นิทานสอนใจ : วัวขาวหางดำ

นิทานสอนใจ : วัวขาวหางดำ


วัวตัวหนึ่งมีสีขาวทั้งตัว แต่มีสีดำติดอยู่ตรงปลายหางนิดหนึ่ง ควายอีกตัวมีสีดำทั้งตัว ทั้งวัวและควายสองตัวนี้ ต่างก็อยู่ในคอกเดียวกันและเป็นเพื่อนรักกันมานาน

วันหนึ่งควายพูดกับวัวว่า...

“นี่ วัวจ๋า ฉันมีเรื่องอยากบอกเธอมานานแล้วล่ะ แต่กลัวเธอจะว่าเอา”

วัวบอกควาย ว่า “มีอะไรหรือควาย เราเป็นเพื่อนกันนะ เพราะฉะนั้นพูดมาได้เลยจ๊ะ”

ควายจึงโล่งใจ และพูดขึ้นว่า “นี่แน่ะวัว ตัวเธอน่ะมีสีขาวสวยงามมากจริงๆ นะ สวยกว่าวัวทุกตัวที่ฉันเคยเห็นเลยล่ะ เสียอยู่หน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง

“อะไรหรือ” วัวถาม

“ก็ปลายหางของเธอน่ะดำปี๋เลย ดูแล้วไม่สวย เธอไม่น่าจะมีสีดำตรงนั้นเลยนะ”

วัวบอกควาย ว่า “ก็จะให้ทำอย่างไรล่ะจ๊ะควาย สีดำตรงนั้นมันติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิดแล้วนี่นา”

“ก็นั่นน่ะสิ ไม่รู้จะมีมาทำไมนะ ทำให้เธอเป็นวัวที่มีตำหนิ ไม่สวยเลยล่ะ”

ควายยังแสดงความคิดเห็นต่อ ส่วนวัวไม่ได้พูดอะไรอีก มันก้มลงเล็มหญ้า

หลังจากวันนั้น ควายก็ยกเอาเรื่องปลายหางสีดำของวัวขึ้นมาพูดทุกวัน

“สีดำตรงปลายหางเธอนี่ไม่สวยเลยนะ”

“ดูกี่ทีๆ ก็เหมือนมีรอยตำหนิล่ะ”

“ถ้าเธอไม่มีรอยดำตรงปลายหาง เธอต้องสวยกว่านี้แน่”

“สีดำนั้นดำมากเลยนะ เธอไม่น่ามีมันเลยล่ะ”

ในที่สุดวัวก็ทนไม่ไหว พูดกับควายว่า

“พอที ทำไมเธอต้องมามองแต่จุดดำของฉัน ไม่สังเกตบ้างหรือไงว่า เธอน่ะดำหมดทั้งตัวเลย”

บทสรุปของผู้แต่ง

คนเราหลายๆ คนก็มักเป็นอย่างควายในเรื่องนี้ คือ มองเห็นแต่จุดดำ หรือข้อผิดพลาดของคนอื่นมากกว่าจุดดีๆ หรือสิ่งดีๆ ในตัวเขา ที่แย่กว่านั้น คนแบบนี้มักจะไม่ค่อยย้อนมองดูตัวเอง จึงไม่รู้ว่าตัวเองมีส่วนที่เป็นสีดำมากกว่า และแย่กว่าจุดดำเล็กๆ ที่คนอื่นมีเสียอีก

คนเรานั้นไม่มีใครดีพร้อมหรอก ทุกคนต่างก็มีจุดบกพร่องและเรื่องไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ แซมอยู่ในตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรา ถ้าเขาเป็นคนดี การคบเขาก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว ส่วนข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น เมื่อสนิทชิดเชื้อพอที่จะเตือนกันได้ ก็ค่อยเตือนเขาให้ปรับปรุง ซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของเพื่อนแท้

ดังนั้น จำไว้ว่า อย่าเพิ่งประเมินใครในแง่ร้ายจนกว่าจะได้รู้จักคนๆ นั้นจริงๆ เพราะอาจจะเสียโอกาสที่จะได้รู้จักคนดีที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า ในชีวิตของเรา จะมีโอกาสเจอคนดีๆ อย่างนั้นได้สักกี่ครั้งกันเชียว

///////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ความกลัวของอภัย

นิทานสอนใจ : ความกลัวของอภัย


อภัยอาศัยอยู่กับปู่ชราในกระต๊อบท้ายหมู่บ้าน เขาเป็นเด็กชายที่มีความกตัญญูกตเวทีมาก ทุกๆ วัน อภัยจะเข้าไปในตลาด เพื่อของานจากพ่อค้าและแม่ค้าทำ แล้วนำเงินค้าจ้างที่ได้ไปซื้อข้าวมาให้ปู่กิน พวกพ่อค้าแม่ค้าเห็นว่าอภัยเป็นเด็กดี จึงมักหางานให้ทำอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเด็กดีจนชาวบ้านพากันเอ็นดู แต่อภัยก็เป็นเด็กที่ขี้กลัวมาก เขาจะรีบทำงานที่ตลาดให้เสร็จโดยเร็วแล้วจึงกลับมาถึงบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นก็จะไม่ยอมออกจากบ้านอีกเลย เพราะหวาดกลัวความมืดในยามค่ำคืน

“เจ้าเป็นลูกผู้ชายนะ อภัย ไม่มีลูกผู้ชายคนไหนหรอกที่หวาดกลัวความมืด” ปู่ของอภัยพูดเรื่องความกลัวของหลานชายขึ้นในวันหนึ่ง

“แต่ความมืดนั่นน่ะทำให้เรามองอะไรไม่เห็นเลยนะปู่” อภัยบอก

“อภัยเอ๊ย...ตอนค่ำกับตอนกลางวันแท้จริงแล้วก็ใช่ว่าจะต่างกันนักหรอก เพียงแต่ในเวลาค่ำไม่มีแสงสว่างให้เจ้ามองเห็นดังเช่นตอนกลางวัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ” ปู่ของอภัยพยายามพูดให้หลานชายหายกลัวความมืด แต่ดูเหมือนจะไร้ผล เพราะอภัยตอบกลับมาว่า

“ก็หลานกลัวนี่”

ปู่ของอภัยจึงไม่พูดอะไรอีก

วันหนึ่งในฤดูหนาว ปู่ของอภัยป่วยหนักด้วยโรคทางเดินหายใจและปวดข้อกระดูก อภัยจึงไม่ได้นอนเลยทั้งคืนเพราะต้องคอยปรนนิบัติบีบนวดปู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหน่ายแต่อย่างใด อภัยเต็มใจที่จะทำ เขาสงสารปู่มากเวลาที่เห็นปู่ต้องทรมานด้วยโรคปวดข้อ

‘ถ้าเรามีเงินมากๆ ก็ดีสิ เราจะได้เอาเงินไปซื้อเสื้อหนาวหนาๆ ดีๆ มาให้ปู่ใส่ แล้วก็จะได้พาปู่ไปหาหมอกระดูกมือหนึ่งที่หมู่บ้านใกล้เคียงด้วย’

อภัยได้แต่นั่งคิดอย่างเคร่งเครียด เขาไม่รู้ว่าจะหาเงินจำนวนนั้นมาจากไหน หมู่บ้านของอภัยไม่ได้ทอผ้าเอง เสื้อหนาวเนื้อดีหนาๆ ต้องสั่งมาจากหมู่บ้านอื่นที่ไกลออกไป ราคาจึงแพงมาก ค่ารักษาพยาบาลก็เหมือนกัน คงต้องใช้เงินไม่น้อย กว่าจะทำให้ปู่หายดีและแข็งแรงขึ้น

แม้ขณะกำลังทำงานอยู่ในตลาด อภัยก็ยังคงเฝ้าคิดวนเวียนถึงเรื่องนี้อย่างเคร่งเครียด จนกระทั่งสังเกตเห็นว่ามีใครคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า

อภัยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเห็นชายชราหนวดยาวเฟื้อย แต่ท่าทางใจดี แต่งกายด้วยชุดขาวทั้งชุด กำลังจ้องมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ อภัยจึงถามชายชราว่า

“ตามีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”

“ก็พอมีบ้างหรอก” ชายชราชุดขาวตอบเย้าอย่างอารมณ์ดี “ได้ยินมาว่าเจ้าอยากได้เงินมากๆ เพื่อเอาไปซื้อเสื้อหนาวเนื้อหนา และพาปู่ของเจ้าไปหาหมอมือหนึ่งอย่างนั้นเรอะ”

“เอ่อ...ครับ” อภัยตอบด้วยความรู้สึกระแวงแคลงใจ เขาไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับความคิดนี้ และที่สำคัญคือ อภัยจำไม่ได้เลยว่ามีคนแก่หน้าตาแบบนี้อยู่ในหมู่บ้านของเขาด้วย

“อย่าคิดอะไรมากเลยนะ เห็นว่า เจ้าเป็นเด็กดี ข้าเลยแค่อยากจะช่วย” ชายชราชุดขาวออกตัวเสมือนล่วงรู้ความคิดของเด็กชาย จนทำให้เด็กชายสะดุ้งเฮือก

“ข้ามีงานให้เจ้าทำ ถ้าทำสำเร็จ เจ้าจะได้ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่เอาไปรักษาปู่ของเจ้า” “งานอะไรครับตา” อภัยรีบถาม เขาดีใจมากจนทิ้งความหวาดระแวงในตัวชายชราชุดขาวไปชั่วขณะ “งานง่ายๆ แต่ไม่รู้จะยากเกินไปสำหรับเจ้าไหมนะ” ชายชราชุดขาวพูดหยั่งเชิง

“ไม่ครับตา งานอะไรก็ได้ ผมทำได้ทั้งหมดเลย” อภัยรีบตอบ

“อย่างนั้นก็ดีแล้ว..แบมือเจ้ามาสิ” ชายชราชุดขาวว่าแล้วหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตนเอง พร้อมกับยื่นส่งให้อภัย อภัยแบมือรับและเมื่อมองลงไปก็เห็นเพียงเมล็ดพืชแข็งๆ ดำๆ สองสามเมล็ดในฝ่ามือเท่านั้น

“งานของเจ้าก็คือ นำเมล็ดพืชที่ข้าให้ไปปลูก...”

“แค่นั้นเอง!” อภัยร้อง “ผมปลูกพืชได้งดงามมากเชียวครับ เมล็ดพันธุ์ของตาก็เหมือนกัน ผมจะปลูกและดูแลมันอย่างดีเลยทีเดียว

“ช่ายๆ ...” ชายชราชุดขาวทำเสียงล้อๆ “ข้ารู้อยู่ว่าเจ้ามีดีด้านการเพาะเมล็ดพืช แต่เมล็ดพืชของข้านั้นไม่เหมือนกับเมล็ดพืชอื่นๆ หรอกนะ มันจะออกดอกแค่ครั้งเดียวแล้วจะไม่มีดอกอีกต่อไป เพราะฉะนั้นต้องดูแลมันดีๆ ทำตามที่ข้าบอกอย่างเคร่งครัด คือ...เมล็ดพืชของข้าจะขึ้นได้ดีหากได้หว่านลงในดินตรงป่าช้าท้ายวัดในยามค่ำคืนที่มืดสนิท และจะเติบโตอย่างรวดเร็วหากได้รับการรดน้ำพรวนดินในเวลามืดเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเจ้าไปดูแลมันในเวลากลางวัน มันจะเหี่ยวแห้งตายในทันที”

“ว่าอะไรนะครับ! มีต้นไม้ประหลาดอย่างนั้นด้วยหรือ” อภัยอุทานอย่างพิศวง

“ยังมีอะไรๆ ในโลกนี้อีกมากมายที่อยู่เหนือเส้นบรรทัดของคำว่า ‘เหตุผล’ และต้นไม้ของข้าก็เช่นกัน งานของเจ้าคือคือนำเมล็ดไปปลูกและดูแลมันให้เจริญงอกงามตามที่ข้าบอก หลังจากนั้นเมื่อมันออกดอกแล้ว จงเก็บดอกของมันมาให้ข้าแล้วข้าจะจ่ายค่าจ้างให้เจ้ามากเท่าที่เจ้าต้องการเลยทีเดียว...ว่าอย่างไร เจ้าทำได้หรือไม่”

“ได้ครับตา ผมทำได้” อภัยรีบตอบเพราะอยากได้เงินไปรักษาปู่มากจนลืมไปว่าตนเองเป็นคนกลัวความมืด

เมื่ออาทิตย์ตกดิน อภัยจึงออกเดินไปยังป่าช้าท้ายวัดทันที แต่เมื่อเดินมาได้สักพักและเห็นว่าทางข้างหน้ามืดทึบมากขึ้น อภัยก็เริ่มหวาดกลัวอย่างหนักจนเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าและรวมตัวกันไหลย้อยลงมาเป็นสายเหมือนถูกใครเอาน้ำมารดบนศีรษะอย่างไรอย่างนั้น ส่วนขานั้นก็ก้าวไปไม่ค่อยออก อภัยรู้สึกว่าแต่ละย่างก้าวของตนเองนั้น มีน้ำหนักมากเสมือนมีใครเอาก้อนเหล็กขนาดใหญ่มาถ่วงรั้งเอาไว้

อภัยนึกอยากหันหลังวิ่งกลับบ้านอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะมีเสียงร้องอันเจ็บปวดทรมานของปู่เข้ามาทำให้จิตในกล้าหาญขึ้น จนกระทั่งอภัยเดินไปถึงป่าช้าท้ายวัดจนได้ และเมื่อรู้อย่างนั้น อภัยก็รีบขุดดินเพาะเมล็ดสีดำของชายชราอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงวิ่งเร็วปร๋อกลับบ้านโดยไม่ยอมหันไปมองข้างหลังอีกเลย

คืนวันที่หนึ่งผ่านไป ย่างเข้าวันที่สอง อภัยมาพร้อมกับฝักบัวรดน้ำและส้อมพรวนดิน อาการหวาดกลัวทุกอย่างยังคงปรากฏเช่นเดิม และอภัยก็เร่งทำงานให้เสร็จดังเดิม จากนั้นจึงวิ่งกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิตเพราะคิดว่ามีใครบางคนวิ่งตามมา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่มีสิ่งใดอยู่ด้านหลังเขาเลย

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่จนกระทั่งย่างเข้าคืนที่หก อภัยเริ่มชินกับความมืดและรู้สึกว่าความมืดไม่ได้น่าหวาดหวั่นอย่างที่คิด เขาไม่ได้ทิ้งความกลัวไปทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้มีมากเท่าแต่ก่อน ดังนั้นในวันที่หกนี้ อภัยจึงไปดูแลต้นไม้ของชายชราชุดขาวได้อย่างไม่ทุลักทุเลนัก

ปรากฏว่า วันนี้ต้นไม้มีบางอย่างแปลกไปจากที่เคย อภัยมองเห็นประกายวิบๆ วับๆ เล็ดลอดออกมาจากดอกไม้ที่กำลังตูม แสงนั้นสวยงามราวกับแสงอัญมณีล้ำค่า อภัยรู้สึกตื่นเต้นเป็นกำลัง เขาไม่เคยพบเจอต้นไม้ชนิดนี้มาก่อน และคิดว่าพรุ่งนี้ดอกไม้ทุกดอกที่กำลังตูมอยู่ คงคลี่กลีบบานออกอย่างงดงาม อภัยอยากรู้เสียจริงว่าดอกไม้เหล่านี้จะมีลักษณะเช่นใด

ดังนั้น ในวันที่เจ็ด อภัยจึงไม่รู้สึกหวาดกลัวที่จะไปหาต้นไม้ในความมืดอีก เพราะความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็กของเขาทำให้อภัยหมดความกังวล และรอคอยเวลาพลบค่ำเพื่อไปหาต้นไม้อย่างใจจดใจจ่อ

แล้วคืนนั้น อภัยก็ได้เห็นในสิ่งที่เกินกว่าจะเชื่อได้ ต้นไม้ของชายชราชุดขาวไม่ได้ออกดอกเหมือนต้นไม้ธรรมดาทั่วๆ ไป เพราะสิ่งที่อภัยเห็นคือเพชรนิลจินดาจำนวนมากที่อยู่ด้านในตรงส่วนเกสรดอกไม้ เด็กชายลืมตัวมองสิ่งเหล่านี้ด้วยความตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเมื่อเริ่มมีสติกลับคืนมา เขาก็รีบเก็บดอกเพชรนิลจินดาทั้งหมดลงในถุงที่เตรียมมาเพื่อนำไปให้ชายชราชุดขาวตามที่เขาได้สั่งไว้

เมื่ออภัยกลับถึงบ้าน เขาก็พบชายชราชุดขาวกำลังนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน อภัยจึงรีบวิ่งเข้าไปหาหน้าตาตื่นพร้อมกับละล่ำละลักบอกถึงสิ่งที่ตนพบเห็นแก่ชายชราชุดขาวว่า

“รู้ไหมตา ต้นไม้ของตาน่ะเป็นต้นไม้วิเศษนะ มันออกดอกเป็นของมีค่าล่ะ...ดูนี่สิ ข้าเก็บมันมาให้ตาแล้ว”

ชายชราชุดขาวรับถุงจากมืออภัยมาเปิดดูแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับพูดว่า “นั่นปะไร ผลดีของความกล้า เมื่อเจ้ากล้า เจ้าก็จะได้พบกับสิ่งที่เจ้าต้องการ...ต้นไม้ของข้านั้นมิได้ต้องการน้ำหรือการพรวนดินเพื่อให้ออกดอกหรอก แต่มันจะดูดซับพลังแห่งความกล้าจากคนที่ปลูกมัน แล้วแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตและบำรุงดอกให้เจริญงอกงาม ดังนั้น หากเจ้ามีความกล้ามากขึ้นเท่าไร ต้นไม้ก็จะเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในคืนหลังๆ ซึ่งเจ้าแทบจะไม่เหลือความกลัวใดๆ ในจิตใจอีกแล้ว ดอกของมันถึงได้ออกมางดงามถึงเพียงนี้”

พูดจบชายชราชุดขาวก็ส่งถุงเพชรนิลจินดาคืนอภัยแล้วกล่าวว่า

“นี่คือผลจากความกล้าหาญของเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงเป็นเจ้าของมันโดยสมบูรณ์ จงเอามันไปใช้ให้เกิดประโยชน์เถิด”

ทันใดนั้นเอง ร่างของชายชราก็หายวับไป

ด้วยเหตุนี้ อภัยจึงมีเงินเพียงพอที่จะไปซื้อเสื้อหนาวเนื้อดี มาให้ปู่ใส่คลายหนาว และพาปู่ไปรักษาตัวกับหมอกระดูกมือหนึ่งในหมู่บ้านใกล้เคียงได้ อีกทั้งยังใช้เงินที่เหลือลงทุนซื้อลูกไก่กับลูกหมูมาเลี้ยงอีกด้วย เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ปู่ฟัง ปู่ก็บอกกับอภัยว่า

“เพราะเจ้าเป็นเด็กที่มีจิตใจดีอยู่แล้ว เทวดาจึงอยากช่วยเจ้าให้เจ้ามีความกล้าเพิ่มขึ้นมาอีกสักหน่อย เจ้าจะได้ใช้ความกล้าของเจ้าช่วยเหลือผู้อื่นได้ในอนาคต”

แล้วอภัยเด็กขี้กลัว ก็เติบใหญ่เป็นอภัยคนกล้าที่ใครๆ ต่างก็รู้จักเป็นอย่างดี

บทสรุปของผู้แต่ง

จงละทิ้งความกลัว และหมั่นเติมความกล้าหาญให้กับตนเองอยู่เสมอ ขอให้เผชิญกับทุกสิ่งที่เข้ามาบั่นทอนความสุขในชีวิตของเราอย่างมุ่งมั่น แล้วความกล้าหาญนั้น จะนำไปพบกับสิ่งดีๆ ที่เราไขว่คว้าหามาตลอดชีวิต

///////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ขนมในหม้อ

นิทานสอนใจ : ขนมในหม้อ


ลิงป่าตัวหนึ่งพลัดหลงจากฝูงเข้ามาในหมู่บ้านที่อยู่ชายป่าแห่งหนึ่ง และพบว่าที่นี่มีอาหารอร่อยๆ สำหรับมันมากมาย หลังจากนั้นมันก็แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้และไม่ยอมกลับเข้าป่าอีกเลย

ชาวบ้านนั้นเมื่อแรกเห็นลิงตัวนี้ก็นึกเอ็นดู ให้อาหารมันกินบ้าง หยอกเล่นกับมันบ้าง แต่นานวันเข้า พวกเขาก็เริ่มไม่ชอบใจเสียแล้ว เนื่องจากวิสัยของลิงป่านั้นหาได้มีความสำรวมอย่างสัตว์เลี้ยงทั่วไป หากมันจะกินอาหารที่อยู่ในมือของใครมันก็จะขู่และแยกเขี้ยวใส่

นอกจากนั้นความฉลาดตามเผ่าพันธุ์ยังทำให้ลิงเรียนรู้ได้เร็ว เพียงไม่นานมันก็รู้ว่าชาวบ้านแต่ละคนเก็บอาหารไว้ที่ไหน มันจึงเริ่มเข้าไปขโมยอาหารจากในบ้าน และยังรื้อค้นทำลายข้าวของของพวกเขาจนไม่มีชิ้นดี บางครั้งเมื่อลิงหาทางเข้าบ้านไม่ได้เพราะเจ้าของบ้านปิดประตูแน่นหนา มันก็ขึ้นไปขย่มหลังคาบ้านจนพังลงมา หลังจากนั้นก็เข้าไปในบ้านของเขา บางครั้งมันก็กัดลูกเล็กๆ ของเจ้าของบ้านและบางทีก็แย่งอาหารจากพวกเขาซึ่งๆ หน้า

ชาวบ้านอดทนไม่ทำร้ายลิงเพราะสงสาร แต่นานวันเข้า พวกเขาก็ทนไม่ไหว วันหนึ่งหัวหน้าหมู่บ้านจึงเรียกประชุมลูกบ้านเพื่อจัดการกับปัญหานี้

"เอาลูกดอกอาบยาพิษยิงมันให้ตายไปเลย" ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งถูกลิงตัวนี้เข้าไปรื้อบ้านเมื่อวาน เสนอด้วยความโกรธแค้น

"ไม่ดีหรอก" หัวหน้าหมู่บ้านว่า "มันเป็นลิงป่า พวกเราจะไม่ทำร้ายสัตว์ป่า"

"เว้นเจ้าลิงนี่ตัวหนึ่ง" อีกคนบอก ลูกของเขาก็เพิ่งถูกตัวนี้กัดมาเมื่อเช้า

"ไม่ได้ สัตว์ป่าเป็นของป่า เป็นของเจ้าป่าเจ้าเขา ถ้าเราทำร้ายลิงตัวนั้นอาจเกิดอาเภทร้ายแรงได้" หัวหน้าหมู่บ้านยังคงยืนยันคำเดิม และลูกบ้านอีกหลายคนก็เห็นด้วย ทั้งหมดจึงช่วยกันคิดหาวิธีการขับไล่ลิงตัวนั้นออกไปจากหมู่บ้านโดยไม่ต้องฆ่ามัน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งคิดออก เขาร้องบอกทุกคนว่า "เอาอย่างนี้ เราต้องหาทางจับลิงตัวนี้ให้ได้ แล้วพามันไปปล่อยป่าอื่นที่ไกลๆ กว่านี้ มันจะได้ไม่กลับมาอีก"

ชาวบ้านเห็นด้วยกับความคิดนี้ หลังจากวันนั้นพวกเขาก็พากันวิงไล่จับลิงตัวนี้โดยไม่เป็นอันทำอะไร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครสามารถจับลิงตัวนี้ได้ เพราะมันเป็นลิงป่าที่หลบหลีกได้อย่างแคล่วคล่องว่องไวมาก จนชาวบ้านชักถอดใจ

วันหนึ่งลิงป่าเข้าไปในบ้านหญิงชราคนหนึ่ง หญิงชราคนนี้ทำขนมตาลได้อร่อยที่สุดในหมู่บ้าน นางจะทำขนมตาลลูกใหญ่ไปขายในตลาดและแจกเพื่อนบ้านทุกวัน วันนี้เผอิญมีขนมตาลส่วนหนึ่งเหลือ หญิงชราไม่มีภาชนะสำหรับใส่ขนมที่เหลือจึงเอาไปใส่ไว้ในหม้อเหล็กปากแคบไว้ก่อน

เจ้าลิงป่าลอบมองเหตุการณ์นี้อยู่ตลอด มันเห็นที่ซ่อนขนมแล้ว ครั้นพอหญิงชราเดินออกไปจากครัว มันจึงกระโจนเข้าไปทางหน้าต่างแล้วเอามือล้วงลงไปหาขนมตาลในหม้อ แต่เพราะหม้อนั้นปากแคบมาก ลิงป่าจึงไม่สามารถดึงขนมออกมาจากหม้อได้

ตอนนั้นเองหญิงชราก็เดินเข้ามาเห็นพอดี นางร้องด้วยความโกรธว่า "ชิชะ! เจ้าลิงชั่ว แกมาขโมยขนมของข้าอีกแล้วรึ มาเร้วพวกเรา มาจับมัน มันอยู่ตรงนี้!"

ชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็พากันเฮโลมาจับลิงที่บ้านหญิงชรา เจ้าลิงป่าตกใจรีบกระโจนหนี แต่เพราะความตะกละ มันจึงไม่ยอมปล่อยมือจากขนมในหม้อ และวิ่งหนีชาวบ้านโดยต้องแบกหม้อเหล็กหนักๆ ไปด้วย ในที่สุดเจ้าลิงก็อ่อนแรงและเป็นลม ชาวบ้านจึงจับมันใส่กระสอบแล้วพาไปปล่อยยังป่าลึกที่ไกลจากหมู่บ้านที่สุด หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเจ้าลิงตัวนี้อีกเลย

บทสรุปของผู้แต่ง

หากเปรียบขนมในหม้อเหล็กปากแคบที่ลิงป่าแบกหนีชาวบ้าน นั่นก็ไม่ต่างอะไรจากก้อนทุกข์ที่มนุษย์นิยมแบกไว้กับตัวเอง หากถามว่าความสุขกับความทุกข์ใครชอบสิ่งใดมากกว่ากัน ทุกคนคงตอบพร้อมกันว่าความสุข แต่กระนั้นสิ่งที่พวกเขาแบกไว้จริงๆ กลับเป็นความทุกข์ที่หนักอึ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก

ในแต่ละวันของชีวิตเรา เราต้องพบต้องเจอกับเรื่องต่างๆ เป็นร้อยเป็นพัน บางเรื่องทำให้เราทุกข์แสนสาหัส และเราคงไม่มีวันลืมมันไปง่ายๆ แต่เวลายังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ

ผ่านช่วงเวลาที่เกิดทุกข์มานานมาแล้ว แต่ความทุกข์นั้นกลับยังอยู่ มันอยู่เพราะเรายึดติดกับมันทั้งๆ ที่มันทำร้ายเรา มันอยู่เพราะหัวใจของเราไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนกาลเวลา

อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว เสียใจให้ตาย ร่ำร้องจนน้ำตาเป็นสายเลือด ลองคิดดูว่ามันจะย้อนกลับมาให้แก้ไขหรือป้องกันอะไรได้อีกไหม ทั้งๆ ที่ความจริง มันจากเราไปนานแล้ว แต่ใจปวดๆ ของเราก็ยังจะเอื้อมไปดึงไปรั้งเงาของมันไว้อีก ดังนั้น ถ้าเรารู้จักเรียนรู้ที่จะปล่อยวางจากเรื่องที่ผ่านไปแล้วเสียบ้าง เราก็จะได้ดื่มด่ำกับ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ แล้วดูนั่นสิ ความสุขอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง..เพียงแค่ปล่อยวาง

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : กุหลาบช่อใหญ่

นิทานสอนใจ : กุหลาบช่อใหญ่


ตั้งแต่พ่อของเคนตายไป แม่ก็ต้องทำงานทุกอย่างเพื่อหาเลี้ยงเคน และส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ เคนเป็นเด็กจิตใจดี เชื่อฟังพ่อแม่ และเรียนเก่ง ซึ่งทำให้แม่ของเขามีกำลังใจทำงานหนัก เพื่อลูกคนนี้โดยไม่เคยปริปากบ่น

เคนรู้ว่าแม่เหนื่อยเพื่อเขามาก ดังนั้น เขาจึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้เท่ากับที่แม่ต้องทำงานหนัก ในที่สุดเคนก็เรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนยอดเยี่ยม แล้วเข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่คนละรัฐกับบ้านของเขา

“ไปเถอะลูก ไม่ต้องห่วงแม่ แม่อยู่ได้ อนาคตของลูกสำคัญกว่า” แม่ของเคนยิ้มบอก “แล้วผมจะหมั่นกลับบ้านมาเยี่ยมแม่นะครับ” เคนพูดแล้วกอดลาแม่

เมื่อต้องจากแม่ไปอยู่คนละรัฐแล้ว เคนก็หาเวลากลับมาหาแม่ที่บ้านบ่อยๆ แต่นานวันเข้า งานที่ได้รับมอบหมายก็มากมายเสียจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เคนยังระลึกถึงแม่เสมอ

แต่ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ทำให้เขาเบื่อหน่ายการเดินทางข้ามรัฐ ในที่สุดเขาก็หาทางออกด้วยการส่งสิ่งของต่างๆ ไปให้แม่ที่บ้าน เพื่อให้แม่ชื่นใจและรับรู้ว่า เขายังรักแม่เสมอ

วันหนึ่งเคนนึกขึ้นได้ว่า พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของแม่ ดังนั้น พอเลิกงานแล้ว เคนจึงวิ่งไปที่ร้านขายดอกไม้ตรงข้ามบริษัทเพื่อสั่งดอกกุหลาบช่อใหญ่ แล้วใช้บริการส่งข้ามรัฐไปให้แม่ แต่ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในร้าน เคนก็สังเกตเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังยืนมองเข้าไปในร้านดอกไม้ด้วยความเศร้าหมอง เคนสนใจอยากช่วยเหลือ จึงเดินไปที่เด็กคนนั้นและถามอย่างใจดีว่า

“หนูจ๋า หนูเป็นอะไร ทำไมทำหน้าเศร้าหมองอย่างนี้ล่ะ”

เด็กหญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองเคนแล้วตอบว่า “หนูอยากซื้อดอกกุหลาบช่อเล็กๆ ไปให้คุณแม่ของหนูค่ะ แต่หนูมีเงินไม่พอ” พลางแบมือที่กำเงินออก “หนูมีเหรียญห้าแค่เหรียญเดียว แต่ดอกไม้ช่อเล็กที่สุดต้องใช้เหรียญสิบซื้อ...วันนี้เป็นวันเกิดของคุณแม่ คุณแม่ชอบดอกกุหลาบ...” เด็กหญิงเสียงสั่นเครือในตอนท้าย

“โถ ไม่ต้องเศร้าไปนะจ๊ะ” เคนรีบปลอบเด็กหญิง “หนูเป็นเด็กดี คิดถึงพ่อแม่...เอาอย่างนี้ พี่จะช่วยออกส่วนที่เหลือให้หนูเองนะ ถือเป็นของขวัญร่วมกันของเราสองคนมอบให้คุณแม่ของหนูเนื่องในวันเกิด”

เด็กหญิงยิ้มแป้น และกล่าวคำขอบคุณเคนเป็นการใหญ่ เธอดีใจที่ในที่สุดก็มีดอกกุหลาบไปให้แม่ในวันเกิด เคนจึงพาเด็กหญิงเข้าไปในร้าน เขาสั่งดอกกุหลาบช่อใหญ่ให้แม่ของตัวเอง พร้อมกับสั่งให้ร้านส่งไปให้ถึงมือแม่ในวันรุ่งขึ้น จากนั้นจึงซื้อดอกกุหลาบช่อเล็กๆ ให้แก่เด็กหญิง

“หนูจะไปไหนต่อจ๊ะ” เคนถามเด็กหญิงเมื่อทั้งสองพากันเดินออกมาจากร้านแล้ว

“หนูจะเอาดอกกุหลาบไปให้คุณแม่ค่ะ รอรถเมล์ที่ป้ายข้างหน้าก็ไปถึงแล้ว” เด็กหญิงตอบยิ้มๆ

“ให้พี่ไปส่งหนูดีกว่า” เคนอาสา เมื่อช่วยแล้วเขาก็อยากจะช่วยให้ตลอด “พี่มีรถ หนูจะได้ไม่ต้องคอยรถเมล์นาน คุณแม่จะได้เห็นดอกกุหลาบของหนู และดีใจเร็วๆ ไง”

เด็กหญิงตอบรับคำชวน เธออยากให้แม่เห็นดอกกุหลาบช่อสวยไวๆ

เคนขับรถไปตามทางที่เด็กหญิงบอก แต่ยิ่งขับไปไกล ทางก็ยิ่งเปลี่ยว จนเขาไม่คิดว่า จะมีบ้านคนอยู่ได้ แต่แล้วเด็กหญิงก็บอกให้เคนหยุดรถ เคนมองสถานที่นั้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะตัดสินใจเดินตามเด็กหญิงเข้าไปในนั้น

“หนู..ที่นี่..” เขาถามพลางหันซ้ายแลขวา ไม่มีบ้านคนอยู่ในนั้น เพราะที่นั่นคือ สุสานซึ่งเต็มไปด้วยหลุมฝังศพ เด็กหญิงเดินทางมาหยุดที่หลุมศพหนึ่งแล้ววางช่อกุหลาบลงหน้าหลุมศพนั้น ก่อนจะหันมาบอกเคนว่า

“คุณแม่ของหนูอยู่ที่นี่ค่ะ”

เคนมองที่รูปที่ติดอยู่หน้าหลุมศพด้วยความตกตะลึง ผู้หญิงในรูปหน้าตาละม้ายคล้ายเด็กหญิงมาก

“แม่ของหนู..เสียนานแล้วหรือ” เขาถามเสียงเบา

“ปีกว่าแล้วค่ะ แต่หนูยังคิดถึงแม่ทุกวัน และนำดอกกุหลาบมาให้แม่บ่อยๆ” เด็กหญิงตอบ เคนรู้สึกใจหายวาบ

หลังจากนั้น เคนก็แวะไปส่งเด็กหญิงที่บ้านแล้วรีบขับรถกลับไปร้านดอกไม้อีกครั้ง

“ผมขอยกเลิกคำสั่ง” เคนบอกเจ้าของร้าน

“คุณจะไม่เอาดอกไม้ที่สั่งไว้แล้วหรือคะ” เจ้าของร้านถาม

เคนยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่ใช่ครับ ผมยังเอาดอกกุหลาบช่อนั้นเหมือนเดิม แต่ยกเลิกคำสั่งที่จะให้ทางร้านนำไปส่งให้ เพราะพรุ่งนี้ผมจะลางานแล้วเอาดอกกุหลาบไปให้แม่ด้วยตัวของผมเอง”

บทสรุปของผู้แต่ง

คงไม่มีใครปฏิเสธคำกล่าวที่ว่า พ่อแม่คือผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิตของลูก เมื่อเรายังเล็ก เราก็รักพ่อแม่ และคิดว่าคำกล่าวนี้ช่างจริงแท้ เพราะเราต้องพึ่งพาท่านในทุกๆ เรื่อง แต่เมื่อเติบใหญ่จนเราเริ่มดูแลตัวเองได้ หาเงินเองได้ มีหน้าที่การงานมั่นคง มีครอบครัวเป็นของตัวเอง เราก็มักจะหลงลืมท่านไป แต่พ่อแม่จะไม่มีวันลืมเรา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ช่างเป็นความรักที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

ถ้าใครยังมีพ่อแม่ ขอให้รักท่านมากๆ และหมั่นไปมาหาสู่ท่านบ่อย ๆ ให้ความรักแก่ท่านเหมือนที่ท่านเคยฟูมฟักให้แก่เรา อย่ารอให้ท่านจากไป แล้วจึงคิดทำสิ่งต่าง ๆ ให้ท่าน เพราะเราไม่รู้หรอกว่า สิ่งเหล่านั้นจะไปถึงท่านจริงๆ หรือไม่ แต่ความรักความห่วยใยที่เรามอบให้ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมไปถึงพ่อแม่ของเราอย่างแน่นอน

อย่าลืมว่า มีคนที่รักเรามากที่สุดกำลังรอกอดเราอยู่...

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : หมากสีแดง

นิทานสอนใจ : หมากสีแดง


ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสองคน ลูกชายคนโตชื่อว่า ชาญชัยส่วนลูกชายคนเล็กชื่อว่า โชติช่วง

ชาญชัย เป็นพี่ที่มีนิสัยรักสงบ และชอบนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่เป็นนิจ ส่วนโชติช่วงคนน้องนั้น รักความสนุกสนาน ชอบพบปะผู้คน และนิยมความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

เมื่อชาญชัยและโชติช่วงเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม พ่อกับแม่ก็ให้ทั้งสองแยกเรือนออกไปลองใช้ชีวิตด้วยตนเอง ชาญชัย จึงเปิดร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน ขายของกินของใช้ทั่วๆ ไป พอที่จะเลี้ยงตนเองได้ไม่ขัดสน ส่วนโชติช่วง คิดการใหญ่กว่าพี่ชาย เขามองเห็นลู่ทางทำเงินมากมายรออยู่ตรงหน้า ดังนั้น เขาจึงลงทุนทำการค้าหลายๆ แบบ และทุ่มเทตนเองในการทำงานอย่างหนัก โดยแทบไม่ยอมพักผ่อน ซึ่งกิจการของเขาก็โตวันโตคืนและทำกำไรให้เขาอย่างงดงาม

ชาญชัยแม้จะเห็นน้องชายเจริญก้าวหน้า ก็หาได้มีใจริษยาไม่ เขายังคงดำเนินชีวิตของตนเองไปเหมือนดังเช่นทุกวัน คือ ตื่นนอนตอนตีสี่มานั่งสวดมนต์ทำสมาธิ จากนั้นกินข้าวเช้าแล้วออกไปเปิดร้าน เมื่อถึงเวลาเย็นก็ปิดร้านมานั่งอ่านหนังสือธรรมะ และคำสอนในศาสนา ก่อนจะเข้านอนก็สวดมนต์ทำสมาธิอีกครั้ง และตื่นอีกครั้งตอนตีสี่ เป็นเช่นนี้ทุกวันไม่เคยเปลี่ยนแปลง จนชาวบ้านพากันซุบซิบนินทาไปทั่ว ดังนั้นในวันหนึ่ง พ่อกับแม่จึงเรียกให้ชาญชัยไปหาที่บ้าน

“พ่อกับแม่มีอะไรจะคุยกับฉันอย่างนั้นหรือ” ชาญชัย เอ่ยถาม

“พ่อกับแม่ไม่สบายใจเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยและว่าร้ายกันเกี่ยวกับลูกน่ะสิ” พ่อบอกด้วยสีหน้าวิตกกังวล

“ชาวบ้านว่าอะไรฉันล่ะ” ชาญชัย ถามอีก

“เขาว่าลูกขี้เกียจสันหลังยาวนัก เปิดร้านออกมานั่งเฝ้าอยู่เดี๋ยวเดียวก็ปิดไปนั่งอ่านหนังสือสบายใจอยู่ในบ้านเสียแล้ว” แม่ของชาญชัยบอกลูกชาย

“แล้วเขาก็ยังว่าลูกเป็นคนโง่ที่ขี้อวดอีกด้วย เขาว่าลูกมีเงินอยู่นิดหน่อย แต่ชอบให้เงินแก่ขอทาน และคนยากจน เขาว่าลูกอยากให้ใครๆ มองว่าตนเองเป็นคนมั่งมีจึงทำเช่นนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วการค้าของลูกได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” พ่อของชาญชัย ว่า

“ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะลูก ไยเจ้าไม่เอาอย่างน้อง ลองไปดูสิ ตอนนี้กิจการของน้องขยายใหญ่โตไปถึงต่างเมืองแล้ว น้องเอาแต่ทำงานไม่ได้หลับได้นอนเพื่อหาเงินหาทองให้ได้มากๆ...แต่ดูเจ้าสิ หลายปีผ่านไปแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แล้วอย่างนี้เมื่อไรเจ้าจะรวยเหมือนน้องสักทีเล่า” แม่ของชาญชัย กล่าวอย่างเป็นห่วง

“พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม้ฉันจะไม่ได้ร่ำรวย แต่มีความสุขมาก ฉันชอบนั่งสมาธิและสวดมนต์ เพราะนั่นทำใจฉันสงบ และมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ไข้ ฉันชอบอ่านหนังสือธรรมะ เพราะมีประโยชน์ ทำให้ได้ขบคิดถึงความจริงของชีวิต และนำมาปรับใช้กับตนเองได้ ถึงแม้จะไม่มีเงินมากมาย แต่ฉันก็ชอบช่วยเหลือคนยาก เพราะทำแล้วสบายใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตฉันไม่ต้องการอะไรมาก เท่าที่เป็นอยู่นี้ก็ทำให้ฉันเกิดความสุขมากพอแล้ว ฉันไม่ขวนขวายในสิ่งที่ใหญ่โตแต่ทำลายความสุขอันแท้จริงของชีวิตหรอกจ้ะ”

หลายปีผ่านไป โชติช่วง ซึ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วได้รับเลือกให้เป็นกำนันดูแลหมู่บ้าน กำนันโชติช่วง นั้นเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ชายแล้ว ก็รู้สึกขัดหูขัดตาเป็นกำลัง ด้วยความรู้สึกว่าไยมหาเศรษฐีอย่างเขา จึงมีพี่ชายที่แลดูกระจอกงอกง่อยเช่นนี้ ดังนั้น วันหนึ่ง โชติช่วงจึงให้คนไปตามชาญชัยมาพบ

เมื่อชาญชัยมาถึง โชติช่วงก็พาพี่ชายเดินชมบ้านไม้สักอันใหญ่โตโอ่อ่าของเขาอย่างภาคภูมิใจในฐานะของตน เมื่อได้ชมบ้านจนทั่วแล้ว ชาญชัยกับโชติช่วงจึงได้นั่งคุยกัน

“บ้านของฉันใหญ่โตหรูหราดีไหมเล่า ดูสิพี่ นี่คือ น้ำพักน้ำแรงของน้องชายพี่ทั้งนั้นล่ะ”

“บ้านจะใหญ่โตหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าอยู่แล้วมีความสุขหรือเปล่า” ชาญชัยพูด

“ต้องมีอยู่แล้ว! ฉันมีเงินทองมากมายไว้ใช้จ่าย มีบริวารรายล้อมคอยรับใช้อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น นี่แหละคือความสุขล่ะ แต่ก็ช่างเถอะฉันไม่ได้เรียกพี่มาพบ เพราะเรื่องนี้หรอกนะ ฉันอยากพูดให้พี่สำนึกได้เสียที ว่า พี่ก็อายุมากขึ้นทุกๆ วัน น่าจะคิดทำอะไรอย่างฉันบ้าง จะได้มีความเป็นอยู่ที่น่าดูกว่านี้ อยู่ให้สมกับที่เป็นพี่ชายกำนันอย่างไรล่ะ”

“ไม่ล่ะ พี่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้แล้ว เจ้าก็เช่นกันขวนขวายมากเกินไปสุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อตนเองได้นะ” ชาญชัย เตือนสติน้อง แต่นั่นทำให้โชติช่วงโกรธมาก เขาตบโต๊ะอย่างแรง แล้วหยิบหมากสีแดงที่วางอยู่ในถาดข้างๆ ขว้างใส่หน้าพี่ชาย

“พี่เป็นคนโง่ ดังนั้น อย่าได้บังอาจเอาความโง่ของตนเองมาสั่งสอนคนอื่นเลย หมากสีแดงนั่นฉันมอบให้พี่ ในฐานะที่เป็นคนโง่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา ถ้าวันใดพี่เจอคนโง่กว่าตนเอง ก็จงมอบหมากสีแดงนี้ให้เขาไปแทนเถอะ” โชติช่วง ตะโกนใส่พี่ชายด้วยอารมณ์มุทะลุดุดัน แต่ชาญชัยไม่ได้กล่าวว่าอะไรน้องชาย เขาเก็บหมากสีแดงใส่กระเป๋าเสื้อแล้วจึงกลับบ้าน

3 ปีผ่านไป ชาญชัยได้รับข่าวว่า กำนันโชติช่วงกำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งขั้นรุนแรง มีความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และกำลังจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันนี้ ชาญชัยจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่บ้านไม้สักอันใหญ่โตหรูหราของเขา และเมื่อได้พบกับน้องชาย ชาญชัย ก็พบว่า โชติช่วงผอมซีดเซียวเป็นอย่างมาก

“เป็นอย่างไรบ้างโชติช่วง” ชาญชัยถามน้องชาย

“เจ็บปวดทรมานมาก คิดว่าคงใกล้จะไปเต็มทีแล้ว” โชติช่วงตอบอย่างคนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

“แล้วเจ้าเตรียมการไว้พร้อมหรือยัง ว่า จะเอาเงินทองติดตัวไปด้วยมากเท่าไร” ชาญชัยถาม โชติช่วงฟังคำถามพี่ชายก็งวยงง แต่ก็ตอบกลับไปว่า

“เมื่อตายแล้วจะเอาไปอย่างไรล่ะพี่ แม้แต่สลึงเดียวก็ไม่มีทางเอาไปได้หรอก”

“แล้วสั่งบริวารให้ไปคอยต้อนรับเจ้าที่นั่นหรือไม่ ลูกเมียเจ้าล่ะ ให้ตามไปด้วยหรือเปล่า” ชาญชัย ยังคงป้อนคำถามต่อ

“ที่พี่พูดมานั่น...ฉันเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลยสักอย่าง” โชติช่วงตอบ

เมื่อได้ยินดังนั้น ชาญชัย ก็หยิบหมากสีแดงที่โชติช่วงเคยให้ ส่งคืนแก่เขา โชติช่วงมองหมากสีแดงอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออก

“อะไรกัน พี่เอาหมากสีแดงมาให้ฉันทำไม” โชติช่วง ร้องอุทานด้วยความตกใจ ชาญชัยจึงกล่าวแก่น้องชายว่า

“เพราะเจ้าคือผู้ที่โง่เขลากว่าพี่น่ะสิ...ทั้งๆ ที่เจ้าก็รู้ดีว่า คนเราเมื่อถึงคราวต้องจากโลกนี้ไป จะไม่มีทางเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่อย่างเดียว แต่เจ้าก็ยังขวนขวายทำงานหนัก จนสุขภาพทรุดโทรม และส่งผลถึงชีวิตในวัยนี้ เหล่านี้คือการกระทำที่โง่จริงๆ พี่จึงต้องมอบหมากนี้คืนกลับเจ้าไป”

เมื่อโชติช่วงได้ฟังดังนั้น ก็คิดได้ทันที เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของชีวิต ว่า แทนที่จะมุ่งมั่นศึกษาธรรมะเพื่อความสุขอันแท้จริง เขากลับสูญเสียเวลาไปมากมายกับสิ่งที่หาได้เป็นความสุขอันแท้จริงไม่ และเมื่อตายไปก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เลยสักอย่าง เสมือนว่า ที่เหนื่อยมาทั้งชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่สูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม สำหรับโชติช่วง กว่าที่เขาจะได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิตบทนี้ ก็เป็นเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว

บทสรุปของผู้แต่ง

อย่าให้ชีวิตต้องเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของการใช้ชีวิตเมื่อสายไปแล้วดังเช่นโชติช่วงเลย ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งนั้นจะยืนยาวสักเท่าไร วันนี้อาจจะยังยิ้ม เดิน เล่น หรือหัวเราะกับคนรอบข้างอย่างขบขัน แต่พรุ่งนี้อาจจะต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครคาดคิด ...ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือความจริงของชีวิตที่ต้องระลึกไว้เสมอ

ดังนั้น อย่าเสียเวลาอันมีค่าในชีวิตไปกับสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้ แต่จงใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าอยู่เสมอ การสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เธอควรหมั่นฝึกฝนเอาไว้ เพราะสิ่งนี้จะติดไปกับวิญญาณของเธอ และเป็นเสมือนทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่จะนำไปใช้ในชีวิตหลังความตายได้

////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : เด็กชายตัวเล็กๆ กับชายขี้เมา

นิทานสอนใจ : เด็กชายตัวเล็กๆ กับชายขี้เมา


เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งเป็นเด็กที่มีจิตใจดีงามมาก เขามักช่วยเหลือทุกคนที่เดือดร้อนโดยไม่หวังผลตอบแทน จนบางครั้งการช่วยเหลือของเขาก็ทำให้เพื่อนๆ และคนรอบตัวข้องใจว่า

“จะช่วยคนอื่นไปทำไมกันนักหนา ช่วยไปก็ไม่เห็นจะได้อะไร”

เด็กชายตัวเล็กๆ ไม่เคยตอบใครหรอกว่า เหตุใดเขาจึงต้องช่วยเหลือคนอื่นๆ อยู่เสมอ เขารู้ว่าคำตอบในใจตนเองจะไม่ช่วยให้ใครๆ เข้าใจอะไรๆ ดีขึ้น ถ้าคนๆ นั้นมิใช่คนที่มีจิตใจอยากจะช่วยเหลือผู้อื่นเช่นเดียวกับเขา

วันหนึ่ง เด็กชายตัวเล็กๆ ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ที่ทุ่งกว้าง จนกระทั่งใกล้เวลาโพล้เพล้แล้ว พวกเด็กๆ จึงชวนกันกลับบ้าน ระหว่างทางที่เดินกลับนั้นเอง เด็กชายตัวเล็กๆ เห็นม้าตัวหนึ่งมีอาน แต่กลับไม่มีคนขี่อยู่บนอาน จึงร้องถามเพื่อนๆ ว่า

“มีใครรู้บ้างว่าม้าตัวนี้เป็นของใคร ทำไมมันถึงมาเดินป้วนเปี้ยนด้วยอานที่ว่างเปล่าแบบนี้”

แต่ไม่มีเด็กคนไหนรู้จักเจ้าของม้าตัวนี้ และบางคนก็ยังให้ความเห็นอีกว่า

“น่าจะเป็นม้าของพวกขี้เมาแถวๆ นี้แหละ พวกนี้ชอบขี่ม้าไปกินเหล้าในตลาด พอเมามายได้ที่กลับมา แต่ไม่มีแรงบังคับม้า ก็เลยตกลงมาจากอาน คนพวกนี้น่ะ ข้าเห็นอยู่บ่อยๆ”

“ถ้าอย่างนั้นก็น่าเป็นห่วงมาก เราน่าจะลองย้อนกลับไปค้นหาเจ้าของม้าคนนี้ดูนะ” เด็กชายตัวเล็กๆ บอกเพื่อน

“ไปหาทำไมกัน นี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย เราต้องรีบกลับบ้านให้ทันมื้อเย็นนะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเล่นอีก” เด็กคนหนึ่งว่า

“ใช่ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า พวกขี้เมาน่ะไม่ใช่คนดีหรอก ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ ให้มันได้รับบทเรียนซะบ้าง” อีกคนหนึ่งสนับสนุน และเพื่อนคนอื่นๆ ที่เหลือก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็กลับกันไปก่อนเถิด ข้าจะตามหาคนๆ นั้นดู” เด็กชายตัวเล็กๆ บอกย้ำความคิดเดิมของตน

“เอ๊ะ! เจ้านี้ดื้อจริง กลับกันเถอะน่า อย่าไปสนใจเลย” เด็กหญิงคนที่อายุมากที่สุดว่า พร้อมกับเดินไปฉุดแขนเด็กชายตัวๆ แต่เขาค่อยๆ แกะมือรุ่นพี่ออกอย่างสุภาพ พร้อมกับกล่าวว่า

“ขอโทษที ข้าอยากจะลองไปตามหาเจ้าของม้าดูสักหน่อย เผื่อว่าเขาตกจากหลังมาบาดเจ็บสาหัส และต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะได้ช่วยเขาได้”

เพื่อนๆ เห็นว่าคงเปลี่ยนความตั้งใจของเด็กชายตัวเล็กๆ ไม่ได้ จึงพากันเดินกลับบ้าน ส่วนเด็กชายตัวเล็กๆ ก็เดินย้อนกลับไปตามถนน พลางมองหาผู้เคราะห์ร้ายที่อาจจะตกลงมาจากหลังม้า

หลังจากเดินหาอยู่สักครู่ เด็กชายตัวเล็กๆ ก็พบร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง นอนสลบอยู่ข้างทาง เขาจึงวิ่งไปหาน้ำจากแม่น้ำใกล้ๆ มาลูกหน้าลูบตาชายผู้นั้นจนฟื้นจากอาการหมดสติ แต่กระนั้นเขาก็ยังคงมีอาการเมามายสะลึมสะลือและพูดจาไม่รู้เรื่องอยู่ดี

‘นี่ก็ค่ำแล้ว แต่เรายังถามไม่ได้ความเลยว่าบ้านของเขาอยู่ที่ไหน อย่างนั้นคงต้องพาเขาไปบ้านของเราก่อน’

เด็กชายตัวเล็กๆ คิด แล้วเข้าแบกร่างของชายขี้เมาผู้นั้น เพื่อพากลับไปนอนพักต่อที่บ้านของตนทันที เด็กชายตัวเล็กๆ แบกร่างชายหนุ่มขี้เมากลับมาถึงบ้านอย่างทุลักทุเล และทั้งคู่ก็สกปรกมอมแมมมาก เพราะล้มลุกคุกคลานด้วยกันมาตลอดทาง ดังนั้น เมื่อสมาชิกในบ้านเห็นสภาพของเด็กชายตัวเล็กๆ และชายขี้เมาแล้ว พวกเขาจึงพากันโกรธเด็กชายตัวเล็กๆ เป็นการใหญ่

“เจ้าลูกคนนี้ ชักเอาใหญ่แล้วนะ กลับบ้านก็ช้า ซ้ำยังพาขี้เมาที่ไหนไม่รู้เข้ามาในบ้านอีก อยากถูกตีนักหรืออย่างไรกัน” แม่ของเด็กชายตวาดลั่น

“นั่นนะสิจ๊ะแม่ ลูกเองก็รู้สึกกลัวคนขี้เมานัก เพื่อนๆ ของลูกบอกว่าคนพวกนี้น่ะกักขฬะกับผู้หญิงจะตายไป” พี่สาวของเด็กชายตัวเล็กกล่าวอย่างหวาดหวั่น พลางมองชายขี้เมาอย่างรังเกียจ

“ยิ่งไปกว่านั้น มันอาจจะเป็นพวกขี้ขโมยก็ได้” พ่อของเด็กชายตัวเล็กๆ กล่าวด้วยความหวาดระแวง

“เห็นไหมเล่า เจ้าลูกจอมดื้อ ว่าเจ้าทำให้ทุกคนในบ้านเสียขวัญมากแค่ไหน เพราะฉะนั้น จงเอาเจ้าขี้เมานี้ออกไปจากบ้านของเราเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นแม่จะงดอาหารของเจ้าทั้งมื้อนี้และมื้อของวันพรุ่งนี้ด้วย” ผู้เป็นแม่พูดขู่ลูกชาย

“นี่แน่ะ พ่อ แม่ และพี่ที่รักของข้า...คนๆ นี้เขาอาจจะเป็นขี้เมาก็จริง แต่เขาก็ยังเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา และเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยเหลือเขาด้วย” เด็กชายว่า แล้วหันไปกล่าวแก่แม่ของตนว่า “หากแม่จะงดอาหารลูกก็งดเถิด เพราะลูกทำให้แม่และทุกคนไม่มีความสุขในบ้านของเรา แต่อย่างไรเสีย ลูกก็จะขอดูแลเขาในบ้านของเรา จนกว่าเขาจะมีสติมากพอและดูแลตนเองได้” เด็กชายยืนยัน

สุดท้าย เด็กชายตัวเล็ก ก็นำขี้เมาไปอาบน้ำเย็นในห้องน้ำ เพื่อให้เขาสดชื่นขึ้น หลังจากนั้นก็หาเสื้อผ้าเก่าๆ ของพ่อมาใส่ให้แทนเสื้อผ้าชุดเดิมที่สกปรกเลอะเทอะจนนึกสภาพเดิมไม่ออก จากนั้นจึงพาขึ้นนอนบนฟูกของตนเอง ท่ามกลางความไม่พอใจของคนในบ้าน

ชายขี้เมานั้นเมื่อได้อาบน้ำเย็นและนอนหลับบนฟูกสักครู่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก เขาค่อยๆ รู้สึกตัวและคืนสติดังเดิม เด็กชายตัวเล็กๆ เห็นดังนั้นก็รีบปรี่เข้าไปถามว่า

“ฟื้นแล้วหรือพี่ชาย ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ ว่าบ้านของท่านอยู่ที่ใด ข้าจะได้ช่วยนำท่านไปส่งได้”

ชายขี้เมากระพริบตามองเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ช่วยเขาไว้ แล้วตอบว่า

“ข้าไม่มีบ้านหรอก”

ทันใดนั้น ก็มีเสียงทุบประตูห้องดังลั่นขึ้น ตามมาด้วยเสียงแม่ของเด็กชายที่ตะโกนผ่านประตูมาด้วยความโกรธระคนตื่นกลัว

“ออกมานะ เจ้าลูกไม่รักดี! ลากเจ้าขี้เมานั้นออกมาด้วย ตอนนี้มีทหารเข้ามาอยู่ในบ้านของเราเต็มไปหมด เพราะเจ้าแท้ๆ ที่แส่เข้าไปช่วยคนไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่น เจ้ากำลังทำให้บ้านของเราต้องพบกับความลำบาก!”

เด็กชายตัวเล็กๆ ฟังแม่ของตนว่า แล้วหันไปถามชายขี้เมา “ท่านเป็นขโมยหรือเปล่า”

“ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก” ชายขี้เมาตอบพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ

เด็กชายตัวเล็กๆ เปิดประตูเดินออกไปจากห้องนอน เป็นจริงอย่างที่แม่ของเขาว่า ตอนนี้มีทหารหน้าตาขึงขังยืนอยู่ในบ้านเต็มไปหมด เด็กชายตัวเล็กๆ หันไปมองคนอื่นๆ ในบ้าน พบว่าทั้งหมดกอดกันกลมด้วยความตื่นกลัว

“เมื่อใกล้ค่ำเจ้าได้ช่วยชายคนหนึ่งไว้หรือไม่” ทหารคนหนึ่งถามเสียงเข้ม

“ครับท่าน ข้าช่วยคนคนหนึ่งไว้ เขาเมามาก และตกลงจากหลังม้า” เด็กชายตอบ

“อะไรนะ! ทหารร้องเสียงห้าม ทำเอาพ่อ แม่ และพี่สาวของเด็กชายสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ แล้วตอนนั้นเอง ชายขี้เมาซึ่งตอนนี้หายเมาแล้วได้ก้าวออกมาจากห้อง

“อย่าดุนักสิ คนอื่นเขาตกใจหมดแล้วเห็นไหม” ชายหนุ่มซึ่งเคยเป็นชายขี้เมาว่า พลางหัวเราะอย่างขบขัน

“เจ้าชาย!” ทหารทุกนายร้องอุทานพร้อมกัน แล้วทันใดนั้น ทุกคนก็นั่งลงถวายบังคมเจ้าชายอย่างพร้อมเพรียงกัน

“เจ้าชายหรือ!” พ่อ แม่ และพี่สาวของเด็กชายตัวเล็กๆ ร้องลั่นบ้าน

“ใช่แล้ว เราคือเจ้าชาย ต้องขอโทษที่เมื่อครู่เราเสียกิริยาไปบ้าง แต่เรามิใช่ขี้เมาที่เมาจนเป็นนิสัยหรอกนะ” เจ้าชายตรัสพร้อมกับแย้มพระโอษฐ์ไปทาง พ่อ แม่ และพี่สาวของเด็กชายตัวเล็กๆ ซึ่งทำหน้าเหรอหราไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไรดี

“เมื่อตอนเช้า เราได้ไปสังสรรค์กับทูตต่างชาติยังที่พักตากอากาศของเขาในเมืองแห่งนี้ แต่เรานั้นคออ่อนมาก เพราะฉะนั้นเมื่อดื่มของมึนเมาเพียงเล็กน้อยก็จะมีการเมามายทันที และตอนขากลับเรารู้สึกมึนๆ จนบังคับม้าผิดทิศทาง ม้าของเราจึงพาเราวิ่งมาทางนี้ แล้วเราก็พลัดตกจากหลังม้า นอนอยู่ข้างถนนดังที่เด็กน้อยคนนี้ไปพบเข้านั่นแล” เจ้าชายว่า

“นับเป็นบุญคุณของครอบครัวข้าพระองค์ ที่ได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าชายพระเจ้าค่า” พ่อของเด็กชายตัวเล็กทูลเจ้าชายเสียงสั่น

“หามิได้ เราต่างหากรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบกับบุตรชายผู้มีน้ำใจงามของท่าน เขาช่วยเราทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าตากันมาก่อน ทั้งๆ ที่ใครๆ บอกว่าเราอาจจะเป็นขี้เมามีอันตราย แต่เขาก็ช่วยเราเพราะเห็นว่าเราเป็นเพื่อนมนุษย์เช่นเดียวกับเขา” เจ้าชายตรัสอย่างซาบซึ้งพระทัย พร้อมกับดึงมือของเด็กชายมากุมไว้อย่างรักใคร่

“เด็กน้อย แม้เจ้าจะเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ แต่หัวใจของเจ้านั้นยิ่งใหญ่นัก จงรักษาความดีนี้ต่อไปเถิด เพื่อว่าเมื่อเติบโตขึ้น เจ้าจะได้ช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการน้ำใจจากคนเช่นเจ้า และช่วยปลดปล่อยความทุกข์ยากให้พ้นไปจากพวกเขาได้ แล้วเมื่อนั้นทุกคนจะพากันกล่าวถึงเจ้าด้วยความรักและนับถือเป็นอย่างยิ่ง”

ตรัสเสร็จเจ้าชายพร้อมเหล่าทหารก็พากันกลับวังทันที

ในเวลาต่อมา เด็กชายตัวเล็กๆ ได้เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มน้อยที่มีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้อื่นดังเดิม เจ้าชายซึ่งบัดนี้เป็นพระราชาแล้ว ก็ส่งคนมาเชิญหนุ่มน้อยให้เข้าไปเป็นคนสนิทของพระองค์ ในพระราชวังนั่นเอง

บทสรุปของผู้แต่ง

เราควรมีความเมตตาและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคน โดยที่ไม่คิดตะขิดตะขวงใจว่า คนๆ นั้นสมควรเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากเราหรือไม่ เพราะการช่วยเหลือคนถือเป็นบุญกุศล หากพบคนที่ไม่ชอบกำลังเดือดร้อน ยิ่งต้องให้ความช่วยเหลือแก่เขา เพราะไม่แน่ว่า อาจจะผันแปรศัตรูบางคนให้กลับกลายมาเป็นมิตรผู้ภักดีกับเราก็ได้

แต่หากช่วยเต็มที่แล้ว แต่ศัตรูยังคงมั่นความเป็นศัตรู ก็ช่างเขาเถิด เพราะได้ทำในสิ่งที่เหมาะสมแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ไม่ว่าผลตอบรับจากคนๆ นั้นจะออกมาเช่นไร บุญกุศลย่อมส่งมาถึงเป็นแน่แท้

บางครั้ง เราก็ต้องช่วยเหลือคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย...ไม่มีเหตุผลว่าทำไม แต่หากเขาเดือดร้อน เราก็ควรช่วย ไม่ควรคิดว่าช่วยแล้วจะได้อะไร...แต่หากช่วยเขา ย่อมได้รับความสบายใจ อย่าเดินผ่านคนเดือดร้อนโดยแสร้งทำเป็นไม่เห็น เพราะถ้าเป็นคนๆ นั้น เราจะอยากให้ใครๆ เดินผ่านในขณะที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นที่สุดหรือไม่

จงช่วยเขาเถิด ถ้าเขากำลังเดือดร้อน ช่วยเขาเท่าที่จะพอช่วยได้...เพราะไม่แน่ว่า...คนที่ช่วยให้เขารอดไปมีวันพรุ่งนี้ อาจเป็นคนที่ทำประโยชน์มากมายให้แก่ผู้อื่นได้ในอนาคต

////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : เพื่อนพิการ

นิทานสอนใจ : เพื่อนพิการ


ต้องขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบก่อนว่า เรื่องนี้ไม่เชิงเป็นนิทาน แต่เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงในช่วงสงครามเวียดนาม

ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันสามคน พ่อ แม่ และลูกชาย ทั้งสามใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่ง จดหมายจากทางการเรียกลูกชายให้ไปร่วมรบในสงครามเวียดนามก็พรากรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของครอบครัวนี้ไป

หลังจากลูกชายถูกส่งไปรบที่เวียดนามแล้ว ไม่มีวันใดที่พ่อกับแม่ของเขาจะอยู่อย่างมีความสุขเลย บางคืนพ่อของเขาต้องสะดุ้งตื่น เพราะฝันร้าย ภรรยาของเขาต้องคอยปลอบใจให้สามีของนางคลายกังวลลง ทั้งๆ ที่ตัวนางเองก็แทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความหวาดวิตกไว้ไม่อยู่

การรอคอยด้วยความทุกข์ทรมานผ่านไปวันแล้ววันเล่า กระทั่งวันหนึ่งเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผู้เป็นพ่อรีบวิ่งมารับโทรศัพท์ด้วยลางสังหรณ์ว่าน่าจะเป็นของลูกชายของเขา

ลางสังหรณ์ถูกต้อง! เป็นเสียงของลูกชายของเขาจริงๆ เขาดีใจมาก ร้องเรียกภรรยาให้มาทักทายลูก ก่อนจะรับโทรศัพท์กลับไปคุยต่อ

“ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน” เขาละล่ำละลักถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจอย่างสุดแสน

“ผมอยู่ที่ซานฟรานซิสโก” อีกไม่นานเขาคงไปส่งผมที่บ้านครับพ่อ ลูกชายบอกพ่อของเขา น้ำเสียงราบเรียบผิดปกติวิสัย ซึ่งอันที่จริงเขาควรจะรื่นเริงดีใจที่ได้มีโอกาสคุยกับครอบครัวอันเป็นที่รักอีกครั้ง
“รีบกลับบ้านนะลูก พ่อกับแม่คิดถึงลูกมาก”

เงียบไปครู่หนึ่ง ลูกชายจึงพูดว่า “ผมจะรีบกลับ แต่อยากขออนุญาตพ่อสักเรื่องได้ไหมครับ”

“อะไรล่ะ พ่อให้ได้หมด ขอแค่ลูกกลับมาเร็วๆ เท่านั้น”

“ผมอยากพาเพื่อนรักคนหนึ่งของผมกลับไปด้วย ไปอยู่กับพวกเราที่บ้าน”

“เพื่อนคนไหน พ่อไม่เคยรู้ว่าลูกมีเพื่อนที่ซานฟรานซิสโก” น้ำเสียงผู้เป็นพ่อฉงนเล็กน้อย

“เขาเป็นเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันในสงครามเวียดนามครับ ผมกับเขาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด ไม่ทอดทิ้งกัน ผมอยากให้เขาไปอยู่กับครอบครัวของเรา เพราะเขาไม่มีใครอีกแล้ว”

ถ้าคนๆ นั้น เป็นเพื่อนที่ดีกับลูกชายถึงเพียงนั้น ผู้เป็นพ่อก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธ “ได้สิลูก พาเขามาอยู่ที่บ้านของเรา” เขาจึงตอบรับทันที

“แต่พ่อครับ เขาไม่เหมือนพวกเรานะครับ” ลูกชายพูดด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่ง

“ไม่เหมือนยังไง” ผู้เป็นพ่อถาม

“เขาพิการ สงครามครั้งนี้ทำให้แขนและขาของเขาถูกตัดหมด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย”

คำบอกเล่านี้ ทำให้ผู้เป็นพ่อนึกถึงความยุ่งยากในการดูแลคนพิการ ไร้แขนขาออกเป็นฉากๆ ทันที แล้วเพียงครู่เดียวเขาก็พูดออกมาว่า

“แล้วเราจะดูแลเขาอย่างไรล่ะลูก บ้านเราก็แค่พอมีพอกิน ไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดที่จะรับภาระเลี้ยงดูคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกหรอกนะ”

ลูกชายไม่ได้พูดอะไรกลับมา ผู้เป็นพ่อกลัวว่าลูกจะเสียใจคิดว่าตนใจร้ายกับเพื่อนของลูก จึงพยายามคิดคำพูดที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้มาใช้

“ลูกคิดดูดีๆ ถ้าเราเอาเขามา เราก็คงดูแลเขาได้ไม่เต็มที่หรอก พ่อว่าให้เขาไปอยู่ที่อื่นดีกว่า อย่างสถานสงเคราะห์อะไรอย่างนั้น...”

เสียงโทรศัพท์ตัดสายไปทันใด ลูกชายวางสายโดยไม่ได้กล่าวอะไรทิ้งท้าย เขาหันไปบอกภรรยาว่า

“ลูกคงโกรธที่เราไม่ยอมรับเลี้ยงดูเพื่อนพิการของเขา เขาคงรักเพื่อนคนนี้มาก คุณว่าเขาจะโกรธจนไม่กลับบ้านเลยหรือเปล่า”

ภรรยาตบบ่าสามีเบาๆ พลางปลอบว่า “อย่ากังวลไปเลยค่ะ พอลูกจัดการเรื่องเพื่อนของเขาได้ เขาก็จะกลับมาหาเราเอง ลูกมีเหตุผลพอที่จะเข้าใจความจำเป็นของเรา แล้วเขาก็รู้เต็มอกว่า พ่อกับแม่รักเขามาก”

คำปลอบใจของภรรยาทำให้ผู้เป็นพ่อรู้สึกดีขึ้น แต่ก็ไม่อาจอยู่อย่างเป็นสุขได้ ตราบใดที่ลูกชายยังไม่กลับบ้าน

ไม่กี่วันต่อมา ในวันที่ท้องฟ้าหม่นเหมือนจะนำข่าวร้ายมาแจ้งแก่ผู้เฝ้าคอย ผู้เป็นพ่อก็ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจซานฟรานซิสโกให้ไปดูศพชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งทางนั้นสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นลูกชายของพวกเขา ตำรวจบอกว่า ผู้เสียชีวิตกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ทีแรกผู้เป็นพ่อค้านหัวชนฝาว่าศพนั้นไม่มีทางใช่ลูกของเขา เพราะลูกชายคนนี้ไม่ใช่คนคิดสั้น ซ้ำยังเป็นคนที่มีความสุขในชีวิต ความคิดที่จะกระโดดตึกฆ่าตัวตายย่อมไม่อยู่ในหัวสมองของเขา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการพิสูจน์ศพที่ถูกต้อง ในที่สุดผู้เป็นพ่อก็ยอมเดินทางไปดูศพชายผู้นั้นที่ซานฟรานซิสโกตามคำเชิญของตำรวจ

ทว่า เมื่อไปถึง ความมั่นใจของผู้เป็นพ่อก็พังทลายลง ร่างไร้ลมหายใจภายใต้ผ้าคลุมนั้นคือลูกชายของเขาจริงๆ แต่ที่ทำให้เขาแทบล้มทั้งยืน คือ ศพลูกชายไม่มีแขนและขา

“ทำไม..แขนกับขาของเขาหายไปไหน” ผู้เป็นพ่อร้องอย่างตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง ทั้งๆ ที่ในใจนึกรู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่พยายามหลอกตัวเองว่า ไม่ใช่...ไม่ใช่อย่างนั้น

นายแพทย์คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อศพนี้ด้วย หันมามองเขาอย่างแปลกใจ แล้วพูดว่า “ลูกชายของคุณเหยียบกับระเบิดในสงคราม เราจึงต้องตัดแขนและขาออก เพื่อรักษาชีวิตของเขาไว้...แปลกจริง วันนั้นหลังจากอาการดีขึ้น เขาบอกผมว่า จะโทรศัพท์ไปบอกเรื่องนี้กับพ่อและแม่ของเขา แล้วทำไมคุณถึงยังไม่ทราบล่ะ”

ผู้เป็นพ่อได้ฟังดังนั้นก็พลันหมดเรี่ยวแรง ทรุดกายลงไปนั่งกับพื้น...ข้อสันนิษฐานที่คิดไว้ยิ่งกระจ่างชัด เพื่อนพิการที่ลูกชายบอก ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกชายของเขาเอง ลูกของเขาตั้งใจจะบอกเพื่อรับฟังคำต้อนรับที่อบอุ่นจากพ่อแม่ แต่เขากลับผลักไสให้ลูกไปอยู่ที่อื่น

“ลูกผมไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอก แต่เป็นคำพูดที่ไร้หัวใจของผมเองที่ฆ่าเขา” เขาคำรามลั่นห้อง ปล่อยน้ำตาให้ไหลหลากเหมือนจะขาดใจ แต่อนิจจา ถึงร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดก็ไม่อาจเรียกชีวิตของลูกชายคืนมาได้ และต้องเสียเขาไปตลอดกาล

บทสรุปของผู้แต่ง

เราเป็นคนหนึ่งที่เว้นความช่วยเหลือไว้ให้เฉพาะคนที่พอใจอยากจะช่วยเหลือเปล่า แต่อยู่ไหมว่าคนที่เขารอความช่วยเหลือแต่กลับถูกปฏิเสธเพียงเพราะแลดูไม่มีค่าพอสำหรับความช่วยเหลือนั้น เขาจะเจ็บปวดแค่ไหน

เรื่องเล่าทำนองนี้คงไม่เกิดขึ้นกับใครบ่อยนัก แต่มันทำให้รู้ว่า ความเจ็บปวดของการถูกทอดทิ้งมีอยู่จริง เราอาจจะเลือกที่รักมักที่ชัง ยื่นมือเข้ามาช่วยเฉพาะคนที่เราคัดสรรแล้ว เช่น คนที่เธอรู้สึกดีๆ ด้วย คนฉลาดปราดเปรื่อง คนเข้าท่า คนที่ให้ผลตอบแทนเราได้ในอนาคต คนที่คิดสะระตะแล้วว่ามีคุณค่าพอสำหรับความช่วยเหลือต่างๆ ถ้าอย่างนั้นก็คิดต่อได้เลยว่า จะมีคนอีกมากต้องร้องไห้ก็เพราะความคิดแบบนี้

...อย่าลืมสิว่า ไม่ว่าชาติกำเนิด รูปกาย หรือลักษณะของคนเราจะแปลกแยกแตกต่างกันมากแค่ไหน แต่ที่ทุกคนมีเหมือนกันคือหัวใจที่ถวิลหาความเอื้ออาทรเท่าๆ กัน คนละหนึ่งดวง

////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity