจะผ่านมันไปได้ และสิ่งเหล่านั้นก็จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมนะ

เมล็ดพืชที่สอง : ไม่เอา! ถ้าเธออยากโตเป็นต้นไม้ก็เชิญเป็นไปคนเดียวเลย ฉันไม่เอากับเธอด้วยหรอก

เมล็ดพืชที่หนึ่งเห็นว่าป่วยการที่จะโน้มน้าวความคิดของเมล็ดพืชที่สอง เมล็ดพืชที่หนึ่งจึงหยุดพูด และเฝ้าคอยเวลาที่ตนเองจะได้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ด้วยความตื่นเต้นทุกวัน

เวลาผ่านไป เมล็ดพืชที่หนึ่งก็เปลี่ยนแปลงจากเมล็ดพืชเล็กๆ กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแก่สัตว์น้อยใหญ่ในป่าแห่งนั้น มันมีความสุขมากที่ได้เติบโต และมองเห็นสิ่งต่างๆ ในฐานะของต้นไม้ใหญ่

ส่วนเมล็ดพืชผู้ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเป็นเมล็ดพืชเหมือนเดิม วันหนึ่งมีไก่ป่าตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเมล็ดพืชที่สอง มันจึงตรงเข้าไปจิกเมล็ดพืชที่สองกินเป็นอาหารจนอิ่มท้อง

บทสรุปของผู้แต่ง

การเปลี่ยนแปลงเป็นกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งมีทั้งเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและเลวลง แต่เราจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ไม่ว่าการเปลี่ยนแแปลงนั้นจะดีหรือไม่ก็ตาม เพราะถ้าเรายอมรับได้ แม้จะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงที่เลวลง เราก็ยังพร้อมที่จะสู้เพื่อพบกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่คนที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และปฏิเสธที่จะพบสิ่งใหม่ๆ ครั้นพบปัญหาก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหน จึงถอดใจโดยง่าย และต้องพบกับทางตันของชีวิตอย่างรวดเร็ว

เราคงปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กด้วยแล้ว ยังมีเวลาอีกกว่าทั้งชีวิตที่ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางที่ดี อย่ากังวลไปเลยว่าเราจะต้องพบอะไรบ้าง แต่ขอให้รู้ว่าประสบการณ์ทุกอย่างจะสอนให้มีชีวิตที่เข้มแข็ง จงเติบใหญ่อย่างมั่นใจและกล้าหาญเพื่อวันวสวยงามที่รออยู่ข้างหน้าเถิด

//////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : “ริโอ” นักปราชญ์แห่งกษัตริย์บาโจ

นิทานสอนใจ : “ริโอ” นักปราชญ์แห่งกษัตริย์บาโจ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า “บาโจ” พระราชาบาโจทรงเป็นกษัตริย์ที่มีคุณธรรม และดูแลพสกนิกรของพระองค์เป็นอย่างดี แต่กระนั้น พระองค์ก็ยังมีข้อเสีย คือ ทรงติดการพนันมาก ถึงขนาดทรงสร้างบ่อนการพนันส่วนพระองค์ขึ้นเลยทีเดียว

ต่อมาพระราชาบาโจ ได้พบกับ “ริโอ” นักปราชญ์หนุ่มผู้มีความเฉลียวฉลาด แต่อ่อนน้อมถ่อมตน พระราชาบาโจรูสึกประทับใจในอัธยาศัยของเด็กผู้นี้จึงรับสั่งให้ริโอเข้าวังและรับตำแหน่งนักปราชญ์ที่ปรึกษาส่วนพระองค์

เพียงไม่นาน ริโอก็รู้ว่าพระราชาบาโจ ติดการพนันอย่างมาก ซึ่งเป็นนิสัยที่ผู้เป็นถึงเจ้าแผ่นดินไม่ควรมี และอาจนำไปสู่วิกฤตบางประการในอนาคต ริโออยากเตือนให้พระราชาทรงเลิกเล่นการพนัน แต่ก็รู้ด้วยปัญญาว่า ปัญหานี้คงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยคำพูด เขาจึงครุ่นคิดหาวิธีแก้ปัญหาอยู่หลายวัน

