นิทานสอนใจ : อย่าเพ่อดีใจ-อย่าเพ่อวิ่งหนี

นิทานสอนใจ : อย่าเพ่อดีใจ-อย่าเพ่อวิ่งหนี


สวัสดีครับ นิทานสอนใจอาทิตย์นี้ ทีมงานมีนิทานเรื่องสั้นให้แง่คิดมาฝากกัน 2 เรื่อง ในแต่ละเรื่องมีเนื้อหาที่ฉุดกระฉากจิตใจของใครบางคนให้หวนคิด หรือกลับมามองด้านในของตัวเองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่หลาย ๆ ท่าน

อย่าเพ่อดีใจ

เริ่มกันที่เรื่องแรก กล่าวถึงพ่อที่รู้สึกขบขันแกมสงสาร เมื่อเห็นลูกชายคนโตดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อได้รับปากกาป๊ากเกอร์ 51 ด้ามหนึ่งเป็นของขวัญวันเกิด และเห็นลูกชายคนเล็กดีใจมากไปกว่านั้นอีกหลายเท่า เมื่อได้รับลูกกวาดของนอกกระป๋องเล็ก ๆ กระป๋องหนึ่งเป็นของขวัญในโอกาสเดียวกัน

แต่ตัวพ่อกลับไม่รู้สึกขบขัน หรือสมเพชตัวเองเลยที่ตื่นเต้น และมือสั่นใจรัวยิ่งไปกว่าลูกทั้งสองคนอีกเมื่อได้รับบัตรเชิญให้ไปงานมีเกียรติชั้นพิเศษของเจ้านายรายหนึ่งซึ่งไม่เคยนึกฝันและไม่เชื่อตาตัวเองว่า บัตรนั้นจะส่งมาเชิญตน

ดังนั้น มันเป็นการเหลือวิสัยที่จะให้พ่อดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อได้รับปากกาชนิดนั้นด้ามหนึ่ง หรือเมื่อได้ลูกกวาดกระป๋องหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นจากการต้องมีใจเต้นรัวมือสั่น เพราะได้กระดาษแผ่นเล็ก ๆ อันหมายความถึง เกียรติอันหรูหรา ซึ่งจริงอยู่ที่รูปธรรมอย่างปากกา หรือลูกกวาด ไม่เหมือนกับนามธรรม เช่น เกียรติ หรือไม่มีค่าสูงเท่าเทียมกันได้

แต่กระนั้น เราต้องไม่ลืมว่า มันสามารถเขย่าตัณหา (ภวตัณหา) ของคนได้ทำนองเดียวกันโดยไม่มีผิดในฐานะที่เป็นวัตถุแห่งความพอใจจนลืมตัวได้เท่ากัน แล้วแต่ความใคร่ของใครผู้ใดมีอยู่อย่างไร ส่วนความที่ต้องใจเต้น มือสั่นเหล่านั้น มันก็ไม่ผิดกันที่ตรงไหน เพราะฉะนั้น ใครเล่าที่ควรสมเพชกว่ากันระหว่าง พ่อ หรือลูกรายนี้

อย่าเพ่อวิ่งหนี

มาสอนใจกันต่อด้วยนิทานเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องที่กล่าวถึงแม่กับลูกในงานกระบวนแห่สิงโตบนถนนแห่งหนึ่ง งานในวันนั้น ทำให้ประชาชนแตกตื่นพากันอุ้มลูกจูงหลานออกมาดู เด็กอายุ 3-4 ขวบคนหนึ่ง ร้องไห้เพราะความกลัว สิงโตก็ดิ้นอย่างสุดชีวิต แม่จึงต้องอุ้มพาลูกหนีเข้าไปในสวนข้างถนนแห่งหนึ่ง พลางบ่นว่า "น่าสงสารลูกโง่ ๆ คนนี้เหลือเกิน แม่จะได้ดูอะไรสักนิดก็ไม่ได้ดู"

ทันใดนั้นเองแม่ก็ดิ้น และร้องวี๊ดว๊าดขึ้น เพราะกิ้งกือตัวหนึ่งเผอิญหล่นลงมาจากต้นไม้และตกลงไปในเสื้อ ลูกเล็ก ๆ คนนั้นหัวเราะชอบใจ และบอกแม่ว่า เขาจะช่วยหยิบออกให้ แล้วก็ช่วยหยิบทิ้งให้จริง ๆ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มันเป็นการสุดวิสัยที่จะไม่ให้ลูกกลัวสิ่งที่มีลักษณะ และอาการอย่างภูตผีปีศาจ กระโดดโลดเต้นเข้ามาราวกับจะจับเอาตัวไปกิน แต่ทีแม่เองกลับกลัวกิ้งกือตัวนิดเดียว ทั้งเลื้อยด้วยท่าทางอันนิ่มนวล อ่อนโยนราวกับเข้ามาแสดงความเคารพ หรือขอความช่วยเหลืออะไรสักอย่างหนึ่ง ความกลัวของแม่ก็กลัวอย่างจะขาดใจตาย เช่นเดียวกับลูกเหมือนกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ หรือเป็นสัตว์ตัวนิด ๆ อย่างเช่น กิ้งกือไส้เดือนก็ตาม ย่อมสามารถปลุกปั่นความกลัวได้โดยทำนองเดียวกัน ในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความขลาด และวิ่งหนีได้โดยเสมอกัน ในที่สุดก็เหลือแต่สิ่งที่ต้องคำนวณดูว่า ลูกอายุเพียง 2-3 ขวบ ส่วนแม่อยู่ในฐานะที่เป็นแม่ หรือผู้ปกครองสั่งสอนลูกแล้ว ในกรณีนี้ใครเล่าที่โง่เขลาน่าสมเพชกว่าใครระหว่าง แม่หรือลูกรายนี้

////////////////

ข้อมูลประกอบข่าว

คำว่า "เพ่อ" นั้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุความหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ใช้ประกอบหลังคํา อย่า เป็น อย่าเพ่อ หมายความว่า ห้ามไม่ให้กระทําในขณะนั้น เช่น อย่าเพ่อกิน หรือเพ่อ อาจแปลได้ว่า พึ่ง เพิก หรือ เพิ่ง ก็ได้ เช่น อย่าพึ่งดีใจ หรืออย่าพึ่งวิ่งหนี

*** ขอขอบคุณนิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลาราม สำนักพิมพ์ธรรมสภา

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : "มนต์คาถา" จากตักกสิลา

นิทานสอนใจ : "มนต์คาถา" จากตักกสิลา


เมื่อพูดถึงสำนัก "ตักกสิลา" ในสมัยโบราณมักจะต้องนึกเปรียบเทียบกับแหล่งการศึกษาใหญ่ ๆ โต ๆ ในสมัยปัจจุบัน เช่นเดียวกับเมื่อพูดถึงสำนัก "บู๊ลิ้ม" หรือ "วัดเส้าหลิน" จะต้องนึกถึง "วิทยายุทธ์" หรือ "กำลังภายใน" ส่วนมนต์คาถาจากตักกสิลาที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้ จะขลังขนาดไหน และทำไมจึงขลัง เป็นเรื่องที่ท่านผู้อ่านจะต้องติดตามพิจารณากันเอง

ขอเริ่มเรื่องโดยเอ่ยถึงมานพผู้หนึ่งนามว่า "จุฬกะ" เดินทางไปศึกษาหาความรู้ยังสำนัก "ตักกสิลา" หนุ่มน้อยจุฬกะทำตัวเป็นลูกศิษย์ที่น่ารักมาก เอาใจใส่การศึกษา และปรนนิบัติรับใช้อาจารย์ด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทน และเคารพนบนอบอาจารย์ยิ่งนัก แต่เป็นที่น่าเสียดายที่จุฬกะเกิดมาเป็นผู้มีปัญญาทึบ จึงไม่สามารถเรียนรู้ศิลปวิทยาใด ๆ ได้เลย

จนกระทั่งครบกำหนดการเดินทางกลับบ้าน พระอาจารย์เกิดซาบซึ้งใจในอัธยาศัยของศิษย์ผู้นี้ยิ่งนัก จึงคิดอนุเคราะห์ให้ได้ใช้วิชาติดตัวกลับไป พระอาจารย์ในครั้งนั้นคงจะล่วงรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับจุฬกะในอนาคตอยู่แล้ว จึงสอนให้ท่องคาถาบทหนึ่งความว่า

"ฆเฏสิ ฆเฏสิ ถึการณา ฆเฏสิ อตํปิ ตํ ชานามิ ชานามิ"

พระอาจารย์ย้ำให้จุฬกะท่องจำคาถานี้ให้ขึ้นใจ และกำชับให้ท่องตลอดเวลาที่เขารู้สึกตัว จุฬกะจำคำอาจารย์ได้แม่น และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ในวันหนึ่งพระเจ้ากรุงพาราณสีปลอมพระองค์เสด็จตามที่ต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทราบว่า ประชาชนพึงพอใจ หรือตำหนิติเตียนในพระราชกรณียกิจที่พระองค์กำลังทำอยู่ ในครั้งนั้นพระองค์เสด็จไปใกล้บ้านของจุฬกะ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่นักตัดช่องย่องเบาคนหนึ่งกำลังจะเข้าไปขโมยของในบ้านของจุฬกะพอดี บังเอิญให้จุฬกะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในเวลานั้น และเริ่มท่องบ่นมนต์ที่อาจารย์สั่งมา เมื่อเจ้าหัวขโมยได้ยินก็รีบเผ่นหนีไปทันที

พระราชาทอดพระเนตรเหตุการณ์โดยตลอด เกิดสนพระทัยในมนต์บทนี้จึงให้ท่านอำมาตย์ไปตามตัวจุฬกะมา จุฬกะสอนมนต์บทนั้นแก่พระราชา ทำให้ได้รับพระราชทานเงินทองมากมาย

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงแค่นั้น ด้วยมีเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นกับพระราชาในวันที่พระองค์จะปลงพระมัสสุ (โกนหนวด) นายช่างกัลบก (ช่างตัดผม หรือช่างโกนหนวด) ได้รับสินบนจากเสนาบดีให้ปลงพระชนม์พระราชาเสีย ท่านคงพอจะนึกภาพนายช่างกัลบกยืนอยู่เบื้องหลังพระราชา สะบัดมีดโกนคมกริบอยู่ไปมา ยังไม่ทันจะลงมือทำอะไรเพราะเป็นงานเสี่ยงต้องใช้กำลังใจมาก และจะต้องมั่นใจว่าจะเชือดเฉือนให้ตายคาที่ในพริบตาเดียว

ช่วงเวลานั้นเอง พระราชาก็นึกมนต์ที่จุฬกะสอนไว้ให้ และเปล่งเสียงท่องมนต์ขึ้นมา มนต์ก็แสดงความขลังจริง ๆ นายช่างกัลบกลนลานทรุดตัวลงขอพระราชทานชีวิตจากพระราชา

คงจะเดาถูกกระมังว่า ผู้กระทำผิดก็ต้องได้รับโทษอย่างแน่นอน ส่วนจุฬกะก็ต้องได้รับบำเหน็จเต็มที่เช่นกัน

และเชื่อว่า หลาย ๆ ท่าน คงอยากจะรู้คำแปลของมนต์นี้กันเต็มทีแล้ว คำเฉลยก็คือ

"เรารู้นะ เรารู้นะ ว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่"

ซึ่งแน่นอนเจ้าขโมยได้ยินก็ต้องเผ่นหนี ช่างกัลบกได้ยินก็ต้องสารภาพความผิด

เมื่ออ่านจบแล้ว ก็จะได้ข้อคิดสั้น ๆ ที่ว่า มนต์ (ข้อความอย่างหนึ่ง) จะขลังก็ต่อเมื่ออาจารย์ที่สอนมนต์เป็นคนดีมีปัญญา ส่วนศิษย์นั้นก็เชื่อฟังครูอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามด้วยความอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร แต่ก็ต้องไม่ลืมกฎเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาคำสอนที่มีมากมายว่า

"คำสอนที่ดีนั้นเมื่อปฏิบัติไปแล้ว คนดีมีปัญญาย่อมทราบจะไม่ตำหนิ และไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเอง และผู้อื่น อีกทั้งมีผลเป็นความสุขด้วย"

ดังนั้น ขอให้ลองหาดูตัวอย่างคำสอนที่เข้ากับหลักเกณฑ์นี้ตลอดไป พร้อมนำไปปฏิบัติเพื่อความสุข และความสำเร็จในชีวิตทุกประการด้วยนะคะ

///////////

ขอขอบคุณนิทานเรื่องสั้น "ธรรมะบันดาลใจ นิทานต้นแบบแห่งความดี" สำนักพิมพ์ในเครือสถาพรบุ๊คส์

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : อุทิศส่วนกุศลให้แก่ "ความดี"

นิทานสอนใจ : อุทิศส่วนกุศลให้แก่ "ความดี"


เรื่องนี้มาแปลกมาก มีด้วยหรือที่ไปอุทิศส่วนกุศลให้แก่ความดี เท่าที่เคยรู้ ๆ กันนั้น คงทั้งหลายมีแต่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่คนที่ตายไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าความดีได้ตายจากโลกนี้แล้วกระมัง จึงต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

อ่านเรื่องกันก่อนดีกว่าครับ...

คนที่ทำบุญอุทิศให้แก่ความดีนั้น เป็นพราหมณ์หญิงแห่งเมืองสาวัตถี เมื่อหลายพันปีมาแล้วเชื่อว่า "กัจจานี" นางมีบุตรชายโตเป็นหนุ่มแล้วอยู่คนหนึ่ง บุตรชายคนนี้ดีต่อมารดามาก เขาดูแลนางพราหมณีให้มีความสุขสบายโดยไม่ให้เหน็ดเหนื่อย จนนางกัจจานีสงสารอยากให้ลูกมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ โดยการหาหญิงสาวที่คู่ควรมาเป็นภรรยา

ในครั้งแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ ด้วยคิดว่าไม่ได้เหน็ดเหนื่อยยากอันใดนักหนา มีความเต็มใจที่มีโอกาสได้ปรนนิบัติมารดาเช่นนี้ แต่ในที่สุดทนการรบเร้าจากมารดาไม่ไหวจึงต้องรับหญิงคนหนึ่งมาเป็นภรรยา

แม้ว่าจะแต่งงานไปแล้ว ชายหนุ่มก็ยังดูแลยกย่องมารดาดังเดิม เป็นเหตุให้ผู้เป็นภรรยาเกิดความอิจฉา ริษยา อยากได้รับการเอาอกเอาใจ และเป็นใหญ่ในบ้านบ้าง จึงเห็นว่านางพราหมณีเป็นเสี้ยนหนามที่ต้องกำจัดเสียให้พ้นทาง

เมื่อสามีไม่อยู่เมื่อใด ผู้เป็นภรรยาก็แกล้งนางกัจจานีต่าง ๆ นานา เช่น หุงข้าวดิบให้กินบ้าง ผสมน้ำเย็นจัด หรือร้อนจัดให้อาบบ้าง ปล่อยให้ยุงเข้ามุ้งบ้าง ทำดังนี้แล้วก็ยังฟ้องสามีว่า แม่นั้นเอาใจยาก บ่นจู้จี้จุกจิก ทำอะไรก็มีแต่ติ กระทำเช่นนี้บ่อย ๆ เข้า สามีก็ชักจะเอนเอียง เชื่อภรรยา จนถูกนางใช้มารยาหญิงยุยุงให้เขาไล่มารดาออกไป

นางกัจจาณีต้องเรร่อนอาศัยเขาบ้าง ขอทานบ้าง รับจ้างบ้าง ยังชีพไปวัน ๆ หนึ่งด้วยความลำบาก แต่ก็มิได้กล่าวโทษลูกแต่อย่างใด บุตรสะใภ้ของนางก็ไม่ได้หยุดความร้ายกาจ เมื่อนางตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายออกมา นางก็ประโคมข่าวว่านางมีโชคดี เพราะได้ขับคนอัปมงคลออกไปจากบ้าน

ฝ่ายนางพราหมณีมีความโทมนัสเศร้าเสียใจมากว่า "ธรรมะอันเป็นความดีงาม" ได้ตายไปจากโลกแล้วหรือ คนทำชั่วถึงได้ดี นางจึงตัดสินใจนำอาหารเข้าไปในป่าช้า ใช้หัวกระโหลก 3 หัวเป็นที่ตั้งหม้อและกระทะจุดเชื้อเพลิงหุมต้มอาหารเตรียมอุทิศให้แก่ธรรมะ

เรื่องแบบนี้คงไม่เคยเกิดขึ้นในโลก จึงร้อนถึงพระอินทร์ต้องปลอมเป็นพารหมณ์แก่มาสงเคราะห์นางพราหมณี โดยการรับอาสาไปลงโทษลูก และหลานของนางให้ถึงแก่ความตาย หรือทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือให้ยากจนลง แต่ไม่ว่าจะเสนอโทษอย่างใด ๆ นางพราหมณีก็ไม่อาจเห็นความวิบัติที่จะเกิดกับบุตรชาย สะใภ้ และหลานของนางได้ พระอินทร์แปลงจึงชี้ให้เห็นว่า

"ธรรมะยังไม่ได้ตายไปจากโลกนี้ ด้วยเห็นชัด ๆ ว่า ยังมีอยู่แม้ในตัวของนางเองที่มีความรัก และความเมตตาต่อลูก ไม่ได้อาฆาตพยาบาทจองเวร หรือคิดอยากให้ลูกมีอันตรายใด ๆ เลย ส่วนกรรมดีกรรมชั่วนั้นย่อมมีจริง เพียงแต่ไม่ส่งผลทันตาเห็นอย่างที่เราต้องการเสมอไป"

ซึ่งนางกัจจานีก็เห็นจริง พราหมณ์เฒ่าจึงเรียกบุตรชาย และสะใภ้มาอบรมสั่งสอนให้ทราบถึงความรักอันสูงส่งของนางกัจจานี จนทั้งสองสำนึก และรับนางกัจจานีเข้าไปอยู่ในบ้าน คอยดูแลให้ความสุขจนสิ้นอายุขัย

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ที่แสนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องและเป็นอมตะ ซึ่งไม่มีความรักชนิดใด ๆ ในโลกมาเทียบเทียมได้

ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากให้ผู้อ่านทุกท่านทบทวนดูความรักของแม่ในทุก ๆ วัน แล้วแสดงน้ำใจตอบด้วยวิธีการที่เหมาะสมของแต่ละคน ให้เลื่องลือกระฉ่อนเทียบเทียงกับความรักของแม่ในเรื่องนี้

//////////////

ขอขอบคุณนิทานเรื่องสั้น "ธรรมะบันดาลใจ นิทานต้นแบบแห่งความดี" สำนักพิมพ์ในเครือสถาพรบุ๊คส์

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ความทะนงตัวของแมลงวัน

นิทานสอนใจ : ความทะนงตัวของแมลงวัน


แมลงวันตัวหนึ่งไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มันเที่ยวบินเร่ร่อนหาของกินไปทั่ว และไม่ได้คิดถึงอะไรมากนัก นอกจากคิดว่า ตนเองมีความสุขสบายดีแล้วที่มีชีวิตแบบนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีภาระและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

วันหนึ่งในฤดูร้อน แมลงวันตัวนี้บินเตร็ดเตร่ไปหาของกินทางทิศเหนือพบฝูงมดง่ามฝูงหนึ่งกำลังขนอาหารไปสู่รังอย่างขะมักเขม้น แมลงวันเฝ้าสังเกตเหล่ามดง่ามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน มดง่ามตัวหนึ่งได้ยินดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามแมลงวันว่า

"มีใครในหมู่พวกเรา ทำให้ท่านขบขันถึงปานนั้นหรือ"

"อ้อ...หามิได้หรอกท่าน" แมลงวันร้องบอก "ข้ามิได้ขบขันผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่ท่าน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาในชะตาชีวิตของพวกเจ้ามากกว่า"

"เวทนาเพราะสิ่งใดเล่า" มดง่ามถาม

"เวทนา เพราะพวกท่านต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงจะมีอาหารประทังชีวิต ผิดกับตัวข้าพเจ้าที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่สามารถหาอาหารมาปรนเปรอกระเพาะได้ตลอดเวลา" แมลงวันตอบอย่างเยาะหยัน

"ชะตาชีวิตของพวกเราทำให้ท่านรู้สึกอย่างนั้นหรือ...ผิดแล้วล่ะ ท่านต้องคิดกลับกันต่างหาก เพราะการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ชีวิตของพวกเรามีคุณค่าเป็นที่ประจักษ์ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น แต่ข้าพเจ้าก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่า สำหรับท่านซึ่งทำตนเสมือนอยู่ไปวันๆ นั้นคงไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่นหรอก เพราะแม้แต่ตัวท่านเอง ยังทำตนให้เกิดคุณค่าใดๆ มิได้เลย" มดง่ามพูด

แมลงวันเมื่อได้ยินมดง่ามกล่าวดังนั้น ก็รู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมาก ด้วยคิดว่ามดง่ามนั้นช่างไม่รู้สำนึกตน จึงได้พูดจากลบเกลื่อนความต่ำต้อยของตนเอง และกล่าวแดกดันแมลงวันออกมาเช่นนั้น มันจึงชูคอขึ้นด้วยความหยิ่งผยองราวกับว่าตนคือพญาอินทรี แล้วกล่าวต่อไปว่า

"มดง่ามเอ๋ย...ตัวท่านนั้นหาได้มีดีดังว่าไม่ และตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นดังเช่นคำพูดท่านด้วย ลองคิดดูสิ ระหว่างท่านกับข้าพเจ้านั้น ใครเล่าคือผู้ยิ่งใหญ่และถือครองบุญวาสนากว่ากัน ข้าพเจ้าจะบอกอะไรบางอย่างแก่ท่าน ซึ่งท่านอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า ตัวข้าพเจ้าสามารถบินวนไปรอบๆ ที่บูชา และข้าพเจ้าก็เที่ยวดั้นด้นไปทั่วทุกวิหารของเทพเจ้ามาแล้ว นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังเป็นผู้แรก ที่ได้มีโอกาสลิ้มรสเครื่องในตับไตไส้พุงของเครื่องเซ่นสรวงในวิหารเหล่านั้น...

"ท่านรู้หรือไม่ เมื่อข้าพเจ้ามองเห็นเศียรของกษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวของผู้คนทั่วแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าสามารถบินร่อนลงไปเกาะได้ในไม่ช้า...

"นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังทำในเรื่องที่บุรุษทุกคนต้องอิจฉา เพราะข้าพเจ้าสามารถจุมพิตริมฝีปากสาวบริสุทธิ์ทุกคนได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่บุรุษทั่วไปไม่อาจกระทำได้ตามอำเภอใจ...

"และสุดท้าย ข้าพเจ้าขอย้ำให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่งว่า ข้าพเจ้านั้น ไม่ต้องดิ้นรนทำงาน แต่ก็มีชีวิตที่โอ่อ่าหรูหราได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหากเปรียบกับตัวท่าน ผู้ที่ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่มีสิ่งใดหรอกที่จะนำมาเทียบกันได้"


มดง่ามนิ่งฟังอย่างสงบ แล้วตอบว่า

"แน่ทีเดียว ท่านแมลงวัน...เราต้องภาคภูมิใจเมื่อได้รับประทานอาหารกับเทพเจ้า แต่ก็ต่อเมื่อได้รับการเชื้อเชิญอย่างยินดี ไม่ใช่ถือตนเข้าไปเองโดยไม่มีการต้อนรับ แล้วท่านเล่า เคยได้รับการเชื้อเชิญแบบนั้นหรือไม่..."

"ท่านเคยได้ไปเยือนสถานที่บูชาอย่างนั้นหรือ? อาจเป็นเช่นนั้นได้ แต่ท่านก็ถูกขับไล่ออกมาอย่างรวดเร็ว มิใช่หรือ..."

"ท่านพูดถึงพระเศียรของกษัตริย์ และริมฝีปากของหญิงสาว แต่ทั้งสองเป็นสิ่งที่ควรปกปิดจากการสัมผัส และแม้แต่เด็กยังรู้ว่าต้องให้ความเคารพ และปฏิบัติกับสิ่งเหล่านั้นอย่างให้เกียรติ แต่ท่านเล่า เหตุใดจึงทำการล่วงละเมิดเช่นนั้นอยู่เป็นนิจ หรือในชีวิตของท่าน ไม่เคยรู้จักกับกาลเทศะและความสงบเสงี่ยมเลย..."

"ท่านไม่ทำงานเลยหรือ? ใช่แล้ว เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า ท่านจึงต้องขาดแคลนบ่อยๆ ด้วยเหตุนี้เอง ขณะเมื่อข้าพเจ้าทำงานเก็บไว้กินในฤดูหนาว ข้าพเจ้าเคยแลเห็นท่านเที่ยวหากินตามกองขยะ และสิ่งปฏิกูลใกล้ๆ กำแพงเมือง ซึ่งต้องเสี่ยงเผชิญกับความหนาวเย็นที่อาจจะทำให้ท่านตายได้ทุกเมื่อ..."

"และนั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดข้าพเจ้าและเพื่อนๆ จึงต้องทำงานกันอย่างหนักในตอนนี้ เพราะอาหารที่พวกเรากำลังขนเข้าไปในรัง จะกลายเป็นเสบียงอาหารชั้นดี ที่ช่วยให้พวกเราอยู่รอดตลอดหน้าหนาวนั้น โดยที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงภัยหนาวอยู่ข้างนอก..."

"แล้วตัวท่านเล่า ในเมื่อฤดูหนาวไม่ทำงาน เที่ยวมาคอยรบกวนการทำงานของข้าพเจ้า ฤดูหนาวท่านก็ต้องทนจับเจ่าหลบลมหนาว หาความปลอดภัยให้แก่ชีวิตไม่ได้เป็นธรรมดา ข้าพเจ้าคิดว่า เท่าที่ข้าพเจ้าพูดมานี้ ก็พอจะลดความหยิ่งผยองของท่านได้มากแล้ว"

กล่าวจบมดง่ามก็ละความสนใจจากแมลงวันแล้วกลับเข้ากลุ่มมด เพื่อทำงานตามหน้าที่ตนเองอย่างแข็งขันต่อไป

ส่วนแมลงวันนั้นรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก มันรีบบินออกไปไกลจากฝูงมด และไม่เคยกลับมาทางนี้อีกเลย

ดังนั้น เธอทั้งหลายจงอย่าดูแคลนว่าผู้อื่นต้อยต่ำ แล้วทะนงตนเองว่าสูง เพียงเพราะเห็นว่า ตัวเองมั่งมีสุขสบายกว่าเขา เพราะนั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวยเกินกว่าจะเอามาตัดสินคุณค่าชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งได้

รู้ไว้เถิดว่า สำหรับคนที่สูงส่งจริงๆ แล้ว เขามักจะอยู่อย่างเจียมตน และไม่อวดอ้างหรอกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าผู้อื่น เนื่องจากคนที่สูงส่งที่แท้จริงย่อมทำตนเองให้มีคุณค่ามากพอ จนเกิดความรู้สึกอิ่มเอมในชีวิต และไม่จำเป็นต้องยกตนเพื่อไปเปรียบเทียบ หรือคุกคาม ข่มเหงใครๆ เพียงเพราะต้องการให้ตนเองดูยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่น เพราะผู้ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่คนที่สูงส่งอะไร แต่เป็นคนต่ำต้อยที่อยากให้ใครๆ รู้ว่าตนเองสูงส่งเท่านั้น

//////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดี ๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : เพื่อนยากพาย่ำแย่

นิทานสอนใจ : เพื่อนยากพาย่ำแย่


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ปรากฏมิตรไมตรีอันเด่นชัดระหว่างสัตว์สองตัวคือ ลิง และปลา ซึ่งให้ความนับถือเป็นเพื่อนรักเพื่อนยาก และคอยช่วยเหลือจุนเจือกันมาเป็นเวลานาน

เมื่อมีเวลาว่าง บางครั้งลิงก็จะมาหาปลาที่ริมตลิ่ง และบางครั้งปลาก็ไปเรียกหาลิงที่ต้นมะม่วงใกล้ธารน้ำ ทั้งสองมักจะไปมาหาสู่กันเช่นนี้เพื่อใช้เวลาพูดคุยปรึกษาปัญหาต่าง ๆ รวมไปถึงการปรับทุกข์กันอยู่เสมอ

ว่ากันตามจริงแล้ว การที่สัตว์สองตัวนี้มาจับคู่เป็นเพื่อนยากกันก็นับว่าสมควรอยู่ เพราะต่างก็สามารถใช้คุณสมบัติเฉพาะตัวของตนเกื้อหนุนอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ดังเช่นลิงนั้น ว่ากันตามจริงแล้วก็ถือว่าเป็นสัตว์ที่ได้เปรียบในการใช้ชีวิตมากกว่าปลา เพราะจะไปไหนมาไหนก็สะดวก มีอิสระเสรีที่จะท่องเที่ยวหาอาหารตามที่ต่าง ๆ ในป่าได้ดั่งที่ใจต้องการ

