นิทานสอนใจ : ตุ๊บโหม่งจอมนินทา

นิทานสอนใจ : ตุ๊บโหม่งจอมนินทา


ตุ๊บโหม่งเป็นชื่อพ่อค้าขายขนมทอดในตลาดของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขนมทอดของตุ๊บโหม่งรสชาติดี เป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านในละแวกนั้น แต่ตุ๊บโหม่งก็ยังไม่พอใจ เขาอยากขายขนมให้ได้มากกว่านี้ และไม่ต้องการให้พ่อค้าคนอื่นมาขายขนมแข่งกับเขา แม้ว่าขนมนั้นจะเป็นคนละอย่างกับที่เขาขายอยู่ก็ตาม

“จะเป็นอย่างไรนะ ถ้าชาวบ้านไม่อยากกินขนมของพ่อค้าแม่ค้าเจ้าอื่น...ใช่ล่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นชาวบ้านก็จะไม่มีตัวเลือก และแห่มาซื้อขนมของเราเพียงเจ้าเดียว เราก็จะขายขนมหมดทุกวัน และได้เงินเพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว” ตุ๊บโหม่งคิดร้ายอยู่ในใจ และลงมือปฏิบัติตามแผนการร้ายด้วยตนเองโดยใช้นิสัยชั่วร้ายประจำตัวอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ การนินทาว่าร้ายผู้อื่น

เมื่อมีลูกค้ามาซื้อขนมของเขา ตุ๊บโหม่งจะพยายามพูดจาให้ร้ายขนมของพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นให้ลูกค้าฟังอยู่เสมอ

“ฉันได้ข่าวว่า ป้าชอบซื้อมันทอดของพ่อค้าหลังตลาดไปกินบ่อยๆ หรือ” ตุ๊บโหม่งถามลูกค้ารายหนึ่งที่แวะซื้อขนมของเขา

“ใช่แล้ว มันทอดของพ่อค้าคนนั้นน่ะรสชาติดีเยี่ยมที่สุด” ป้ากล่าวชมอย่างจริงใจ

“นี่ๆ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะป้า ป้าไม่รู้หรือว่าเขาไม่เคยเปลี่ยนน้ำมันทอดเลยนะ ฉันเคยแอบเห็นน้ำมันที่เขาใช้แล้วด้วย โอย ดำปิ๊ดปี๋ยังกับน้ำครำแหน่ะ แล้วป้ายังจะกินลงอีกหรือ” ตุ๊บโหม่งป้องปากเล่า

“จริงเรอะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ดีแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะไม่ซื้อมันทอดของเขามากินอีก ต่อให้อร่อยอย่างไรก็เถอะ คนมักง่ายไม่มีความรับผิดชอบอย่างนี้ไม่น่ามาขายของกินเลย”

ได้ฟังดังนั้น ตุ๊บโหม่งก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในผลงานอันชั่วร้ายของตนและรู้สึกสนุกกับการว่าร้ายพ่อค้าแม่ค้าขนมคนอื่นๆ ให้ลูกค้าฟังทุกวัน

“นี่ๆ พี่รู้ไหม ร้านนั้นน่ะ ชอบเอาขนมเหลือเมื่อวานมาหลอกขายลูกค้าประจำเลยนะ ถ้ามีคนซื้อกินแล้วเกิดท้องเสียขึ้นมาจะทำอย่างไร แย่จริงๆ”

“ขนมชั้นร้านป้าพุดขายแพ้งแพง แถมรสชาติก็งั้นๆ อย่าไปซื้อกินเลยดีกว่าน้อง”

“เดี๋ยวนี้ฝีมือทำขนมของยายทองตกลงไปแยะเลยรู้ไหม วันก่อนลูกค้าที่เคยซื้อขนมของแกไปกินยังมาบ่นให้ฉันฟังเลยว่า ขนมของแกไม่อร่อยเหมือนก่อนอีกแล้ว”

ยิ่งถ้ามีพ่อค้าแม่ค้าขนมร้านใหม่นำขนมมาขายให้ตุ๊บโหม่งได้เห็นล่ะก็ ตุ๊บโหม่งจะพูดจาว่าร้ายไม่ให้ลืมตาอ้าปากได้เลยทีเดียว

“ดูขนมของร้านนั้นสิ มือสมัครเล่นแท้ๆ ยังริจะทำขนมอีก มีครั้งหนึ่งฉันเลยลองชิมดู เชื่อไหม แทบจะคายออกมาไม่ทัน รสชาติไม่ได้เรื่อง กลิ่นก็เหม็นสาบมาก แถมมีแมลงวันตกลงไปตายอีก พูดถึงขนมร้านนั้นแล้วรู้สึกคลื่นไส้อย่างไรไม่รู้สิ”

ยิ่งนานวันเข้า ตุ๊บโหม่งก็รู้สึกว่าแผนการร้ายของตนให้ผลที่ดีมากเลยทีเดียว เพราะชาวบ้านไม่ซื้อขนมของพ่อค้าแม่ค้ารายอื่นมากินอีกแล้ว แต่พากันมารุมซื้อขนมของตุ๊บโหม่งเพียงคนเดียว ตุ๊บโหม่งจึงขายขนมหมดและได้เงินมากมายทุกวัน

พ่อค้าแม่ค้าขนมคนอื่นๆ ต่างเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ จึงช่วยกันสืบหาความจริง ในไม่ช้าพวกเขาก็พบต้นตอของปัญหาทั้งหมด

“เราจะทำอย่างไรต่อไปดี เจ้าตุ๊บโหม่งทำเอาขนมของเราขายไม่ออกเลย” แม่ค้าขนมตาลพูดอย่างหนักใจ

“เราต้องทำให้ชาวบ้านเห็นว่าขนมของพวกเราไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น แล้วเราก็ต้องหาทางดัดหลังเจ้าตุ๊บโหม่งให้รู้สำนึกด้วย” พ่อค้ามันทอดกล่าวอย่างมีอารมณ์

“อย่างนั้นเราต้องวางแผนให้รัดกุม หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง เมื่อเจ้าตุ๊บโหม่งใช้การนินทาว่าร้ายป้ายสีพวกเรา เราก็จะใช้นิสัยจอมนินทาของตุ๊บโหม่งสั่งสอนตัวเขาเอง” พ่อค้าลอดช่องน้ำกะทิเสนอ

พ่อค้าแม่ค้าขนมต่างสนใจในแผนการนี้ พวกเขาคิดวิธีที่จะสั่งสอนตุ๊บโหม่งให้เข็ดหลาบจากสิ่งที่ได้ทำไว้กับคนอื่น เมื่อคิดแผนการได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็รีบดำเนินการตามแผนนั้นทันที

พ่อค้าแม่ค้าที่รับหน้าที่สอดแนมแอบย่องไปสังเกตการณ์ที่บ้านตุ๊บโหม่ง รอจนเขาเริ่มตั้งเตาไฟ และนำขนมทั้งหมดลงทอดในกระทะใบใหญ่ จึงส่งสัญญาณบอกพวกที่เหลือให้ทราบ

พ่อค้าแม่ค้าอีกห้าคนเตรียมตัวรออยู่ก่อนแล้ว จึงเดินออกมาจากที่ซ่อนแล้วไปเคาะประตูเรียกตุ๊บโหม่ง

“อ้าวทุกคนมาได้อย่างไร ไม่อยู่บ้านเตรียมขนมขายหรือ” ตุ๊บโหม่งทักทายเพื่อนๆ ตามมารยาท แต่ในใจนึกกระหยิ่มว่าขนมของคนเหล่านี้ ถึงทำไปก็ขายไม่ออกผิดกับขนมของตนเองอย่างลิบลับ

“ช่วงนี้เราทำขนมขายไม่มาก เลยมีเวลาว่างเยอะหน่อย ก็เลยแวะมาพูดคุยกับนายนี่ล่ะ” พ่อค้าคนหนึ่งตอบ

“อย่างนั้นหรอกรึ แต่ฉันเพิ่มจำนวนทำขนมมากขึ้น และทอดทั้งหมดลงในกระทะใหญ่ตั้งสองใบแหน่ะ จะได้เสร็จเร็วๆ เพราะฉะนั้นฉันไม่ว่างคุยกับพวกนายหรอก” ตุ๊บโหม่งพยายามซ่อนรอยยิ้ม

“อย่างนั้นก็น่าเสียดายแย่ พวกเราเห็นว่าเธอคือคนที่รู้อะไรในหมู่บ้านของเรามากมาย ก็เลยอยากมาถามเรื่องของใครต่อใครจากเธอหน่อยน่ะ” แม่ค้าอีกคนว่า

การนินทาเป็นเหมือนอาหารอันโอชะของตุ๊บโหม่ง แม้จะไว้ตัวทำเป็นอิดออดในตอนแรก แต่สุดท้ายเขาก็ร่วมวงคุยด้วยอย่างออกรสชาติ พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้แกล้งทำเป็นยกเรื่องของคนนั้นคนนี้มานินทากับตุ๊บโหม่งอยู่นานเป็นชั่วโมง เมื่อฝ่ายสังเกตการณ์ส่งสัญญาณจากในที่ลับว่าถึงแก่เวลาแล้ว พ่อค้าแม่ค้าที่คุยอยู่ก็ทำทีเป็นขอตัวลากลับ ทั้งๆ ที่ตุ๊บโหม่งยังดูเหมือนจะมีเรื่องของใครๆ มานินทาให้พวกเขาฟังอีกมากมาย

เมื่อทุกคนกลับไปแล้ว ตุ๊บโหม่งจึงเดินเข้าไปในครัว เขามัวเพลินอยู่กับการนินทาชาวบ้านจนนึกว่าเวลาผ่านไปไม่นาน

แต่แล้วตุ๊บโหม่งก็แทบเป็นลมด้วยความตกใจ เมื่อขนมของเขาไหม้หมดสิ้นทั้งสองกระทะ ตุ๊บโหม่งไม่รู้จะทำอย่างไร เขาทรุดตัวลงกับพื้นและร้องไห้ เพราะไม่มีขนมจะขายในวันพรุ่งนี้

ในวันรุ่งขึ้น เมื่อตุ๊บโหม่งไม่ได้ไปขายขนม ขนมของพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ จึงขายดิบขายดีไปตามๆ กัน ชาวบ้านมีโอกาสได้เลือกซื้อขนมหลายชนิดขึ้น ทุกคนที่ได้ลิ้มรสขนมของพ่อค้าแม่ค้าซึ่งตนไม่ได้อุดหนุนเป็นเวลานานแล้ว ต่างก็พากันชมว่าขนมอร่อย คุณภาพใช้ได้

ชาวบ้านจึงพากันรู้ความจริงในที่สุดว่า สิ่งที่ตุ๊บโหม่งพูดทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก ดังนั้นในวันต่อๆ มา ขนมของพ่อค้าแม่ค้าทุกคนในตลาดจึงขายดี ยกเว้นขนมของตุ๊บโหม่ง ที่ไม่มีใครอยากซื้อกินอีกต่อไป ถึงแม้ว่าเขาจะทำขนมได้อร่อยแค่ไหนก็ตาม

บทสรุปของผู้แต่ง

การนินทามักสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่นโดยที่บางครั้งคนที่เราถูกกล่าวหาก็มิได้กระทำความผิดใดๆ เลย ดังนั้นคนที่ชอบนินทา ก็คือคนที่ชอบทำร้ายผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ถ้าเธอมิใช่ผู้ชอบนินทาใคร ก็ถือว่าเธอเป็นคนที่ประเสริฐนัก แต่หากเธอหลงไปฟังคำนินทาว่าร้ายคนอื่นจากใครเข้า เธอก็ต้องฟังหูไว้หู อย่าเชื่อคำพวกนั้นทันทีโดยไม่ตรึกตรอง อีกทั้งคนที่ชอบนินทาก็มิใช่มิตรที่เธอควรคบหานัก แม้ต่อหน้าเขาจะทำเหมือนว่าเธอคือมิตรรัก แต่แน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อลับหลังไปแล้ว เขาจะไม่พูดจาว่าร้ายเธอดังเช่นที่ชอบทำกับคนอื่น ๆ ในเมื่อนั่นเป็นสิ่งที่เขาโปรดปราน

การนินทาสร้างความเสียหายให้ผู้อื่น ส่วนผู้นินทาก็มิได้รับผลดีแต่ประการใด ยิ่งคนไหนชอบนินทาคนอื่นมากเท่าไร คนๆ นั้นก็จะหาความเชื่อใจจากมิตรสหายได้ยากมากเท่านั้น

ขอบคุณหนังสือด้วยรักบันดาล...นิทานสีขาว เล่าเรื่องโดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และสำนักพิมพ์ ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลค่ะ

yengo หรือ buzzcity

เพื่อนบ้านผู้ซักเสื้อผ้าได้สกปรก

เพื่อนบ้านผู้ซักเสื้อผ้าได้สกปรก



สามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแถบชานเมือง ทุก ๆ วัน ฝ่ายภรรยาจะตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกายอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง ซึ่งเมื่อมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปแล้วจะเห็นทิวทัศน์รอบหมู่บ้านได้อย่างถนัดถนี่

วันหนึ่ง มีเพื่อนบ้านคนใหม่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังติดกัน เพียงสองวันแรก ภรรยาก็มีเรื่องเล่าให้สามีของเธอฟังเสียแล้ว

"คุณ คุณ" เธอร้องเรียกสามีซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่ที่โต๊ะอาหารเช้า "คุณเชื่อไหมว่าเพื่อนบ้านคนใหม่ของเราน่ะซักผ้าได้ชุ่ยมากจริง ๆ ผ้าแต่ละชิ้นที่เธอซักและนำมาตากไว้บนราวน่ะ ไม่มีตัวไหนสะอาดเลยแม้แต่ตัวเดียว"

สามีลดหนังสือพิมพ์ลงแล้วถามว่า "คุณไปคุยกับเพื่อนบ้านของเรามาแล้วหรือ"

"เปล่าหรอก" ภรรยาตอบ "ฉันเห็นผ่านกระจกหน้าต่างตอนที่กำลังออกกำลังกายอยู่บนชั้นสองน่ะ"

"เราน่าจะไปทำความรู้จักกับเขาบ้าง" สามีว่า แต่ภรรยาส่ายหน้าทันที

"ว้าย ไม่เอาหรอกคุณ ขนาดเสื้อผ้าของตัวเองยังซักสกปรกเลย นี่ก็แสดงว่าเขาเป็นคนไม่รักษาความสะอาดเอาเสียเลยนะ"

สามีไม่ได้พูดอะไรอีก เขายกหนังสือพิมพ์ขึ้นแล้วอ่านข่าวในนั้นต่อไป

วันต่อมาภรรยาก็นำเรื่องเดิมมาวิพากษ์วิจารณ์กับสามีอีก

"วันนี้ก็เหมือนกันนะคุณ ไม่รู้ซักผ้ากันอย่างไรถึงได้สกปรกขนาดนั้น"

"เอาน่าคุณ" สามีว่า "เรื่องของเขาน่ะ เขาจะซักเสื้อได้สกปรกอย่างไรก็เขาเองละที่ต้องใส่มัน เราซักเสื้อผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน อย่าไปยุ่งกับเขาเลย"

ภรรยาทำหน้างอน ๆ แล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า "ฉันน่ะซักผ้าสะอาดเอี่ยมอยู่ล่ะน่ะ"

แม้จะถูกสามีทักท้วงมาแล้ว แต่ทุกวันที่เพื่อนบ้านซักผ้า ฝ่ายภรรยาก็จะนำเรื่องนี้มาพูดเชิงตำหนิกับสามีทันที กระทั่งวันหนึ่งภรรยาก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เธอรีบวิ่งลงมาหาสามีซึ่งกำลังรดน้ำไม้ประดับอยู่ชั้นล่างแล้วละล่ำลำลักบอกเขาว่า


นิทานสอนใจ : เพื่อนบ้านผู้ซักเสื้อผ้าได้สกปรก
ขอบคุณภาพประกอบจาก learners.in.th


"คุณคุณ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนบ้านคนใหม่ของเราล่ะ คุณเชื่อไหมว่าวันนี้เธอซักเสื้อผ้าทุกชุดได้สะอาดเอี่ยมอ่องเสียยิ่งกว่าที่ฉันซักอีกนะ ตายละ..นี่มันเรื่องใหญ่ทีเดียว ฉันอยากรู้เสียจริงว่าอะไรทำให้เธอเปลี่ยนมาซักผ้าได้สะอาดถึงขนาดนี้"

สามีฟังแล้วหันมาบอกว่า

"เพื่อนบ้านของเราก็ซักผ้าเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่วันนี้ผมตื่นนอนก่อนคุณจึงเดินไปเช็ดกระจกทุกบานจนใสแจ๋ว คุณก็เลยมองอะไร ๆ ได้สะอาดขึ้นอย่างไรล่ะ"

บทสรุปของผู้แต่ง

บางทีเราอาจสงสัยว่า ทำไมคนคนหนึ่ง ถึงไม่มีดีเอาเสียเลย ขอให้คิดดูใหม่ว่า เรารู้จักคนคนนั้นดีพอที่จะตัดสินเขาเช่นนั้นหรือไม่ และยังต้องคิดด้วยว่า เรามองเขาด้วยมุมมองแบบไหน รู้ไหมว่า หลายครั้งทีเดียวที่เราเผลอวิพากษ์วิจารณ์ใครบางคนอย่างสาดเสียเทเสีย มิใช่เพราะว่าเขาเป็นคนไม่ดี แต่เป็นเพราะตัวเราเองมองเขาอย่างมีอคติ จึงเห็นแต่สิ่งแย่ ๆ ในตัวเขา ทั้งที่คนคนนั้นอาจเป็นคนดีน่าคบหาคนหนึ่งเลยทีเดียว

"โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ" เป็นประโยคที่แสนอมตะ แต่ใช่ว่าคนไม่สมบูรณ์แบบจะเป็นคนดีไม่ได้ ดังนั้นเวลาที่มองใครก็ตามขอความเป็นธรรมให้แก่คนคนนั้นด้วย มองเขาด้วยมุมมองที่ดี ๆ ถ้าพยายามแล้วแต่ยังไม่เห็นความดีในตัวเขา และค่อนข้างแน่ใจว่าเขาคือคนพาล ก็จงวางเฉยเสีย แต่ถ้าการมองด้วยใจที่โปร่งใสทำให้คุณอาจพบเพื่อนดี ๆ ที่เธอเกือบจะทอดทิ้งไปอีกหนึ่งคน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีโดยแท้

yengo หรือ buzzcity

จี้เสิงจื่อฝึกไก่ชน

จี้เสิงจื่อฝึกไก่ชน



จี้เสิงจื่อได้ฝึกฝนไก่ชนให้แก่กษัตริย์ วันเวลาล่วงไปสิบวัน พระองค์จึงถามถึงความพร้อม

“ยังเลย พวกมันยังดูดุดัน”

ผ่านล่วงไปอีกสิบวัน กษัตริย์ก็ถามขึ้นอีก

“ยังเลย พวกมันยังคงโต้ตอบกับเสียงและความเคลื่อนไหว”

ล่วงไปอีกสิบวัน กษัตริย์ก็ถามอีก

“ยังเลย พวกมันยังคงกวาดตามองไปรอบๆอย่างดุร้าย เต็มไปด้วยความฮึกเหิม”

ล่วงไปอีกสิบวัน กษัตริย์ก็ถามอีกครั้ง

“พวกมันจวนพร้อมแล้ว เมื่อได้ยินเสียงไก่ตัวอื่นขัน พวกมันก็ยังคงนิ่งไม่ไหวติง หากมองจากระยะไกลอาจคิดว่าเป็นไก่แกะสลักจากไม้ คุณธรรมของพวกมันถึงพร้อมแล้ว ไก่ตัวอื่นๆไม่กล้าย่างกรายเข้ามาท้าสู้ ได้แต่หันกลับและเตลิดหนี”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子)

yengo หรือ buzzcity

ฮุ่ยจื่อระแวงจวงจื่อ

ฮุ่ยจื่อระแวงจวงจื่อ



เมื่อฮุ่ยจื่อเป็นเสนาบดีแห่งแคว้นเหลียง จวงจื่อก็เดินทางไปเยี่ยมเยือนเขา มีคนบอกกับฮุ่ยจื่อว่า “จวงจื่อกำลังมาแย่งชิงตำแหน่งไปจากท่าน!” ดังนี้ ฮุ่ยจื่อก็รู้สึกตระหนกและออกติดตามค้นหาจวงจื่อทั่วทั้งแผ่นดินเป็นเวลาสามวันสามคืน แต่แล้วจู่ๆจวงจื่อก็มาปรากฏกายต่อหน้าฮุ่ยจื่อ พูดขึ้นว่า “ณ แดนใต้ มีพญานกหยวนฉูตัวหนึ่ง ท่านเคยได้ยินไหม? พญาหยวนฉูได้โผบินขึ้นจากทะเลใต้มุ่งสู่ทะเลเหนือ และจะไม่เกาะพักบนที่ใดเลยนอกจากต้นอู๋ถ่ง ไม่กินอะไรทั้งสิ้นนอกจากผลไผ่เลี่ยน มันดื่มน้ำบริสุทธิ์จากตาน้ำ ระหว่างนั้นนกเค้าแมวตัวหนึ่งเสาะพบซากหนูตายเน่าเหม็น ขณะที่หยวนฉูบินผ่านมา มันก็แหงนหน้าขึ้นมองดู ร้องไล่ ‘ชู!’ บัดนี้ ท่านได้ครองอำนาจในแคว้นเหลียง ท่านกำลังร้องข่มขู่ไล่ข้า ดั่งนกเค้าแมวหวงซากหนูเน่านั้นหรือ?”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子)บทที่ 17

yengo หรือ buzzcity

จวงจื่อเคาะถัง ร้องเพลงในงานศพเมียรัก

จวงจื่อเคาะถัง ร้องเพลงในงานศพเมียรัก



เมื่อภรรยาของจวงจื่อเสียชีวิตลง ฮุ่ยจื่อก็ไปแสดงความเสียใจคารวะศพ กลับพบจวงจื่อนั่งเหยียดขาเคาะถังไม้พลางร้องเพลง “เจ้าได้ใช้ชีวิตร่วมกับนาง นางได้เลี้ยงดูบุตรของเจ้า กระทั่งแก่เฒ่า” ฮุ่ยจื่อจึงตำหนิว่า “การไม่ร่ำไห้ต่อการจากไปของภรรยาก็เลวร้ายพอแล้ว แต่ยังมานั่งเคาะถังไม้ร้องเพลงเล่นเช่นนี้อีก นี่ออกจะเกินไปแล้ว มิใช่หรือ?”

จวงจื่อโต้ตอบไปว่า “ท่านผิดเสียแล้ว เมื่อนางเสียชีวิตลงนั้น ท่านคิดหรือว่าข้าจะไม่รู้สึกเศร้าโศกเสียใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่เมื่อข้าได้มองย้อนถึงต้นกำเนิดของนาง กระทั่งกาลก่อนที่นางจะถือกำเนิด ไม่เพียงแค่กาลก่อนที่นางถือกำเนิด แต่เป็นกาลก่อนที่นางจะมีรูปกาย ไม่เพียงแค่กาลก่อนที่นางจะมีรูปกาย แต่เป็นกาลก่อนที่นางจะมีจิตวิญญาณ ท่ามกลางความมหัศจรรย์เร้นลับมีความเปลี่ยนแปลงอุบัติขึ้นและนางก็มีจิตวิญญาณ เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งและนางก็มีรูปกาย เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งและนางก็ถือกำเนิดมา ความเปลี่ยนแปลงได้ไหลเวียนสืบเนื่องไป และนางก็สิ้นชีพ

"ชีวิตไม่ผิดอะไรกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว บัดนี้นางได้นอนสงบในห้องอันกว้างใหญ่ หากข้ายังคร่ำครวญร่ำไห้ ก็แสดงว่าข้าไม่เข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับชะตา ดังนั้น ข้าจึงได้หยุดยั้ง”

***

ชายหลังค่อมและชายขาเดียวมองไปที่สุสานวีรบุรุษหมิงปั๋ว และขุนเขาคุนหลุนอันเวิ้งว้างที่ซึ่งหวงตี้เคยประทับอยู่ พลันก็มีเนื้องอกผุดขึ้นที่ข้อศอกซ้ายของชายหลังค่อม เขาดูตื่นตระหนกและรำคาญใจ

“เจ้ากลัวและทุกข์เศร้าหรือไม่?” ชายขาเดียวถาม

“มีอะไรน่ากลัวและเศร้าใจ?” ชายหลังค่อมย้อนถาม “ชีวิตเสมือนหนี้สินที่เราได้หยิบยืมมา และหากเราต้องหยิบยืมมาเพื่อมีชีวิต ชีวิตก็เป็นเพียงแค่กองธุลี ชีวิตและความตายเสมือนทิวาราตรี เจ้ากับข้ากำลังเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลง และบัดนี้ความเปลี่ยนแปลงได้บังเกิดขึ้นกับข้า เหตุไฉนจึงต้องกลัวและเศร้าโศกด้วยเล่า?”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子)บทที่ 17

yengo หรือ buzzcity

หลู่โหวจัดพิธีเลี้ยงต้อนรับนกทะเล

หลู่โหวจัดพิธีเลี้ยงต้อนรับนกทะเล



“ครั้งหนึ่งนกทะเลได้ปรากฏกายขึ้นที่ชานเมืองหลวงของแคว้นหลู่ หลู่โหวได้เดินทางไปรับและพามายังศาลบรรพชน จัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับ ขับกล่อมด้วยดนตรีจิ่วเสา นำเนื้อแพะหมูวัวจากพิธีบูชายัญชุดใหญ่มาเลี้ยงดู แต่นกทะเลกลับแลดูโดดเดี่ยวงงงวย มันไม่แตะต้องเนื้อแม้สักชิ้นหรือจิบเหล้าสักอึก ภายในสามวัน มันก็ตาย นี่คือการพยายามบำรุงเลี้ยงนกด้วยสิ่งที่บำรุงเลี้ยงมนุษย์ หากต้องการบำรุงเลี้ยงนกด้วยสิ่งที่บำรุงเลี้ยงนกก็ต้องปล่อยมันสู่ป่าลึก ท่องไปตามชายฝั่งและเกาะแก่ง ลอยอยู่เหนือท้องน้ำทะเลสาบ เสาะหาปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหาร โบยบินไปกับฝูงนก พักผ่อนและใช้ชีวิตดังใจปรารถนา

"น้ำให้ชีวิตแก่ปลา แต่อาจหยิบยื่นความตายแก่มนุษย์ สรรพสัตว์แตกต่างกันไปเนื่องจากต่างก็มีสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ ดังนั้นปราชญ์แต่โบราณจึงไม่เคยเรียกร้องความสามารถอย่างเดียวกันจากสรรพชีวิต หรือเรียกร้องให้พวกเขาทำสิ่งเดียวกัน ชื่อนั้นจะต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง ความถูกต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสม นี่คือความหมายของการมีเหตุผล และความมีโชคจึงเกื้อหนุนเจ้า”

แปลเรียบเรียงตัดตอนจากหนังสือจวงจื่อ(庄子)บทที่ 18 ความสุขที่แท้

yengo หรือ buzzcity

จวงจื่อสวมชุดเสื้อผ้าซอมซ่อไปพบเว่ยหวัง

จวงจื่อสวมชุดเสื้อผ้าซอมซ่อไปพบเว่ยหวัง



จวงจื่อสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบเต็มไปด้วยเศษผ้าปะชุน รองเท้าที่สวมใส่นั้น ก็ต้องใช้เชือกป่านผูกมัดมันไว้มิให้หลุดออกจากกัน เขาเดินทางไปหาเว่ยหวัง “โอ! ชีวิตท่านดูน่าเศร้ารันทดยิ่งนัก!” เว่ยหวังอุทานขึ้น

จวงจื่อกล่าวตอบว่า “ข้าเพียงยากจนขัดสนเงินทอง แต่ชีวิตไม่ได้เศร้ารันทด เมื่อคนเราบรรลุถึงเต๋า แต่กลับไม่สามารถนำมันมาปฏิบัติได้นั้น จึงนับเป็นเรื่องน่าเศร้าสลด เมื่อเสื้อผ้าของเขาเก่าขาดมอซอ และรองเท้าชำรุดหลุดลุ่ย นี่คือความยากจน แต่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าสลด นี่เรียกว่าการถือกำเนิดผิดยุคสมัย

"ท่านไม่เคยสังเกตฝูงลิงหรอกหรือ? เมื่อพวกมันปีนป่ายไปตามต้นสนสูงใหญ่ ต้นชิว หรือต้นการบูร ก็ลิงโลดห้อยโหนแกว่งโยนตัวอย่างคล่องแคล่วว่องไว แม้กระทั่งมือขมังธนูอย่างอี้หรือผังเหมิงก็ไม่อาจยิงถูกพวกมัน แต่เมื่ออยู่ในไม้พุ่มที่เต็มไปด้วยหนามแหลมอย่างต้นหม่อนป่า แบล็กเบอร์รี่ ต้นบ๊วย หรือมะงั่ว พวกมันก็จะเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง มองซ้ายมองขวา ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว อาการดังกล่าวนี้มิใช่เพราะกระดูกหรือกล้ามเนื้อเส้นเอ็นของพวกมันตึงแข็งหรือสูญเสียความยืดหยุ่นไป แต่เป็นเพราะพวกลิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากและเสียเปรียบ ซึ่งพวกมันไม่อาจใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ดังนี้ หากข้ามีชีวิตอยู่ในยุคสมัยผู้ปกครองผู้มืดบอดท่ามกลางหมู่ขุนนางทรราช เช่นนี้แล้วยังหวังที่จะหนีพ้นจากความทุกข์เศร้าใจได้อย่างไร ปี่กัน*ต้องถูกแหวะอกควักหัวใจออกมา นี่แสดงให้เห็นถึงความข้อนี้”

*ปี่กัน อำมาตย์ผู้ซื่อสัตย์และระญาติของโจ้วกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ซย่า(2100-1700 ปีก่อนค.ศ.) เฝ้าตักเตือนโจ้ว จนกษัตริย์ทรราชรำคาญ กล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่าปราชญ์มีหัวใจเก้าดวง ข้าอยากเห็นนัก” จึงรับสั่งให้ผ่าอกควักหัวใจปี่กันออกมาดู

yengo หรือ buzzcity