วันหนึ่งพระราชาบาโจเสด็จไปยังบ่อนการพนันส่วนพระองค์กับเหล่าองครักษ์ วันนี้เป็นวันที่ผู้คนพากันมาที่บ่อนแห่งนี้มากเป็นพิเศษ ในขณะที่พระราชาบาโจเสด็จทอดพระเนตรตามโต๊ะพนันต่างๆ และกำลังตัดสินพระทัยว่าจะทรงเข้าไปเล่นการพนันชนิดใดโต๊ะไหนดี ในตอนนั้นเองพระองค์ก็สังเกตเห็นนักบวชเครางามท่านหนึ่งยืนด่อมๆ มองๆ อยู่ที่โต๊ะพนันโต๊ะหนึ่ง พระราชาบาโจรู้สึกขัดสายพระเนตรเป็นอย่างมาก ที่เห็นนักบวชเข้ามาอยู่ในที่อโคจรเช่นนี้ จึงรับสั่งให้องครักษ์ไปตามนักบวชผู้นั้นเข้ามาหาพระองค์ และทรงตรัสถามเชิงตำหนิว่า

“ท่านนักบวช ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เหตุใดไม่ไปทำบำเพ็ญศีลอยู่ในที่ทางของท่าน มาอยู่ในบ่อนการพนันแบบนี้มันน่าดูนักหรือ”

“อ้าว” นักบวชเครางามร้องด้วยความแปลกใจ “หม่อมฉันมาที่แบบนี้ไม่ได้หรอกรึ”

“ก็ไม่ได้น่ะสิ” พระราชาบาโจทรงกริ้ว “เป็นนักบวชก็ต้องรักษาศีลธรรม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ถ้าท่านมาที่นี่ชาวบ้านเห็นเข้าก็จะเสื่อมศรัทธา สอนอะไรไปก็ไม่มีใครเขาเชื่อ” แล้วพระราชาบาโจก็ทรงสังเกตเห็นพวงเนื้อเค็ม และขวดเหล้าที่เหน็บอยู่ข้างๆ เอวของนักบวชคนดังกล่าว

“ชะ..ช้า นี่ท่านกินเนื้อสัตว์ด้วยเรอะ แล้วยังเหล้าราคาแพงนั่นอีก เป็นนักบวชกินของพวกนั้นได้ที่ไหนกัน”

“ก็มันอร่อย” นักบวชเครางามบอกอย่างไม่สะทกสะท้าน “อะไรอร่อย หม่อมฉันก็ชอบหมด ทีนี้ก็เลยกินได้สบายๆ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร”

“แต่มันไม่ควร” พระราชาบาโจทรงแผดเสียงลั่น “ข้าแน่ใจว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนมอบของเช่นนั้นแก่นักบวชแน่ แล้วท่านเองก็ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร เหตุใดจึงมีของดีราคาแพงๆ เช่นนั้นอยู่ในมือได้”

นักบวชเครางามลูบเคราเล่นพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เงินน่ะ หาได้ไม่ยากหรอก หม่อมฉันก็แค่เข้ามาเล่นการพนันในบ่อนของพระองค์ วันไหนชนะ หม่อมฉันก็เอาเงินที่ได้ไปซื้อของพวกนี้กิน ก็แค่นั้นเอง”

“แต่นักบวชไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มเหล้า และห้ามเล่นการพนัน”

“ทำไมล่ะฝ่าบาท” นักบวชเครางามถาม

“ก็เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีน่ะสิ” พระราชาบาโจทรงตวาดอย่างเหลืออด แต่นักบวชเครางามกลับหัวเราะ

“อะไรกัน ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดีจริงๆ เหตุใดพระองค์จึงทรงทำได้ล่ะ ในเมื่อพระองค์ทรงเป็นถึงกษัตริย์ และทรงยิ่งใหญ่กว่าหม่อมฉันเสียอีก”

คำพูดของนักบวชเครางามเปลี่ยนเป็นหอกแหลมได้อย่างไรก็ไม่รู้ พระราชาบาโจรู้สึกเจ็บเสียดพระทัยจนพูดอะไรไม่ออก นอกจากรับสั่งให้ทหารองครักษ์พาพระองค์กลับวังทันที

“ใครก็ได้ไปเรียกตัวริโอมาที” พระราชาบาโจทรงรับสั่งหานักปราชญ์ของพระองค์ทันที เมื่อเสด็จถึงพระราชวัง พระองค์ต้องการทราบว่า นักบวชที่ทำตัวเช่นนั้นมีความผิดหรือไม่ และเหตุใดคำพูดของเขาจึงทำให้พระองค์รู้สึกเจ็บปวดพระทัยได้ถึงเพียงนี้

“ฝ่าบาท” ริโอเดินเข้ามาทั้งๆ ที่ยังติดหนวดเคราและอยู่ในชุดนักบวช พระราชาบาโจเห็นดังนั้นก็ทรงจำได้ทันทีว่า นั่นคือ นักบวชเครางามที่ทรงพบในบ่อนการพนันเมื่อครู่

“ริโอ เจ้าเล่นตลกอะไรกัน ปลอมเป็นนักบวชหลอกข้าทำไม ทำอย่างนี้จะต้องถูกตัดหัวรู้ไหม” พระราชาบาโจทรงพิโรธมาก พระพักตร์แดงก่ำดุดันดูน่ากลัว

“หม่อมฉันยินดีรับผิด แต่ขอได้อธิบายบางเรื่องแก่พระองค์เสียก่อน” ริโอทูลขอ

“ยังมีหน้ามาขออีก ถ้าคำแก้ตัวของเจ้าไม่ดีพอ ข้าจะตัดหัวพ่อแม่ของเจ้าด้วย”

“ฝ่าบาท ที่หม่อมฉันทำทั้งหมด เพราะหวังดีต่อพระองค์ พระองค์ก็ทรงเห็นแล้วว่า หากนักบวชกินเนื้อสัตว์ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายมาก”

“ก็ใช่ แล้วไง”

“แต่ถ้าผู้เป็นกษัตริย์ทำตัวเช่นนั้นบ้างยิ่งแย่กว่า เพราะประชาชนย่อมยึดถือพระราชาของพวกเขาเป็นแบบอย่าง สุดท้ายอาณาจักรนั้นก็จะพังพินาศ ทรงคิดดูสิพระเจ้าค่ะ ทุกวันนี้ประชาชนเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนของพระองค์มากมายแค่ไหน คนเหล่านี้ไม่ทำงานการอะไรนอกจากเข้าไปหาเงินในบ่อน และติดนิสัยขี้เกียจสุรุ่ยสุร่าย ไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว แล้วต่อไปบ้านเมืองของเราจะเหลืออะไร ไม่ต้องขายแผ่นดินของเราให้แก่อาณาจักรอื่นหรอกหรือ”

พูดจบริโอก็ก้มกราบพระบาทของพระราชาบาโจ และขอพระราชทานอภัยโทษที่ได้ล่วงเกินพระองค์ ตอนนี้พระราชาบาโจทรงเข้าใจจุดประสงค์ของริโอและทรงคิดได้แล้ว ดังนั้น พระองค์จึงไม่ถือโทษริโออีกต่อไป ซ้ำยังก้มลงสวมกอดริโอและกล่าวขอบคุณเขาที่ช่วยเตือนสติ

หลังจากนั้น อาณาจักรของพระราชาบาโจทรงออกกฎหมายห้ามเล่นการพนัน และบ่อนส่วนพระองค์แห่งนั้นก็ถูกดัดแปลงเสียใหม่ให้กลายเป็นสถานที่อบรมศีลธรรมแก่เด็กๆ ชาวบ้านแทน ตามคำแนะนำของริโอ นักปราชญ์แห่งกษัตริย์บาโจ

บทสรุปของผู้แต่ง

จงดูตนเองให้ดีว่าเราอยู่ในฐานะอะไร และสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ในทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่เหมาะสมแก่ฐานะของเราหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าอยู่ในที่ที่คนอื่นสังเกตเห็นอยู่ตลอดเวลา หรืออยู่ในฐานะที่อาจจะสร้างแบบอย่างให้แก่คนอีกกลุ่มหนึ่ง เราก็ต้องคำนึงเรื่องการปฏิบัติตนให้มาก เพราะการกระทำของเราย่อมถ่ายทอดความดีเลวให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ และนั่นก็จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมในสังคมที่เราต้องอาศัยร่วมไปในที่สุด

คนเป็นหัวหน้าควบคุมงาน อยากได้ความขยันจากลูกน้อง แต่ตนเองมักจะหลบงานไปนอนงีบอยู่บ่อยๆ ไม่นานองค์กรนั้นก็จะมีแต่คนขี้เกียจ งานไม่เดินหน้า และพบความล่มจม

พ่อแม่ก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีต่อลูก อยากให้ลูกพูดจาไพเราะเพื่อเป็นเด็กน่ารักที่ใคร ๆ ก็พากันชื่นชม แต่พอทะเลาะกับเพื่อนบ้านกลับใช้ถ้อยคำหยาบคายที่ฟังแล้วแสนระคายหู อย่างนี้คิดว่าลูกจะไม่นำไปใช้กับเพื่อนๆ ของเขาบ้างหรือ

แบบอย่างนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งเราอยู่ในฐานะต้นแบบ เรายิ่งต้องระลึกถึงการกระทำของเราให้มาก เพราะการปฏิบัติตัวของเราไม่ได้มีผลเฉพาะตัวเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงการกระทำของคนอื่นและอนาคตดีๆ ในภายภาคหน้าอีกด้วย


ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

จักรพรรดิเหลืองปุจฉาแก่นแท้ของเต๋า

จักรพรรดิเหลืองปุจฉาแก่นแท้ของเต๋า



จักรพรรดิเหลืองผู้ปกครองแผ่นดินในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ เป็นเวลาเนิ่นนานถึงสิบเก้าปี ทั่วหล้าต่างน้อมรับบัญชาจากพระองค์ เมื่อจักรพรรดิเหลืองสดับว่าก่วงเฉิงจื่อ อาศัยบนยอดเขาแห่งคงถง จึงดั้นด้นไปเยี่ยมคารวะ “ข้าได้ยินว่าท่านได้บรรลุถึงวิถีทางอันสูงส่ง จึงขอไถ่ถามถึงแก่นแท้ของเต๋าอันยิ่งใหญ่? ข้าต้องการหยั่งรู้วิถีแห่งฟ้าและดิน เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธัญพืชทั้งห้าและบำรุงเลี้ยงประชาชน ข้าต้องการควบคุมอินและหยัง เพื่อให้สรรพสิ่งเติบโตงอกงาม เหล่านี้จะทำได้เยี่ยงไร?”

ก่วงเฉิงจื่อตอบว่า “พระองค์กล่าวว่าต้องการเรียนรู้ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ แต่กลับบอกว่าต้องการควบคุมสิ่งต่างๆในสภาพที่แยกจากกัน นับตั้งแต่พระองค์เริ่มปกครองโลก สายฝนก็ตกลงมาก่อนที่เมฆฝนจะก่อตัว พืชพรรณไม้ต่างผลัดใบก่อนที่จะกลายสีเหลือง แสงตะวันจันทราดูยิ่งหม่นหมอง ด้วยจิตใจที่ตื้นเขินปัญญาเบาและฟุ้งซ่านเช่นนี้ มีประโยชน์อันใดที่จะอธิบายเกี่ยวกับเต๋าที่แท้”

จักรพรรดิเหลืองกลับไป สละราชสมบัติ มุ่งสู่ป่าชัฏ สร้างกระท่อมน้อย ปูเสื่อหญ้า และใช้ชีวิตปลีกวิเวกเพียงลำพังเป็นเวลาสามเดือน จึงได้เดินทางมาหาก่วงเฉิงจื่ออีกครา ปรมาจารย์เฒ่านอนแผ่หราหันหน้าสู่ทิศใต้ จักรพรรดิเหลืองค่อยๆย่อกายคลานเข้าไปหา โค้งคำนับสองครั้งจึงเอ่ยเอื้อนถาม “ข้าได้ยินว่าท่านรู้แจ้งในเต๋าที่แท้ จึงขอถามถึงการดูแลตัวเอง ทำอย่างไรจึงมีชีวิตที่ยืนยาว?”

ก่วงเฉิงจื่อทะลึ่งพรวดขึ้นนั่ง กล่าวขึ้นว่า “ประเสริฐแท้ ข้าจะตอบคำถามพระองค์ สาระของเต๋าที่แท้นั้นล้ำลึกและมืดมัวเคลือบคลุม ขอบเขตของมันดำรงอยู่ในความลี้ลับและซ่อนเร้นอยู่ในความเงียบงัน จงหยุดมองและหยุดฟัง ห่อหุ้มดวงวิญญาณในห้วงความเงียบ และร่างกายก็จะปรับตัวเองอย่างถูกต้อง จงสงบนิ่งและบริสุทธิ์ อย่าใช้ร่างกายจนเหนื่อยล้า อย่าก่อกวนพลังชีวิต ดังนี้ ก็จะสามารถดำเนินชีวิตที่ยืนยาว

เมื่อนัยน์ตาไม่แลเห็น หูไม่ได้ยิน และจิตใจไม่รับรู้ เมื่อนั้นจิตวิญญาณก็จะปกป้องร่างกาย และพระองค์ก็จะมีชีวิตที่ยืนยาว จงระมัดระวังภายใน ปิดกั้นสิ่งภายนอก เนื่องจากความรู้จะทำร้ายระองค์ ข้าจะนำพระองค์ทะยานเหนือความเจิดจ้าอันยิ่งใหญ่ สู่ต้นกำเนิดของหยังที่แท้ ข้าจะนำพระองค์ผ่านประตูอันลี้ลับดำมืด ไปยังต้นกำเนิดของอิน ฟ้าและดินต่างมีผู้ควบคุม อินหยังก็มีแหล่งพลัง เพียงแต่ดูแลรักษาร่างกาย และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเจริญเติบโตไปอย่างมั่นคง สำหรับตัวข้าเอง จะคอยรักษาเอกภาพ ผสานอยู่ในความกลมกลืนของสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นข้าจึงสามารถรักษาชีวิตยืนยาวมาถึงหนึ่งพันสองร้อยปี และไม่เคยแก่เฒ่าร่วงโรย”

จักรพรรดิเหลืองคำนับสองครั้ง และกล่าวว่า “อาจารย์ก่วงเฉิง ท่านเปรียบเสมือนฟ้าของข้า”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子) บทที่สิบเอ็ด

yengo หรือ buzzcity

จักรพรรดิเหลืองทำไข่มุกดำหาย

จักรพรรดิเหลืองทำไข่มุกดำหาย



จักรพรรดิเหลืองท่องไป ณ แดนเหนือของทะเลสาบแดง ขึ้นสู่เนินเขาคุนหลุนอันยิ่งใหญ่ และได้เพ่งมองไปยังทิศทักษิณ เมื่อกลับถึงเวียงวังก็พบว่าตนได้ทำไข่มุกดำหล่นหายไป จักรพรรดิเหลืองได้ส่ง 'ความรู้' ไปสืบหา แต่ไม่พบ จึงส่ง 'หลีจูผู้มีสายตาอันแหลมคม'ไปสืบค้น ก็ยังไม่อาจพบ ครั้นส่ง 'ยอดนักวิวาทะ'ไปเสาะหา ทว่าก็ยังไม่พบ ในที่สุดจึงใช้ 'ไร้รูป' และ 'ไร้รูป' ก็ค้นพบ

จักรพรรดิเหลืองกล่าวขึ้นว่า “ช่างประหลาดอะไรเช่นนี้! ในที่สุดกลับเป็นขุนพลไร้รูปที่สามารถค้นพบ”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子) บทที่สิบสอง

yengo หรือ buzzcity

ต้นไม้ใหญ่กับเศษไม้

ต้นไม้ใหญ่กับเศษไม้



ไม้ใหญ่นับร้อยปีถูกโค่นลง นำมาทำเป็นจอกสุราสำหรับพิธีเซ่นสรวง ตกแต่งด้วยลวดลายเขียวเหลือง ส่วนเศษไม้ก็ถูกโยนทิ้งลงในคู เมื่อนำจอกสุราและเศษไม้จากร่องคูมาเปรียบเทียบกัน ย่อมห่างไกลกันยิ่งในความงามและความอัปลักษณ์ แต่ต่างก็เหมือนกันตรงที่ได้สูญเสียธรรมชาติดั้งเดิมของมันไป ทั้งมหาโจรจื๋อและผู้ทรงคุณธรรมอย่างเจิงและสื่อ ล้วนแตกต่างกันยิ่งทั้งในความประพฤติและครรลองธรรม แต่พวกเขาก็เหมือนกันตรงที่ได้สูญเสียธรรมชาติดั้งเดิมของตน

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子) บทที่สิบสอง

yengo หรือ buzzcity

เจ้าแคว้นฉู่เชิญจวงจื่อไปกินตำแหน่งขุนนางใหญ่

เจ้าแคว้นฉู่เชิญจวงจื่อไปกินตำแหน่งขุนนางใหญ่



ครั้งหนึ่ง จวงจื่อนั่งตกปลาอยู่ที่แม่น้ำผู เจ้าแคว้นฉู่ได้ส่งเจ้าพนักงานมาแจ้งแก่เขาว่า “ข้าต้องการเชื้อเชิญให้ท่านรับตำแหน่งขุนนางใหญ่ในแผ่นดินของข้า”

จวงจื่อยังคงตกปลาต่อไป และเอ่ยขึ้นโดยไม่หันหน้าไปมอง “ข้าได้ยินมาว่า ในแคว้นฉู่มีเต่าศักดิ์สิทธิ์ที่ตายมานานถึงสามพันปี เจ้าแคว้นเก็บมันไว้ในกล่องและห่อผ้าอย่างประณีต และวางไว้ในศาลบรรพชน บัดนี้ เจ้าเต่าตัวนี้ควรตายและทิ้งกระดองไว้ให้กราบไหว้บูชา หรือว่าควรมีชีวิตอยู่ และกระดิกหางเล่นอยู่ในโคลนตม?”

“มันควรมีชีวิตอยู่และกระดิกหางในโคลนตม” เจ้าพนักงานทั้งสองตอบ

จวงจื่อจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นจงกลับไปเสีย ข้าก็ต้องการกระดิกหางเล่นในโคลนตมเช่นกัน”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子)

yengo หรือ buzzcity