ลิงจึงนับได้ว่าเป็นผู้กว้างขวางผู้หนึ่งในป่า แต่ลิงก็ไม่ได้ทะนงตนในเรื่องนี้มากมายนัก มันคบปลาเป็นเพื่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และยังคงเห็นคุณค่าในตัวปลาอยู่เสมอ ด้วยมีความคิดว่า แม้ปลาจะเป็นเพียงสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ แต่หากวันใดวันหนึ่งที่อาหารในป่าหมดไป ตนเองอาจจะต้องเป็นฝ่ายไปขอพึ่งพาอาศัยปลา หรืออีกทางหนึ่งปลาก็ทำให้ลิงกว้างขวางในสังคมสัตว์มากขึ้น เผื่อมีศัตรูใด ๆ มารุกราน ลิงก็อาจขอความช่วยเหลือจากปลา และเหล่าสัตว์น้ำได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด

ส่วนปลา เป็นสัตว์ที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำ ปลาคิดว่าเป็นบุญของตนโดยแท้ที่ได้ลิงมาเป็นเพื่อนยาก เพราะลิงมีน้ำใจช่วยเหลือปลาในเรื่องต่าง ๆ ที่ลิงทำได้มาโดยตลอด นอกจากนั้น หากมีคราวใดที่ปลาเกิดอุบัติเหตุติดค้างอยู่บนบก ลิงก็สามารถช่วยปลามาปล่อยลงน้ำได้อย่างทันท่วงที

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ลิงไม่กินปลาเป็นอาหาร ดังนั้นการคบลิงจึงมีความปลอดภัยสำหรับปลา ยิ่งไปกว่านั้นบนบกก็มีอาหารกินที่อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะผลไม้สุก ๆ ซึ่งลิงต้องกินเป็นอาหารอยู่แล้ว ลิงก็มักจะกัดแบ่งผลไม้สุกเหล่านั้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่เพียงพอกับความต้องการของปลา แล้วส่งให้ปลากินอยู่บ่อย ๆ ลิงและปลาจึงรักและประทับใจในกันและกันไม่เสื่อมคลายด้วยประการฉะนี้

อยู่มาวันหนึ่ง เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นในป่า น้ำป่าไหลหลากจนท่วมล้นตลิ่ง และเพิ่มระดับสูงขึ้นจนเกือบจะท่วมถึงกิ่งไม้ ลิงและปลาต่างเป็นห่วงในกันและกันมาก ลิงนั้นเที่ยวกระโดดไปตามกิ่งไม้ที่น้ำยังท่วมไม่ถึงแล้วร้องตะโกนเรียกหาปลา

"ปลาเพื่อนยาก เจ้าอยู่ที่ไหน...อยู่แถวนี้หรือไม่ ช่วยส่งเสียงให้ข้ารับรู้ด้วย ปลาเพื่อนยากของข้า"

ลิงตามหาปลาด้วยความเป็นห่วงยิ่งนัก มันกลัวว่าปลาจะถูกน้ำพัดพาไปติดค้างตามกิ่งไม้ต่างๆ แต่ไม่ว่าจะหาเท่าไรก็ยังไร้ซึ่งวี่แววของปลาเพื่อนรัก มันตามหาปลาไปทั่วป่าจนอ่อนเพลียสิ้นเรี่ยวแรงและผล็อยหลับไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

ฝ่ายปลาก็เป็นห่วงลิงมากไม่แพ้กัน มันกลัวว่าลิงจะพลัดตกน้ำและจมน้ำตาย ปลาจึงเที่ยวว่ายน้ำหาลิงไปทั่วทุกหนแห่งที่มันจะสามารถว่ายฝ่าไปได้ด้วยกำลังทั้งหมดจากครีบเล็ก ๆ ทั้งสองของมัน

"เราต้องตามหาลิงให้พบและช่วยลิงให้ได้ ลิงช่วยเรามามากแล้ว ถึงคราวที่เราจะได้ตอบแทนบุญคุณเพื่อนรักของเราบ้าง" ปลาคิดในใจและว่ายน้ำหาลิงต่อไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะต้องช่วยลิงให้ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้ว ปลาก็ยังหาลิงไม่พบ ครีบน้อย ๆ ของมันที่ใช้แหวกว่ายทวนกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากมาตลอดทางเริ่มอ่อนล้าจนแทบขยับไม่ได้


"ตอนนี้เราไร้เรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป หากยังฝืนตัวเอง เราคงได้หมดกำลังและตายเสียก่อนที่จะได้ช่วยลิงเป็นแน่ เพราะฉะนั้นเราจะพักตัวเองสักครู่ เมื่อมีแรงแล้วจึงค่อยว่ายน้ำหาลิงต่อไปจะดีกว่า" ปลาบอกกับตัวเอง แล้วว่ายเข้าไปหลบพักอยู่ในโพรงรากไม้ที่ถูกน้ำท่วมถึงต้นหนึ่งเพื่อออมแรงไว้ก่อน

แต่แล้วธรรมชาติก็เมตตาช่วยให้เพื่อนรักทั้งสองมาพบกันจนได้ เพราะน้ำที่ท่วมป่าได้พัดพาเอาร่างน้อย ๆ ของปลาที่กำลังพักผ่อนเอาแรงอยู่ในโพรงไม้ เคลื่อนขึ้นไปกระทบกับกิ่งไม้ที่ลิงพักหลับอยู่

เมื่อลิงถูกน้ำป่ากระเด็นมากระทบตัวก็ตกใจตื่น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นปลาซึ่งถูกกระแสน้ำพัดพามาทางที่ตนอยู่พอดี ลิงดีใจมากรีบยื่นมือออกไปคว้าร่างของปลาไว้ แล้วนำปลาไปวางไว้บนยอดไม้ เพื่อไม่ให้ปลาถูกกระแสน้ำพัดพาต่อไปอีก

"ตื่นเถิดเพื่อนเอ๋ย" ลิงปลุกปลาจนต้องตื่นตามเสียงเรียกของเพื่อนรัก

"โอ...ลิงเพื่อนยาก" ปลาร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นหน้าลิง "ข้าตามหาเพื่อนอยู่นานมากแล้วรู้ไหม แต่หาเท่าไร ๆ ก็ไม่พบ เพื่อนไปอยู่ไหนมาเล่า"

"ข้าก็เที่ยวตามหาเพื่อนจนสิ้นแรงเช่นกัน แต่โชคดีที่โชคชะตาชักนำให้เรามาพบกันอีก ข้าเห็นเพื่อนถูกน้ำพัดมาเลยรีบคว้าร่างเพื่อนไว้ แล้วนำมาวางไว้บนยอดไม้นี่ ด้วยเกรงว่าเพื่อนอาจจะถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดพาไปพบกับอันตรายได้" ลิงกล่าวแก่ปลา

"โอ...ลิงเพื่อนยาก ท่านมีบุญคุณกับข้าอีกแล้วหรือนี่ ข้าหวังว่าจะได้ช่วยเพื่อนบ้าง แต่กลายเป็นว่าเป็นว่าเพื่อนต้องมาช่วยข้าอีก" ปลาตัดพ้อตัวเอง

"อย่าพูดอย่างนั้นเลยปลาเพื่อนรัก เพื่อนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้า ข้าไม่ยอมให้เพื่อนเป็นอะไรหรอก...ว่าแต่เพื่อนอยู่บนยอดไม้นี่สบายดีหรือไม่" ลิงถามปลาด้วยความเป็นห่วง

"ขอบใจลิงมากที่นำข้ามาอยู่บนยอดไม้นี้ ข้าสบายดี และเห็นด้วยกับเพื่อนว่าหากอยู่ในน้ำที่พัดแรงอย่างนั้นต่อไป ตัวข้าอาจจะไปกระแทกกับโขดหินตายเสียก่อนก็เป็นได้" ปลาเห็นด้วยกับลิงโดยลืมไปเสียสนิทว่าตนเองเป็นสัตว์น้ำ ก็ต้องอยู่ในน้ำ

"ถ้าเพื่อนว่าอย่างนี้ข้ากับเบาใจ เอาอย่างนี้นะ เพื่อนพักอยู่บนนี้ก่อน เดี๋ยวข้าจะไปหาอาหารดี ๆ มาให้เพื่อนกินเอง" ลิงบอกแก่ปลาแล้วรีบปีนป่ายต้นไม้ออกไปหาอาหารให้ปลาทันที

ในไม่ช้าเมื่อลองกลับมายังยอดไม้ที่ปลานอนอยู่ ลิงก็แทบเป็นลมทั้งยืน เมื่อเห็นปลาเพื่อนยาก นอนแน่นิ่งสิ้นใจอยู่บนยอดไม้ที่ลิงพามาหลบกระแสน้ำอยู่นั่นเอง

ดังนั้น เธอทั้งหลาย...จงยืนยันในเจตนารมณ์อันดีงามของเธอ ที่มุ่งมั่นในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่เดือดร้อนต่อไปเถิด ความหวังดีของคนเราซึ่งมีต่อผู้อื่นนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดีและช่วยให้สังคมของเราน่าอยู่ขึ้นเป็นแน่ แต่บางครั้ง บางกรณีบางบุคคล เราก็ต้องศึกษา ทำความเข้าใจในรากเหง้าของปัญหาและธรรมชาติของคนผู้ซึ่งต้องการรับความช่วยเหลือให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่เขาไปอย่างเต็มที่ หากเป็นดังนี้ ความช่วยเหลือของเธอ จึงจะสร้างคุณประโยชน์ให้เกิดแก่ผู้เดือดร้อนได้ดีเป็นที่สุด

และในแง่ของผู้ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นนั้น ขอจงอย่าขาดสติในตนเอง และมัวหลงดีใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาหยิบยื่นให้ แต่ต้องคิดให้รอบคอบด้วยว่า ความช่วยเหลือที่เขาให้แก่เรานั้น ถูกต้องเหมาะสมตามที่เรากำลังเดือดร้อนจริงหรือไม่ และตรงกับสภาพตามธรรมชาติของเราด้วยหรือเปล่า

มิเช่นนั้น ความช่วยเหลือที่ตั้งใจมอบให้ ก็อาจจะนำพาซึ่งผลร้ายและความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาสู่ผู้เดือดร้อน มากกว่าผลดีที่เขาผู้นั้นสมควรจะได้รับจริง ๆ

////////////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดี ๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : คนขายสุนัขกับลูกสุนัขทั้งเจ็ด

นิทานสอนใจ : คนขายสุนัขกับลูกสุนัขทั้งเจ็ด


มีร้านค้าแห่งหนึ่งติดประกาศขายลูกสุนัข 7 ตัว เมื่อรู้ข่าวก็มีเด็ก ๆ แวะเวียนเข้ามาเล่นมาชมลูกสุนัขทุกวัน แต่ก็ยังไม่มีใครตกลงใจซื้อ เพราะเป็นสุนัขพันธุ์ดี มีราคาค่อนข้างแพง

วันหนึ่งขณะที่เจ้าของร้านกำลังยุ่งอยู่กับการขายของอื่นๆ ให้แก่ลูกค้าในร้าน เด็กชายหน้าตาน่าเอ็นดูคนหนึ่งก็มากระตุกชายเสื้อเขา เขาก้มลงมอง และถามว่า "มีอะไรให้ช่วยหรือไม่"

"เพื่อนของผม บอกว่า ที่ร้านของคุณอามีลูกหมาขาย ผมอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัว พ่อแม่ก็อนุญาตแล้ว ขอผมดูลูกหมาของคุณอาหน่อยได้ไหมครับ?" เด็กชายบอกอย่างสุภาพ

"อ๋อ ได้สิหนู พวกมันกำลังนอนเล่นอยู่หลังร้านน่ะ" เจ้าของร้านกล่าวอย่างยินดีแล้วผิวปากเรียกสุนักทั้งเจ็ดออกมา

เด็กชายยิ้มร่าเมื่อเห็นลูกสุนัขวิ่งตุ้ยนุ้ยออกมาทีละตัว เขานับ...แต่ก็มีแค่หกตัวเท่านั้น

"ไหนว่ามีเจ็ดตัว มีคนซื้อไปตัวหนึ่งแล้วหรือครับ?" เด็กชายถาม

เจ้าของร้าน ตอบว่า "อ๋อ เปล่าหรอกหนู ยังไม่มีใครซื้อไปเลยสักตัว เพียงแต่ตัวสุดท้ายขาหลังเขาไม่ดี มันก็เลยต้องคลานออกมา วิ่งมาพร้อมกับพี่ ๆ ของมันไม่ได้" สิ้นคำเจ้าของร้าน ลูกสุนัขตัวที่เจ็ดก็คลานออกมา ขาหลังทั้งคู่ของมันลีบเหลือนิดเดียว มันต้องใช้ขาหน้าลากพาร่างกายออกมาจากหลังร้าน

ลูกสุนัขมองมาทางเด็กชายแล้วครางงี้ด ๆ เห็นได้ชัดว่า มันพยายามคลานมาหาเขา หางของมันกระดิกดุ๊กดิ๊ก ๆ อยู่ตลอดเวลา มันคลานเข้าไปเลียรองเท้าของเด็กชาย ซึ่งดูท่าทางจะชอบเขามาก

เด็กชายหัวเราะแล้วอุ้มมันขึ้นมา ก่อนจะถามเจ้าของร้านว่า "หมาตัวนี้ราคาเท่าไรครับ?"

"ปกติ อาบอกขายอยู่ตัวละสองพันบาทนะ" เจ้าของร้านตอบ

เด็กชายนิ่งอึ้งไป ก่อนจะล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับ เขามีเงินอยู่เพียงสี่ร้อยห้าสิบบาทเท่านั้น

"ผมมีเงินไม่ พอซื้อหมาตัวนี้" เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ

เจ้าของร้าน รีบบอกทันทีว่า "โอ๊ะ! หนู ถ้าหนูอยากได้หมาตัวนี้ไปก็เอาไปเถอะ ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก อายกให้หนูฟรี ๆ ไปเลย" เด็กชายฟังเจ้าของร้านแล้วชะงักไป ก่อนจะถามกลับอย่างไม่พอใจว่า "ทำไมครับ ทำไมถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินถ้าจะซื้อหมาตัวนี้?"

"ก็อย่างที่หนูเห็นอย่างไรล่ะ ลูกหมาตัวนี้มันติดมาพร้อม ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ของมัน และอาก็ไม่คิดว่าจะขายมันอยู่แล้ว เพราะมันพิการ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้ ความจริงอาไม่อยากให้หนูได้ของมีตำหนิอย่างนี้ไปนะ ลองดูตัว อื่นดีไหม?"

เด็กชายเม้มปากแน่นก่อนจะพูดว่า "คุณอาดูอะไรนี่สิครับ" ว่าแล้วเขา ก็ดึงขากางเกงทั้งสองข้างขึ้น

เจ้าของร้าน จึงได้เห็นว่า ขาของเด็กชายคนนี้เล็กลีบ เช่นเดียวกับขาหลังของลูกสุนัข แต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้ ก็เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงเอาไว้

"คุณอาครับ ขาของผมก็ลีบใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกัน ผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่น ๆ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้ อย่างนี้ผมก็เป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่าครับ?" เจ้าของร้านได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอึ้งไป ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา

เด็กชายปล่อยขากางเกงลงแล้วพูดต่อว่า "ผมจะซื้อสุนัขตัวนี้ในราคาสองพันบาทเท่ากับลูกหมาตัวอื่น ๆ แต่ว่าผมมีเงินไม่พอ ถ้าผมจะอ้อนวอนคุณอา ขอผ่อนราคาของลูกหมาตัวนี้เดือนละหนึ่งร้อยบาททุกเดือนจนครบสองพันบาท คุณอาจะว่าอย่างไรครับ?"

เจ้าของร้านน้ำตาไหลริน ทรุดตัวลงตรงหน้าเด็กชาย และกอดเขาไว้ด้วยความประทับใจ พลางกล่าวขอ โทษขอโพยในสิ่งที่ตนได้ทำผิดพลาดไป ซึ่งเขาบอกกับเด็กชายไปว่า ไม่ขัดข้องที่จะให้เด็กชายผ่อนค่าตัวของลูกสุนัขตัวนี้ และกล่าวว่า ถ้าสุนัขทุกตัวมีเจ้านายที่จิตใจดีอย่างเด็กชาย พวกมันก็คงจะมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าตัดสิน "คุณค่า" จากรูปลักษณ์ภายนอก

/////////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดี ๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ผู้หญิงไม่เคยทำอะไร

นิทานสอนใจ : ผู้หญิงไม่เคยทำอะไร


ดาหวันสมัครเข้าทำงานในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และเธอก็ได้รับโอกาสให้ทำงานเป็นเลขาฯ ของชาคริต ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้ ดาหวันตั้งใจทำงานมาก เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่สุดที่ได้งานนี้

หน้าที่ของดาหวันคือ เข้าไปจัดห้องทำงานเตรียมพร้อมไว้ก่อนที่ชาคริตจะเข้าบริษัทฯ และคอยเป็นมือขวาช่วยติดต่อประสานงานต่าง ๆ ให้ การจัดห้องทำงานของชาคริตทำให้ดาหวันรู้สึกว่าเจ้านายของเธอแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เพราะเขาตั้งรูปถ่ายที่ถ่ายร่วมกับภรรยาและลูกสาวเอาไว้บนโต๊ะทำงานด้วย

"ภรรยาคุณชาคริตสวยมาก ลูกสาวก็น่ารักน่าชัง คุณชาคริตคงรักครอบครัวของเขามาก" ดาหวันพูดกับตัวเอง มาภายหลังเธอจึงรู้ว่าภรรยาของเจ้านายชื่อ กันยา

แต่ผ่านไปสามเดือน ดาหวันก็จับข้อสังเกตอย่างหนึ่งได้ เธอไม่เคยเห็นกันยามาหาชาคริตที่บริษัทเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ออกจากบ้านไปไหนเลยด้วยซ้ำ ดาหวันเห็นเจ้านายของเธอแอบแวบไปห้างสรรพสินค้าในเวลาพักเที่ยงบ่อย ๆ เพื่อหาซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้าบ้าน บางครั้งทั้ง ๆ ที่งานยุ่ง แต่ถ้ามีโทรศัพท์จากกันยามาสั่งซื้อของ ชาคริตจะหาเวลาไปซื้อสิ่งนั้นมาเก็บไว้ในรถเพื่อนำกลับไปให้เธอในตอนเย็นจนได้

ดาหวันเฝ้ามองการกระทำของเจ้านายด้วยความแปลกใจ เหตุใดผู้ชายคนหนึ่งจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อภรรยาของเขาได้ถึงขนาดนี้ เธอไม่เคยเห็นสามีคนไหนเป็นแบบชาคริตมาก่อน และก็ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนไม่ยอมทำอะไรเองสักอย่างแบบกันยามาก่อนด้วย

วันหนึ่งชาคริตงานยุ่งมาก เขามีประชุมด่วนติดต่อกันถึงสามแห่ง จึงไหว้วานดาหวันให้ช่วยไปรับลูกสาวจากโรงเรียนอนุบาล และซื้อของใช้บางอย่างกลับไปให้ภรรยาของเขาที่บ้านด้วย

"ได้ค่ะเจ้านาย" ดาหวันยิ้มรับคำ แต่ในใจนึกอิจฉากันยาว่า ทำไมถึงเกิดมาสบาย และเป็นที่รักของสามีอย่างนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร อยากได้สิ่งไหน สามีก็จัดหา หรือทำให้หมด ไม่เห็นจะต้องทำอะไรเองสักอย่างเดียว

"คุณส่งลูกสาวผมแค่หน้าปากซอยก็พอ ผมโทรฯ บอกให้พี่เลี้ยงของเขาออกมารอรับอยู่แล้ว ข้าวของที่ซื้อมาก็ฝากพี่เลี้ยงกลับไปได้เลย"

"ค่ะ" ดาหวันรับคำอีก แต่ในใจก็นึกปรามาสกันยาขึ้นมา

"แม้แต่ลูกของตัวเองก็ยังไม่ออกมารับ ผู้หญิงคนนี้ไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยหรือไงนะ"

รับวันดาหวันจะอิจฉากันยามากขึ้น เจ้านายของเธอก็ไม่เห็นจะเคยปริปากบ่นที่ภรรยาของเขาไม่ทำเลยสักอย่าง ซ้ำยังดูเหมือนจะมีความสุขที่ได้ทำทุก ๆ อย่างให้ภรรยาและลูกด้วยตัวเองอีกด้วย ดาหวันอิจฉากันยาเสียจริง นี่เธอจะมีโอกาสได้สามีที่แสนดีอย่างนี้บ้างไหมนะ

วันหนึ่ง กันยาโทรศัพท์เข้ามาขอสายสามี แต่ชาคริตไม่อยู่ ดาหวันเป็นผู้รับสาย เธอบอกไปว่า

"คุณชาคริตไปพบลูกค้า ติดต่อไม่ได้ คิดว่าคงจะปิดโทรศัพท์มือถือไปแล้วล่ะค่ะ"

"แย่จริง ดิฉันต้องการความช่วยเหลือจากเขาด่วนเสียด้วยสิ" กันยาบอก

ดาหวันรู้สึกไม่พอใจ นี่ผู้หญิงคนนี้ไม่คิดจะทำอะไรด้วยตัวเองบ้างหรืออย่างไรนะ ต้องใช้ให้สามีช่วยนั่นช่วยนี่ตลอด แต่ดาหวันก็พูดออกไปอย่างรักษามารยาทว่า

"คุณกันยามีอะไรเดือดร้อนล่ะคะ ให้ดิฉันช่วยแทนไหม"

"ดิฉันปวดฟันมากเหลือเกินค่ะ อยากให้สามีพาไปหาหมอฟัน แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะกินยาแก้ปวดไปพลาง ๆ ก่อน ถ้าเขามาแล้ว รบกวนคุณช่วยบอกเขาให้รีบกลับบ้านด้วยนะคะ"

ดาหวันวางโทรศัพท์อย่างหงุดหงิดใจ ทำไมเจ้านายของเธอถึงไปเลือกผู้หญิงอย่างนี้มาเป็นภรรยานะ ดูเธอสิ ขยันขันแข็งทำนั่นทำนี่สารพัด แต่ไม่เห็นจะมีผู้ชายดี ๆ มาชอบสักคน สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ชาคริตยังไม่กลับมา แม้ดาหวันจะไม่พอใจกันยา แต่เธอก็รู้สึกว่าคนที่เป็นเลขาฯ ควรจะทำทุก ๆ อย่างแทนเจ้านายได้ ดังนั้นดาหวันจึงตัดสินใจขับรถไปหากันยาที่บ้าน เผื่อว่าจะพอช่วยแบ่งเบาภาระอะไรชาคริตได้บ้าง

เมื่อไปถึง ดาหวันไม่เห็นใครอยู่บ้านเลย กดกริ่งเรียกเท่าไรก็ไม่มีคนมาเปิด ดาหวันลองผลักประตูรั้วดู ประตูไม่ได้ใส่กุญแจไว้ เธอจึงเดินเข้าไปในบ้าน พยายามมองหาใครสักคน จนมาถึงห้องห้องหนึ่ง เธอจึงได้ยินเสียงผู้หญิงในห้องร้องขึ้นอย่างดีใจว่า

"คุณคะ คุณกลับมาแล้วหรือ ฉันรอคุณมานานแล้ว"

ดาหวันจำได้ว่า เสียงนี้คือเสียงของกันยา เธอตอบกลับไปว่า "ไม่ใช่ค่ะคุณกันยา ดิฉันดาหวัน เลขาฯ ของคุณชาคริตค่ะ"

ตอนนั้นเองที่กันยาผลักประตูเปิดออกมา ดาหวันจึงได้เห็นกันยา ภรรยาของเจ้านายเป็นครั้งแรก ดาหวันตกใจจนเผลอหลุดปากร้องออกมา

"คุณพระช่วย!"

กันยามีหน้าตาที่งดงามดังเช่นภาพถ่าย แต่เธอต้องนั่งรถเข็นเพราะเธอไม่มีขาทั้งสองข้าง

"คุณดาหวันมาถึงที่นี่ มีอะไรรึเปล่าค่ะ" กันยาถาม ดูเหมือนว่าเธอไม่ถือสากับคำอุทานนั่นเลย

"อะ..เอ่อ...คือคุณชาคริตยังไม่กลับมาเลยค่ะ ดิฉันก็เลยแวะมาดูคุณกันยา เผื่อว่าคุณต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน"


กันยายิ้มแล้วตอบว่า "ขอบคุณค่ะ ดิฉันปวดฟันมากจริง ๆ แต่มีแค่ชาคริตเท่านั้นที่จะพาดิฉันไปได้ เพราะเขาแข็งแรงพอที่จะอุ้มฉันขึ้นลงจากรถเข็นได้ แล้วยังพับเก็บรถเข็นได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย แต่สำหรับคนอื่นดิฉันคงเป็นภาระมากทีเดียว"

จากนั้นกันยาจึงเชิญดาหวันไปที่ห้องรับแขกและเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเธอให้ดาหวันฟัง

"ดิฉันแต่งงานกับคุณชาคริตมาได้สามปีถึงมีลูกสาวคนนี้ คืนหนึ่งเราสองคนขับรถกลับจากต่างจังหวัด และเกิดอุบัติเหตุอาการสาหัสทั้งคู่ คุณชาคริตรักษาตัวจนหายดี แต่ดิฉันต้องเสียขาทั้งสองข้างไป"

"ดิฉันเสียใจด้วยนะคะ" ดาหวันบอก และรู้สึกสงสารกันยาขึ้นมาอย่างจับใจ

กันยายิ้มแล้วบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตอนนี้ดิฉันไม่เสียใจอีกแล้วที่ต้องเสียขาทั้งสองข้างไป เพราะสิ่งนี้เองทำให้ดิฉันรู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก มีสามีที่ดีซึ่งรักและจริงใจกับดิฉัน ไม่ทอดทิ้งกันแม้ในยามยาก"

เมื่อกันยาพูดจบ ชาคริตก็ปรากฏกายขึ้นพอดี เขามองดาหวันด้วยความแปลกใจเพราะไม่คาดคิดว่าจะพบเธอที่นี่ ก่อนจะตรงรี่เข้ามาหอมแก้มภรรยาแล้วถามเธอว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

"คุณกันยาปวดฟันมากค่ะเจ้านาย ดิฉันแวะมาดูแต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรเธอได้ คงมีแต่เจ้านายเท่านั้นละค่ะที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด" ดาหวันตอบแทนกันยา และขอตัวลากลับ ชาคริตจึงอาสาเดินมาส่งเธอหน้าบ้าน พร้อมกับกล่าวว่า

"ขอบคุณมากนะครับคุณดาหวันที่อุตส่าห์แวะเข้ามาดูแลภรรยาของผม ถ้าไม่รังเกียจคุณจะเข้ามาคุยกับเธอบ่อย ๆ ก็ได้ ท่าทางกันยาจะชอบคุณมาก เพราะตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุเธอก็ไม่ได้คุยกับเพื่อนคนไหนเลย"

ดาหวันยิ้ม และตอบชาคริตว่า "ดิฉันเองก็ชอบคุณกันยามาก และจะแวะมาคุยกับเธอบ่อย ๆ แน่นอนค่ะ"

ดาหวันคิดจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ เธอรู้สึกผิดมากที่เคยอิจฉากันยาโดยไม่รู้ว่ากันยาต้องตกอยู่ในสภาพที่ลำบากขนาดไหน ต่อไปดาหวันจะทำดีกับกันยาให้มาก และขอเป็นเพื่อนที่จริงใจที่สุดคนหนึ่งของเธอ

เรื่องนี้สอนใจว่า ความอิจฉาไม่ทำให้ใครมีความสุขขึ้นมาได้หรอก ก็อย่างที่รู้ ๆ กัน ความอิจฉาเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความคิดไม่ดี และความคิดไม่ดีก็มักจะบีบรัดหัวใจของเราให้เจ็บแสนเจ็บ ปวดแสนปวด ถ้าเราเจ็บเพราะความอิจฉา มีแค่วิธีเดียวที่จะทำให้เรารอดพ้นจากความเจ็บนั้น นั่นก็คือ เลิกอิจฉาเสีย

เมื่อเห็นใครได้ดีมีความสุข ขอจงร่วมยินดีไปกับเขาเถิด อย่าได้อิจฉา อย่าได้คิดไม่ดีกับเขา อย่าได้เฝ้ารอวันที่ความสุขของเขาจะจางลงหายไป ใช่ล่ะ บางคนดูเหมือนจะมีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตตลอดเวลา แต่รู้หรือเปล่าว่า สำหรับบางคน ความสุขที่ทำให้ต้องอิจฉาจนเผลอคิดไม่ดีกับเขานั้น อาจเป็นเรื่องดี ๆ เพียงเรื่องเดียวที่ทั้งชีวิตของเขาเพิ่งพบเจอมาก็ได้ แล้วจะไปซ้ำเติมเขาด้วยความอิจฉาของเราอีกทำไม

ดังนั้น จงร่วมดีใจในความสุขของผู้อื่นเสมือนนั่นคือความสุขของเราเอง แล้วเราจะได้รับความสุขจากสิ่งนั้นโดยมิต้องขวนขวายให้เหนื่อยแรงแต่อย่างใด

///////////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดี ๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity