นิทานสอนใจ : ขนมชื่อว่า "ไม่มี"

นิทานสอนใจ : ขนมชื่อว่า "ไม่มี"


ชื่อนิทานเรื่องนี้อาจจะทำให้ผู้อ่านหลายคนเข้าใจผิดคิดถึงเรื่องของความขัดสนยากจน ถึงแม้เรื่องนี้จะขึ้นด้วยเรื่องของคนจน แต่ก็ลงท้ายด้วยความเป็นผู้มีทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่ไม่รู้ความหมายของคำว่า"ไม่มี" ถ้าลองติดตามอ่านดู ก็จะทราบว่าเขาคนนั้นทำอย่างไร ถึงได้เป็นผู้ที่มีพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่าง

เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว มีครอบครัวของชายยากจนคนหนึ่งชื่อว่า "อันนภาระ" เขาอาศัยสุมนเศรษฐีอยู่โดยทำหน้าที่เป็นคนขนหญ้าเลี้ยงวัว เขาต้องตรากตรำทำงานหนักมาก วันหนึ่งอันนภาระได้ถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เฉพาะตัว โดยไม่ได้สั่งสอนผู้อื่นและอยู่เพียงลำพัง) นามว่า "อุปริฏฐะ" แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า "ด้วยทานอันบริสุทธิ์ที่ข้าพเจ้าทำด้วยจิตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธานี้ คำว่าไม่มีอย่าได้เกิดแก่ข้าพเจ้าอีกเลยในทุกภพทุกชาติไป"

ด้วยอำนาจแห่งทาน ตั้งแต่นั้นในชาติต่อๆ มาเขาก็ได้เป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งประจำพระนคร และได้สร้างบุญถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ตราบจนสิ้นชีวิต

มาถึงสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "โคดม" อันนภาระก็ได้เกิดเป็นพระกุมารแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระนามว่า "เจ้าชายอนุรุทธะ" เป็นพระโอรสของพระเจ้าอาของพระบรมศาสดา ในวัยเด็กถ้ามีการแข่งขันตีคลีกันจะมีกติกาว่า ใครแพ้จะต้องเป็นผู้เลี้ยงขนม เจ้าชายอนุรุทธะทรงมีฝีมือค่อนข้างแย่กว่าเพื่อนคนอื่นๆ พระมารดาจึงต้องส่งคนรับใช้ให้นำขนมมาเตรียมไว้ให้เสมอ คราวหนึ่งเจ้าชายอนุรุทธะทรงแพ้ตีคลีหลายครั้งจนขนมหมด พระมารดาจึงส่งข่าวมาว่า "ตอนนี้ ขนมไม่มีแล้ว"

เจ้าชายอนุรุทธะไม่เคยได้ยินคำว่า "ไม่มี" มาก่อนเลย จึงเข้าพระทัยว่าพระมารดาจะส่งขนมที่ชื่อว่า "ไม่มี" มาให้ จึงเร่งคนรับใช้ให้ไปเอามา ครั้นพระมารดาเห็นคนรับใช้กลับมารับขนมอีก จึงคิดว่านางปรนเปรอและตามใจลูกมากเกินไปจนไม่รู้จักคำว่าไม่มี พระมารดาจึงต้องสอนลูกรักให้รู้จักและได้เข้าใจว่า "ไม่มี" เสียที ดังนั้น พระนางจึงได้ส่งถาดเปล่าๆ ปิดคลุมด้วยถาดทองอีกใบหนึ่ง แล้วจะไปให้เจ้าชายอนุรุทธะ

ขณะนั้น เหล่าเทวดาทั้งหลายซึ่งรู้ว่าเจ้าชายอนุรุทธะเคยตั้งความปรารถนาเอาไว้ว่า "เราไม่พึงฟังคำว่าไม่มี"ต่างร้อนใจคิดว่าถ้าหากตนนิ่งเฉยเสีย ศีรษะของท่าน (เทวดา) จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จึงเนรมิตรขนมทิพย์เป็นจำนวนมากบรรจุลงในถาดทองคำที่คนรับใช้ถือไปถวายเจ้าชายอนุรุทธะ เมื่อพระองค์เปิดฝาครอบออก กลิ่นขนมทิพย์หอมฟุ้งไปทั่วพระนคร ครั้นเสวยขนมทิพย์แล้วก็ติดใจในรสชาติและกลิ่นหอม คิดว่าเพราะเหตุใดพระมารดาจึงไม่เคยส่งขนมอร่อยๆ เหล่านี้ให้เสวยมาก่อนเลย หรือว่าเมื่อก่อนนี้จะไม่ทรงรักพระองค์

เจ้าชายอนุรุทธะคิดดังนั้น จึงรีบกลับไปเฝ้ามารดา เพื่อทูลถามเรื่องขนมพร้อมทั้งตั้งเงื่อนไขว่า ต่อไปนี้จะเสวยแต่ขนม "ไม่มี" เท่านั้น พระมารดาไม่ทราบเรื่องมาก่อน จึงแปลกพระทัยมาก แต่เมื่อทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากคนรับใช้แล้วจึงคิดว่า ลูกของตนเป็นผู้มีบุญมากมาเกิดเป็นแน่แท้ เทวดาถึงได้เนรมิตรขนมทิพย์ให้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เวลาที่เจ้าชายอนุรุทธะต้องการเสวยขนม "ไม่มี" พระมารดาจะทรงล้างถาดทองคำแล้วปิดด้วยถาดทองคำอีกใบหนึ่งแล้วส่งไปให้ โดยหวังว่า เทวดาทั้งหลายจะเนรมิตรขนม "ไม่มี" ให้ แล้งทุกๆ ครั้งก็เป็นเช่นนั้น

นายอันนภาระได้ให้ทานด้วยจิตที่มีศรัทธาเต็มเปี่ยม วัตถุทานที่เขาใช้ก็หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ และผู้รับทานยังเป็นผู้ประเสริฐยิ่งในโลก เขาจึงสมหวังดังคำอธิฐาน จึงอยากให้ท่านทั้งหลายสมหวังมีทุกๆ อย่างบริบูรณ์อย่างนายอันนภาระหรือเจ้าชายอนุรุทธะด้วย

แต่พรนี้จะสัมฤทธิผลก็ต่อเมื่อ ท่านทั้งหลายตั้งปณิธานเหมือนที่นายอันนภาระตั้งใจทำบุญช่วยเหลือ และสงเคราะห์ตามความเหมาะสมกับฐานะ มีความเมตตา มีน้ำใจต่อกัน และพร้อมที่จะให้อภัยกันเสมอ ทุกคนก็มีสิทธิ์ทำได้กันทั้งนั้น แม้จะไม่มีเงินทองก็ใช้มิตรภาพ เพราะบางครั้งคุณค่าแห่งมิตรภาพมันยิ่งใหญ่กว่าเงินทองหรือสิ่งของมีค่าใดๆ เสียอีก

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : แรงพยาบาท-ถาดทอง

นิทานสอนใจ : แรงพยาบาท-ถาดทอง


ท่านผู้อ่านทุกคนย่อมรู้จักความโกรธกันดีอยู่แล้ว และต้องเคยโกรธ เคยถูกโกรธ หรือไม่พอใจมาแล้วทั้งนั้น บางคนคิดพยาบาทและร้ายที่สุด คิดแก้แค้นโดยการประทุษร้ายตอบกลับไป อย่างไรก็ตาม ก็กล้าท้าว่าคงไม่มีใครที่ไหนพยาบาทมากเท่ากับพ่อค้าในนิทานเรื่องที่กำลังจะเล่าให้ฟังนี้ แล้วทำไมจึงเกิดความอาฆาตหนักหนาสาหัสเช่นนี้ และถาดทองมาเกี่ยวข้องได้อย่างไร เชิญติดตามเรื่องราวได้เลยค่ะ

ในอดีตกาลล่วงมานานแสนนาน ณ เสริวประเทศ มีพ่อค้าอยู่ 2 คน ชื่อว่า "เสรีวัน" และ "เสรีวะ" พ่อค้าทั้ง 2 คนอยู่ในตำบลเดียวกัน และได้ค้าขายร่วมทางกันตลอดมา พ่อค้าคนที่ชื่อเสรีวันเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่คนที่ชื่อเสรีวะ เป็นคนโลเลและโลภมาก ทั้งสองคนต่างยึดอาชีพเร่ซื้อขายของไปตามเมืองต่างๆ ร่วมกัน

อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองได้ชวนกันสะพายย่ามและหาบสินค้าไปขายยังตำบลหนึ่งในเมืองอริฏฐปุระ แล้วก็แยกทางกัน เสรีวันเดินเข้ามาทางทิศตะวันออก ส่วนเสรีวะเดินเข้ามาทางตะวันตกของตำบลนั้น เสรีวะได้ไปถึงเรือนเศรษฐีตกยาก ซึ่งมีแต่ยายกับหลานสาวที่อาศัยอยู่ด้วยกันสองคน เมื่อหลานสาวเห็นเครื่องประดับที่พ่อค้าคนนั้นเร่ขายก็ร้องไห้ด้วยความอยากได้ ยายจึงนำถาดเก่าคราคร่ำใบเดียวที่มีอยู่ออกมาขอแลก พ่อค้าคนนั้นเอาเข็มขีดขูดดูจึงรู้ว่า เป็นถาดทองคำแท้ จึงนำถาดไปชั่งน้ำหนักดูก็เห็นราคาคงราวๆ แสนกหาปณะ (เป็นการเรียกเงินตราในสมัยพุทธกาล 1 กหาปณะมีมูลค่าเท่ากับ 4 บาทไทย)

พ่อค้าคนนั้นจึงเกิดความโลภ อยากได้เปล่าจึงวางถาดนั้นเสีย แล้วบอกกับยายว่าไม่มีราคาไม่อาจแลกของอะไรได้เลย และก็จากไป ด้วยความหวังเมื่อย้อนกลับมาก็จะได้ถาดนั้นเปล่าๆ หรือไม่ก็แลกกับของราคาถูกๆ ทำให้หลานสาวของยายร้องไห้คว่ำครวญด้วยความผิดหวัง

เมื่อพ่อค้าโลเลโลภมากคนนั้นจากไปสักพักใหญ่ นายเสรีวันพ่อค้าที่เดินทางมาจากทางทิศตะวันออกก็เร่ร้องซื้อขายของมาถึงเรือนเศรษฐีตกยากหลังนั้นเช่นกัน ยายกับหลานสาวก็นำถาดนั้นออกมาขอแลกเปลี่ยนกับเครื่องประดับอีก พ่อค้าคนนั้นจึงยกถาดนั้นชูขึ้น เห็นว่าหนักแปลกกว่าถาดธรรมดา จึงขีดขูดดูด้วยเข็มดังเช่นพ่อค้าคนก่อนหน้านี้ทำ ก็รู้ว่าเป็นทองคำ จึงบอกออกไปตามความจริงว่า "ถาดใบนี้เป็นทองคำมีราคาถึงหนึ่งแสนกหาปณะ"


ส่วนสินค้าที่เขามีอยู่ราคาเพียง 500 กหาปณะเท่านั้น ย่อมไม่สามารถจะแลกเปลี่ยนกันได้ ยายเจ้าของถาดจึงบอกว่า "เมื่อสักครู่นี้มีพ่อค้าคนหนึ่งมาดูแล้วบอกว่า เป็นของไม่มีราคา แต่มาบัดนี้ได้ปรากฎขึ้นมาว่าเป็นทองคำ ก็เห็นจะเป็นบุญของเธอกับหลานสาวมาก เธอจึงให้เลือกกับสินค้าตามสมควรเถิด"

เมื่อยายเจ้าของถาดอ้อนวอนอย่างนี้อยู่ถึงสองสามครั้ง พ่อค้าจึงยอมตกลงยกสินค้าที่มีทั้งหมด ซึ่งมีราคาเพียง 500 กหาปณะกับเงินอีก 500 กหาปณะให้ แล้วรีบนำถาดนั้นกลับที่พักโดยเร็ว

เมื่อเสรีวันออกไปพ้นหมู่บ้านแล้ว ก็ได้เวลาที่เสรีวะย้อนกลับมา พอทราบว่าเสรีวันได้นำถาดไปเสียแล้วก็แค้นใจ เสียใจจนล้มลงหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาจึงคว้าไม้แล้วออกวิ่งตามหา และไปทันเสรีวันที่กำลังจะข้ามแม่น้ำไปถึงฝั่งตรงข้าม จึงร้องตะโกนให้กลับมา แต่เสรีวันไม่ยอมกลับ เสรีวะเกิดความขัดเคืองสุดขีด กำทรายขึ้นมาหนึ่งกำแล้วตะโกนว่า "ข้าจะตามจองล้างจองผลาญเจ้าไปทุกภพทุกชาติ ให้มากกว่าเม็ดทรายทั้งหมดที่ข้ากำอยู่ในมือนี้"

ครั้นเสรีวะกล่าวจบก็มีโลหิตพุ่งออกมาจากปากของเขาด้วยอำนาจความแค้นเคืองเศร้าโศกเสียใจเป็นกำลัง ถึงกับล้มลงขาดใจตาย ณ ที่นั้นเอง

ท่านผู้อ่านควรจะทราบต่อไปว่าพ่อค้าที่ชื่อเสรีวะนั้นคือ พระเทวทัต ที่ผูกอาฆาตพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกและตามล้างแค้นกันมาหลายชาติจนถึงชาติสุดท้ายได้เกิดเป็นพระเทวทัต และพ่อค้าเสรีวันเกิดเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเทวทัตตามประทุษร้ายพระพุทธองค์หลายครั้งหลายคราแต่ไม่สำเร็จ

ท่านทั้งหลายคงเห็นฤทธิ์ของความพยาบาท ความโลภ และความหลงผิดกันแล้วว่า มันเป็นเหตุแห่งความทุกข์และนำไปสู่ความหายนะ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้ายิ่งมีสิ่งเหล่านี้ในตัวของคนเราน้อยเท่าไร ก็จะทำให้ชีวิตพบเจอแต่ความสุขความเจริญมากเท่านั้น

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ให้เป็น "ที่รัก"

นิทานสอนใจ : ให้เป็น "ที่รัก"


ในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆ ปี ในเมืองไทยเรา เป็นฤดูแห่งความแห้งแล้ง น้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อย ไม่สามารถแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านอย่างเพียงพอ

ผู้เขียนนิทานเรื่องนี้ จึงได้นึกถึงเรื่อง "ภัยคุกคามเวสาลี" ว่าจะมีใครบ้างที่ใช้วิธีการแบบกษัตริย์ลิจฉวี พิจารณาคุณธรรมของตนเอง เร่งรักษาศีล นิมนต์พระมาสวดพระปริตร (การสวดซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มครองปกป้องรักษาอันตรายต่างๆ ได้) เน้น "รัตนสูตร" ประพรมน้ำมนต์กันทุกหมู่บ้าน ฝนจะได้ตกลงให้ชื่นฉ่ำใจกันทั่วหน้า

เช่นเดียวกับเรื่องของพระภิกษุจำนวนหนึ่งที่ใคร่จะบำเพ็ญเพียรทางจิตฝึกสมณธรรมตลอดครึ่งพรรษา จึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์พร้อมกันเพื่อเรียนการฝึกจิตที่เรียกว่า "กรรมฐาน" ครั้นเรียนรู้ก็ออกเดินทางเพื่อแสวงหาที่ที่เหมาะสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบสถานที่ร่มรื่นสงบเงียบอันเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียงยิ่งนัก ณ ชายแดนแห่งหนึ่งประกอบด้วยธารน้ำใสสะอาดและโขดหินรูปร่างต่างๆ ที่สีสันสวยงาม ภิกษุทั้งหลายจึงเลือกสถานที่นั้นเป็นที่พัก

ครั้นชาวบ้านใกล้ๆ ป่านั้นได้ข่าวว่ามีเหล่าภิกษุมาพักจำศีลอยู่ ก็พากันมาทำบุญด้วยข้าวปลาอาหาร ตลอดเครื่องใจด้วยความเต็มใจ และศรัทธายิ่ง เพราะชายแดนแห่งนั้นไม่ค่อยมีภิกษุผ่านมากันนัก

เรื่องนี้ก็น่าจะจบลงด้วยความสุขและความสำเร็จ เพราะทุกอย่างเตรียมพร้อม แต่การณ์กลับตาลปัตรหรือพลิกล็อก เพราะรุกขเทวดาที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้เหล่านั้นเกิดเดือดร้อน ด้วยไม่อาจอยู่สูงกว่าผู้มีศีลอันบริสุทธิได้ ต้องลงมาจากวิมานต้นไม้ มาอาศัยตามพื้นดิน รอวันรอคืนที่ภิกษุเหล่านั้นจะเดินทางกลับเพื่อจะได้คืนสู่วิมานดังเดิม

แต่ก็คอยแล้วคอยเล่าจนไม่อาจจะทนรออยู่ต่อไปได้อีก จึงร่วมกันทำการรบกวนด้วยวิธีต่างๆ ทั้งแปลงกายให้น่าเกลียดน่ากลัวชวนขนลุกขนพองสยองเกล้า ทำเสียงดังรบกวน ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปให้ปวดศีรษะ ภิกษุทั้งหลายถูกรบกวนด้วยรูปแบบต่างๆ จนร่างกายผิวพรรณซูบซีดหน้าตาคล้ำหมอง จิตใจกระสับกระส่ายไม่อาจจะทำให้จิตใจสงบลงได้ แต่ก็ยังทนไม่ยอมบอกความทุกข์ให้แก่กัน

จนเมื่อมาประชุมพร้อมกันในวันหนึ่ง พระเถระผู้ใหญ่จึงไต่ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ภิกษุทั้งหลายสุขภาพเสื่อมโทรม สาเหตุต่างๆ จึงเปิดเผยขึ้น ที่สุดจึงตกลงกันว่าจะเดินทางกลับไปขอให้พระพุทธองค์ทรงแนะนำสถานที่ที่เหมาะสม แต่พระตถาคตตรัสว่า ไม่มีที่ใดจะเหมาะสมเท่ากับที่เดิมอีกแล้วให้ภิกษุทั้งหลายกลับไปเจริญสมณธรรมใหม่ แล้วตรัสสอนว่า "เมตตาสูตร" ให้ภิกษุทั้งหลายสวดเป็นประจำพร้อมกับให้มีการแสดงธรรม สนทนาธรรมทั้งกล่าวอนุโมทนาบุญซึ่งกันและกันเพิ่มเติมจากการสวดพระปริตรนี้

เมื่อภิกษุทั้งหลายกลับมาดำเนินการตามพุทธดำรัสก็บังเกิดผลอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกรูปอยู่เย็นเป็นสุข เทวดาทั้งปวงก็ไม่ทำอันตราย แต่กลับคุ้มครองเป็นอย่างดี จนบำเพ็ญเพียงถึงขั้นบรรลุธรรมทุกรูป

ตอนนี้ก็ถึงคำถามที่ว่า เกิดปาฏิหาริย์อะไรขั้นจาก "พระปริตร" คำตอบอยู่ที่ความหมายของ "เมตตาสูตร"อันเป็นเคล็ดลับที่ทำให้พระภิกษุทุกรูปเป็นที่รักของเทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย เราทุกคนจึงไม่แปลกใจเลยถ้ารู้คำแปลของบทสวดที่ให้ทุกคนทำตัวเป็นผู้ว่าง่าย เลี้ยงง่าย อ่อนโยน ไม่อวดดี ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ยินดีด้วยของตามมีตามได้ (สันโดษ) ซื่อตรง ไม่ประพฤติตนในทางเสื่อมให้ผู้คนติเตียนได้ มีความเมตตาต่อทุกชีวิตเทียบเท่ากับความรักที่มารดามีต่อบุตร

หลายคนที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วคงต้องร้อง "อ๋อ" ว่าเพราะเป็นเช่นนี้เอง ไม่ว่าใครๆ ที่ประพฤติปฏิบัติตาม "เมตตาสูตร" ก็ย่อมเป็น "ที่รัก" หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ผิวพรรณผ่องใส เทวดาคุ้มครองรักษาให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

*** ทีมงาน Life & Family ขอขอบคุณนิทานเรื่องสั้น "ธรรมะบันดาลใจ นิทานต้นแบบแห่งความดี" โดย ปาริฉัตต์ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ในเครือสถาพรบุ๊คส์

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : ความช่วยเหลือของมนตรี

นิทานสอนใจ : ความช่วยเหลือของมนตรี


ณ โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง คนทั่วไปต่างก็รู้กันดีว่า โรงเรียนนี้ขึ้นชื่อด้านกีฬาฟุตบอลมาก เพราะทีมฟุตบอลของโรงเรียนนี้คว้าที่หนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศติดต่อกันมาแล้วหลายสมัย

มนตรี เป็นเด็กฉลาด แข็งแรง และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาเสมอ เขาเล่นฟุตบอลอยู่ในทีมของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย และเมื่อหัวหน้าทีมคนเก่าจบการศึกษาออกไป มนตรีก็ได้รับการคัดเลือกจากเพื่อนๆ ในทีมฟุตบอลให้เป็นหัวหน้าทีมคนใหม่ด้วยคะแนนที่เป็นเอกฉันท์

การแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศของปีนี้กำลังจะมาถึงในไม่ช้า มนตรี และเพื่อนๆ ในทีมต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันเพื่อรักษาความเป็นที่หนึ่งเอาไว้ให้ได้ พวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ให้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาเกียรติประวัติของทีมฟุตบอลโรงเรียนซึ่งสั่งสมกันมาหลายรุ่น และยังถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกๆ คนในโรงเรียนอีกด้วย

เมื่อวาระการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนประจำปีนี้มาถึง ทีมของมนตรีก็สามารถเอาชนะทีมจากโรงเรียนอื่นได้โดยไม่ยากเย็นนัก จนในที่สุดก็เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ตามความคาดหมาย

“การแข่งขันรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่สนามของโรงเรียนเรา เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เช้า ขอให้ทุกคนมาพร้อมกันที่นี่ได้เลย” มนตรี นัดแนะกับเพื่อนๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนกันที่บ้าน

วันต่อมา ปรากฏว่า ฝนตกตั้งแต่ตอนเช้ามืด เมื่อมนตรีออกจากบ้านนั้น ฝนซาลงมากแล้ว แต่ตามถนนหนทางก็ยังเปียกเฉอะแฉะ และบางแห่งก็ลื่นมากมนตรีต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เพราะไม่อยากให้ตนเองได้รับบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน

เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน มนตรี สังเกตเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนตัวเปียกโชก ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหนาวอย่างน่าสงสาร หญิงชราคนนี้ยืนงกๆ เงิ่นๆ และเฝ้าแต่มองไปยังฝั่งตรงข้าม มนตรี คิดว่า นางคงอยากข้ามถนนไปอีกฝั่ง แต่ไม่มีคนจูง จึงไม่กล้าข้ามไปคนเดียว เพราะพื้นถนนหน้าโรงเรียนลื่น และมีรถขับผ่านไปมามาก

มนตรี สังเกตคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมา ดูเหมือนว่า ทุกๆ คนต่างก็เร่งรีบไปทำธุระของตนเองจนไม่มีใครว่างพอที่จะหันมาสนใจหญิงชราคนนี้เลย ดังนั้น มนตรี จึงเดินเข้าไปหานางและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมีเมตตาว่า

“ยายอยากจะข้ามไปฝั่งโน้นใช่ไหม ผมจะช่วยยายเองนะครับ”

สีหน้าของหญิงชราแจ่มใสสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นางยังรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียวในโลก และความสูงอายุทำให้ตนเองดูไร้ค่าจนไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ แต่ตอนนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งเดินมาเรียกว่ายาย และขันอาสาช่วยเหลือนาง ทำให้หญิงชรารู้สึกชื่นใจมาก

“หลานชาย ช่วยพายายข้ามถนนลื่นนี่หน่อยเถอะนะ บ้านยายอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง หลังร้านขายของนั่นล่ะ” หญิงชราเสียงสั่นเพราะความหนาว

“มาเถอะยาย เดินช้าๆ นะ ผมจะพายายไปส่งให้ถึงบ้านเลย” แล้วมนตรีก็จับแขนหญิงชรามาโอบไว้รอบคอ พร้อมกับค่อยๆ พยุงร่างของนางเดินเดินข้ามถนนอย่างระมัดระวัง

ตลอดทางที่เดินมาด้วยกันนั้น หญิงชราได้พูดกับมนตรีด้วยความรักใคร่ชื่นชม นางให้พรแก่เขาไม่หยุดปาก และกล่าวชมเชยไปถึงพ่อแม่ที่สั่งสอนลูกเป็นคนดี จนกระทั่งมาถึงบ้านของหญิงชราแล้ว มนตรีจึงยกมือไหว้และกล่าวคำอำลาแก่นาง

“ขอให้ผลบุญที่หลานชายทำในวันนี้ จงบันดาลให้หลานชายพบแต่ความสุขความเจริญเถิด” นางอวยพรให้มนตรีพร้อมกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม

มนตรี เดินเข้าโรงเรียนไปอย่างอิ่มเอมใจ และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้รับหลังจากชนะการแข่งขันฟุตบอล ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ผ่านมานั้น เทียบไม่ได้เลยกับความสุขความเปรมปรีดิ์ที่ได้รับจากการช่วยเหลือหญิงชราผู้อ่อนแอครั้งนี้

กล่าวถึงในสนามแข่งขัน ตอนนี้มีผู้ชมเข้ากับจับจองที่นั่งเต็มทุกที่แล้ว แต่ทีมฟุตบอลของมนตรียังไม่พร้อม พวกเขาหน้าตาเคร่งเครียด เพราะกระวนกระวายใจที่หัวหน้าทีมยังมาไม่ถึงสนามแข่ง ทั้งๆ ที่ใกล้ถึงเวลาแข่งเต็มที่แล้ว แต่แล้ว ใครคนใดคนหนึ่งในนั้นก็มองเห็นมนตรีเดินมาแต่ไกล และตะโกนบอกให้เพื่อนๆ หันไปมอง เมื่อเห็นมนตรี ทุกคนก็ตรงเข้าไปห้อมล้อม และต่อว่าเขาอย่างเผ็ดร้อนร้อนในเรื่องที่ไม่รักษาเวลา

“ถ้าเพื่อนจะโกรธเรานั้นก็เห็นจะสมควรอยู่ แต่ขอให้ใจเย็นๆ แล้วฟังเหตุผลของเราเสียก่อน” แล้วมนตรีก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง หลายคนเมื่อได้ฟังแล้วก็เข้าใจมนตรีมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย เพราะคิดถึงแต่ผลการแข่งขันเป็นสำคัญ

“แค่คนแก่คนเดียว นายจะไปลำบากลำบนช่วยแกทำไม เดี๋ยวพอฝนหยุดตก ถนนแห้ง แกก็ข้ามกลับไปได้เองน่ะแหละ นายก็น่าจะรู้นะ ว่าถ้านายมาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น...ทีมของเราอาจจะแพ้ก็ได้” ลูกทีมคนหนึ่งยังคงต่อว่ามนตรีไม่เลิก

“เพื่อน...เราไม่ได้ช่วยยายคนนั้นเพียงเพราะความแก่ของเขา และเกรงว่า แกจะข้ามถนนไม่ได้เพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกต้องเป็นแม่ของใครสักคน” มนตรี กล่าวอย่างจริงจัง

“แม่ใครก็ช่างเขาสิ...ถ้าไม่ใช่แม่ของนายแล้ว นายจะสนไปทำไม มันเรื่องอะไรกันที่นายจะต้องไปช่วยแม่ของคนอื่นด้วย” เพื่อนคนนั้นยังคงว่าต่อด้วยความเขลา ซึ่งมนตรีก็รู้ดี เขาจึงค่อยๆ อธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจัง

“เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกคงเป็นแม่ของใครสักคน และเราก็หวังว่า สักวันหนึ่ง เมื่อแม่ของเราแก่ตัวลงมากๆ และเราไม่ได้คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ในตอนนั้น คงมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือแม่ของเรา เหมือนกับที่เราได้ทำให้ยายคนนั้นในวันนี้”

เมื่อได้ฟังคำตอบของมนตรี ทุกคนก็รู้สึกประทับใจในคำตอบของเขามาก จึงไม่มีใครสงสัยในเหตุผลของมนตรีอีก ลูกทีมที่พูดต่อว่ามนตรีเมื่อครู่ก็รู้สึกละอายใจตนเองมาก เขากล่าวแก่มนตรีว่า

“นายคงภาคภูมิใจในแม่ของนายมาก และมีแม่อยู่ในใจเสมอเลยใช่ไหม ถึงได้ทำสิ่งเหล่านี้โดยคิดไปถึงแม่ของนายด้วย”

“แน่ล่ะเพื่อน” มนตรี ตอบ “คนที่ไม่มีแม่ของตนอยู่ในหัวใจเพื่อการระลึกถึง และไม่ภาคภูมิใจในแม่ของตนนั้น เป็นคนที่หาดีอันใดไม่ได้เลย นอกจากนั้น ชีวิตของเขาก็จะเต็มไปด้วยความหมองเศร้า และไม่มีวันได้พบกับความสุขความเจริญหรอก”

บทสรุปของผู้แต่ง

มนตรีนั้นเป็นเด็กที่มีความเมตตากรุณานัก เขานึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น และหาทางช่วยให้ความทุกข์นั้นมลายไป เธอว่ามนตรีเป็นคนมีความสุขไหม ประสบความสำเร็จหรือเปล่า...ใช่แล้ว มนตรีเป็นเช่นนั้น แม้ในเรื่องนี้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่เราคงพอที่จะเห็นอนาคตของเขาแล้วล่ะว่า ในอนาคตเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตมากคนหนึ่งเพราะเขาเป็นผู้มีความเมตตากรุณา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และที่สำคัญที่สุด คือ เขามีแม่ของเขาประทับอยู่ในหัวใจเสมอ

ขอให้เราระลึกถึงแม่เหมือนดั่งมนตรี ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดอยู่ที่ไหนก็ตาม หากมีปัญหาทุกข์ทนเศร้าหมองใจ ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่จำเป็นต้องเข้าวัด ไม่จำเป็นต้องไปขอพรจากพระ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาเป็นที่พึ่ง แต่จงระลึกถึงแม่ของเราก็พอ จำไว้เถิดว่า ท่านคือความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วในชีวิต จำไว้เถิดว่า“แม่คือพระของเรา”

///////////////

ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ที่เอื้อเฟื้อนิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : สัจจะคุ้มกายใจ

นิทานสอนใจ : สัจจะคุ้มกายใจ


หลายคนชักจะแก่เวทมนตร์คาถากันแล้ว รู้ไว้ไม่เสียหาย คุยแนะนำคนอื่นได้ต่อไปว่า ฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์รู้เรื่อง และทราบความศักดิ์สิทธิ์ของมนต์แต่ละบท ผู้เขียนเรื่องนี้จึงเลยขอถือโอกาสสาธยายมนต์บทขลังอีกสองบทสั้นๆ ให้ทุกคนได้อ่านกัน

บทแรก เป็นคาถากันไฟไหม้ มักจะใช้สวดกันตอนขึ้นบ้านใหม่ หรือเปิดท้ายอาคารต่างๆ เพราะความเป็นมาของมนต์บทนี้กล่าวถึงลูกนกคุ่มพระโพธิสัตว์ (พระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า) ในแคว้นมคธที่อยู่ห่างไกลจากเมืองอื่นๆ ตามลำพัง ขณะที่พ่อแม่ออกไปหาอาหาร ลูกนกคุ่มตัวน้อยยังบินไม่ได้เดินก็ยังไม่ได้ เกิดไฟไหม้ลุกลามเข้ามาใกล้รังที่อยู่ทุกทีๆ นกตัวอื่นๆ รวมทั้งพ่อแม่ของนกคุ่มน้อยก็พากันบินหนีไปหมด

แต่ด้วยความที่นกคุ่มตัวนี้ไม่ใช่นกธรรมดา เป็นนกพระโพธิสัตว์ผู้ได้เคยบำเพ็ญบุญบารมีมามาก จึงสามารถตั้งจิตอธิษฐานของอำนาจสัจจะทั้งหลายในสากลโลกและในตนเอง คุณของศีลที่มีอยู่ประจำโลก คุณของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ผู้พ้นจากกิเลส ราคะ โทสะ โมหะโดยทั้งสิ้นเชิง ทรงประกอบด้วยสัจจะ ความเอ็นดู ความกรุณา และความขันติ อันมีอยู่ในจักรวาลทั้งปวง อีกทั้งคุณของพระธรรมทั้งหลายที่ช่วยสกัดไม่ให้ไฟลุกลามมาถึงรัง และกลับถอยห่างออกไป ไฟป่าถูกลมพัดตีกลับไปเป็นระยะทางยาวกว่า 16 กรีส (เท่ากับ 500 วา) เป็นปาฏิหาริย์ที่ปรากฎหลักฐานการไม่มีไฟไหม้อยู่ชั่วกัลป์

คาถาที่สอง เป็นเรื่องขององคุลิมาลผู้เกิดในฤกษ์ดาวโจร ขณะที่คลอดนั้นอาวุธทั้งหลายในแผ่นดินส่องประกายสว่างโชติช่วง จึงถูกต้องชื่อว่า "อหิงสกะ" ที่แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียน เพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม

ความจริงแล้วองคุลิมาลเป็นคนดี แต่ด้วยความซื่อ รัก และเชื่ออาจารย์จึงถูกหลอกให้ไปฆ่าคนให้ครบหนึ่งพันคน เพื่อเป็นการบูชาครู องคุลิมาลร้อยนิ้วของคนที่ตนฆ่าไว้รอบคอจนได้ 999 นิ้ว แล้วเมื่อมาพบพระพุทธองค์

เมื่อได้ฟังธรรมแล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุ แรกๆ นั้นเมื่อออกบิณฑบาตชาวบ้านต่างก็กลัว วิ่งหนีกันหมด วันๆ จึงบิณฑบาตไม่ได้ค่อยได้ ต้องอดๆ อยากๆ ภายหลังชาวบ้านรู้ว่าองคุลิมาลไม่ได้ดุร้ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว จึงพากันทุบตีบ้างก็ขว้างปาด้วยก้อนหิน จนได้รับบาดเจ็บอยู่เสมอ ซึ่งเป็นผลมาจากกรรมที่ตนได้ก่อไว้

วันหนึ่งได้พบหญิงมีครรภ์ พระองคุลิมาลจึงใช้สัจจะที่มีอยู่ในตนเองอวยพรให้หญิงมีครรภ์นั้น ตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนมีใจความว่า

"ตั้งแต่เราบวชเป็นภิกษุ ไม่เคยกระทำหรือคิดเบียดเบียนใครเลย ด้วยอำนาจแห่งสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่น้องหญิงและลูกในครรภ์ของเธอด้วย"

ด้วยความให้พรนี้ ทำให้หญิงมีครรภ์ผู้ที่เคยกลัว เมื่อเห็นพระองคุลิมาลก็สามารถคลอดบุตรได้โดยง่าย เรื่องราวนี้จึงเลื่องลือไปทั่ว ชาวบ้านต่างก็พากันมาขอพรจากพระองคุลิมาลเป็นจำนวนมาก

สัจจะอันเป็นความดีที่มีจริงอยู่ในตัวใครก็ตาม สามารถนำเอามาอธิษฐานป้องกันภัยและรักษาโรคได้ ดังนั้นทุกคนอย่าได้นิ่งนอนใจ ควรสะสมสัจจะบารมีไว้มากๆ ถึงคราวจำเป็นก็นำออกมาใช้ได้เสมอ ไม่เสียหายอะไร

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : เปิบมหาพิสดาร!

นิทานสอนใจ : เปิบมหาพิสดาร!


เห็นคำว่า "เปิบพิสดาร" ที่ร้านไหนทุกคนก็ทราบว่าที่นั่นขายอาหารอร่อย และคงมีความพิเศษพิสดารต่าง ๆ นานา แต่ "เปิบมหาพิสดาร" เรื่องนี้ ไม่ซ้ำแบบใคร เป็นเรื่องพิสดารเกินกว่าเรื่องใด ๆ ที่ทุกคนเคยได้พบเห็นได้ยินมา

ความพิสดารในอดีตกาลครั้งนี้ เกิดขึ้นที่เมืองพาราณสี...

เริ่มเรื่องด้วยการที่เศรษฐีคนหนึ่งได้ถึงแก่กรรมลง พระราชาจึงมีพระกระแสรับสั่งให้ทายาทเศรษฐีนาม "คันธกุมาร"เข้าเฝ้าเพื่อทรงปลอบโยนให้คลายโศก แล้วจึงพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้แทนบิดา

ต่อมาผู้รักษาเรือนคลังของเศรษฐีผู้วายชนม์ก็ขนทรัพย์สมบัติที่เก็บรักษาไว้มาให้คันธเศรษฐีดูพลางแจงให้ทราบว่าส่วนไหนเป็นของบิดา และส่วนไหนตกทอดมาจากปู่ของเขา

คันธเศรษฐีเห็นทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ตนแล้วก็คิดว่าบรรพบุรุษทั้งหลายไม่ฉลาดเลยที่พากันสะสมทรัพย์สินไว้มากมายแล้วละทิ้งไปเสีย เพราะฉะนั้น เขาจะต้องนำทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปด้วยให้จงได้

คงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ตามคติของชาวพุทธนั้น การที่คนเราจะนำทรัพย์สินติดตัวหลังจากกลับโลกไปแล้วได้นั้นจะต้องทำบุญทำทานในพระพุทธศาสนา และสงเคราะห์คนยากไร้เจ็บป่วย แต่คันธเศรษฐีก็ไม่ฉลาดพอที่จะทราบ และกระทำดังกล่าว เขาคิดแค่จะใช้สมบัติเหล่านี้ให้หมดไปก่อนตายเท่านั้น

เศรษฐีจึงเริ่มดำเนินการใช้จ่ายเงินเพื่อการ "เปิบมหาพิสาดาร" ของตัวเองโดยจ่ายเงินสองแสนแรกสร้างห้องอาบน้ำประดับประดาไปด้วยแก้วผลึก จัดสร้างบัลลังก์สำหรับนั่ง ถาดใส่อาหาร ตั่งสำหรับวางอาหาร และมณฑปที่ตกแต่งประตูหน้าต่างอย่างวิจิตรงดงามด้วยเงินหลายแสนบาท แล้วจ่ายเงินจำนวนพันสำหรับอาหารแต่ละมื้อ

ครั้นใกล้ถึงวันเพ็ญ คันธเศรษฐีก็ให้เตรียมอาหารราคาเรือนแสน ทั้งยังสละเงินอีกหนึ่งแสนตกแต่งพระนครจนงดงาม ใช้ให้คนเที่ยวตีกลองป่าวประกาศเชิญชวนประชาชนมาชมการเปิบมหาพิสดารของตน ราษฎรทั้งหลายจึงเตรียมผูกเตียงซ้อนเตียงขึ้น (คงทำคล้าย ๆ อัฒจันทร์สมัยนี้) เพื่อจะชมการเปิปกันให้ชัด ๆ

วันนั้นมีชายบ้านนอกบรรทุกฟืนเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสื้อผ้า และเสบียงอาหารคนหนึ่งเข้ามาพักกับสหายของตนในเมือง พอทราบข่าวการบริโภคอาหารของคันธเศรษฐีก็ชักชวนกันไปดู

ฝ่ายเศรษฐีก็อาบน้ำชำระร่างกายอยู่ในห้องแก้วผลึกโดยใช้น้ำหอมถึง 16 หม้อ จากนั้นจึงขึ้นนั่งบัลลังก์เปิดสีหบัญชรให้ประชาชนชม แล้วคอยบริวารที่จะยกอาหารมาจึงบริโภคอาหารเรือนแสนโดยมีการฟ้อนรำ และมโหรีบรรเลงขับกล่อมต่อหน้าประชาชนทั้งปวง

ส่วนชายบ้านนอก เมื่อชมการบริโภคอาหารของเศรษฐีแล้วก็เกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้บริโภคบ้าง แม้ไม่สมหวังก็จะขอตาย สหายของเขาจึงต้องเข้าไปอ้อนวอนคันธเศรษฐีให้ช่วยชีวิตเพื่อนไว้ ครั้งแรกเศรษฐีไม่ยอมด้วยกลัวว่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่น ๆ พากันมาขอบ้าง

แต่ด้วยเห็นแก่ชีวิตชายบ้านนอกคนนั้น จึงออกปากให้โดยมีข้อแม้ว่า ชายคนนั้นต้องมาทำงานในบ้านของตนครบ 3 ปีเสียก่อนถึงจะมีสิทธิ์บริโภคอาหาร มหาชนทั้งหลายเมื่อทราบเรื่องในครั้งนี้ต่างก็ขนานนามชายบ้านนอกนั้นว่า "นายภัตตภติกะ"


ด้านนายภัตตภติกะก็ไม่ย่อท้อ ทำกิจการทุกอย่างโดยเรียบร้อยทั้งงานในบ้าน ในป่า ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน หรือกลางคืน และเมื่อครบ 3 ปีตามสัญญา คันธเศรษฐีก็อนุญาตให้จัดงาน "เปิบมหาพิสดาร" ขึ้นในคืนวันเพ็ญท่ามกลางสายตามหาชน

ได้เวลานายภัตตภติกะก็อาบน้ำชำระร่างกายในห้องแก้วผลึกด้วยน้ำหอม 16 หม้อตามแบบคันธเศรษฐีทุกประการ แล้วจึงขึ้นนั่งบัลลังก์เพื่อเตรียมลิ้มรสอาหาร

กาลนั้น มีพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ภูเขาคันธมาทน์ในป่าหิมพานต์พระองค์หนึ่งทรงออกจากนิโรธสมาบัติ หรือเข้าถึงความดับครบเจ็บวันในวันที่เจ็ด ทรงเล็งเห็นด้วยพระญาณ จึงทรงเหาะมาบิณฑบาตอาหารจากนายภัตตภติกะ ฝ่ายนายภัตตภติกะผู้สู้อุตส่าห์อดทนทำงานถึง 3 ปี เพียงเพื่อจะลิ้มรสอาหารมื้อนี้ ยังไม่ทันได้ตักเข้าปากสักคำก็เหลือบเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าจึงกลับคิดได้ว่า

"เพราะเราไม่ได้ทำทานเอาไว้ในกาลก่อน ชาตินี้จึงเกิดมายากจนถึงเพียงนี้ อาหารมื้อนี้ถ้าเราบริโภคเข้าไปก็จะยังประโยชน์ต่อเราเพียงแค่วันเดียว แต่ถ้าเราถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว อาหารนี้ก็จะยังประโยชน์ต่อเรามากกว่าพันโกฏิกัลป์ทีเดียว"

คิดได้ดังนั้นนายภัตตภติกะจึงก้มลงกราบพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์แล้วถวายบิณฑบาตแก่พระองค์

เมื่อใส่อาหารลงไปได้ครึ่งหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงปิดบาตรเสีย แต่นายภัตตภติกะขอร้องให้ทรงรับไปเสียทั้งหมดเพื่อผลบุญจะได้เต็มที่ หลังจากที่พระผู้เป็นเจ้ารับแล้วนายภัตตภติกะจึงขอพรให้ตนมีความสุขในทุก ๆ ชาติ และขอให้ได้มีส่วนแห่งธรรมที่พระปัจเจกพุทธเจ้าพึงมีด้วยเถิด

พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานว่า

"ขอให้ท่านจงสำเร็จสมความมุ่งหมาย ประสงค์สิ่งใดจงได้เต็มเปี่ยมดุจพระจันทร์วันเพ็ญ และแก้วมณีโชติรสฉะนั้น"

จากนั้นก็ทรงตั้งจิตอธิษฐานให้มหาชนทั้งปวงสามารถมองเห็นพระองค์เหาะกลับไปยังภูเขาคันธมาทน์แจกอาหารแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยพระองค์ที่ประทับอยู่ ณ ที่นั่น ซึ่งก็แจกกันได้อย่างทั่วถึงโดยไม่รู้จักหมด

มหาชนเห็นดังนั้นก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงสาธุการดังสนั่นราวกับอสนีบาต คันธเศรษฐีได้ยินก็เข้าใจว่าเป็นเสียงหัวเราะเยาะของมหาชนเมื่อเห็นนายภัตตภติกะบริโภคอาหารด้วยท่าทางเปิ่นเทิ่นตามแบบยาจกบ้านนอก แต่เมื่อทราบเรื่องราวที่แท้จริงจากบริวารก็เรียกนายภัตตภติกะเข้ามาเพื่อขออนุโมทนาแบ่งบุญ ซึ่งนายภัตตภติกะก็ยินยอมแบ่งให้ตามส่วน ด้านคันธเศรษฐีจึงแบ่งทรัพย์ให้กึ่งหนึ่ง

แม้แต่พระราชาที่ทรงสดับข่าวก็ยังขอแบ่งบุญจากนายภัตตภติกะ เขาได้รับพระราชทานทรัพย์สมบัติมากมาย แล้วยังได้รับพระราชทานคำว่า "เศรษฐี" เป็น "ภัตตภติกะเศรษฐี" อีกด้วย

คงจะไม่แปลกใจในผลบุญของนายภัตตภติกะ ด้วยเขาบริจาคทานอันทำได้ยากยิ่ง บริจาคทานอันสุจริตทั้งหมดแก่ผู้มีจิตบริสุทธิ์ด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม จึงได้รับอาริสงส์ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

ครั้นสมัยพุทธกาลนายภัตตภติกะก็ถือกำเนิดมาเป็น "สุขกุมาร" บรรพชาเป็นสามเณรแล้วบรรลุธรรมตั้งแต่อายุ 7 ขวบดังนี้แล

//////////////

ขอขอบคุณนิทานเรื่องสั้น "ธรรมะบันดาลใจ นิทานต้นแบบแห่งความดี" สำนักพิมพ์ในเครือสถาพรบุ๊คส์

yengo หรือ buzzcity

นิทานสอนใจ : อย่ากล้า "แจกความสุข"

นิทานสอนใจ : อย่ากล้า "แจกความสุข"


ถึงแม้จะพ้นเทศกาลปีใหม่กันมาแล้ว ทีมงานมีนิทานให้แง่คิดเกี่ยวกับบัตรแจกความสุขในวันปีใหม่มาฝากกัน เป็นนิทานเรื่องสั้นที่เขียนไว้ในหนังสือ "นิทานเรื่องสั้นท่านพุทธทาสภิกขุ" โดยเนื้อเรื่องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ปีนั้นเป็นปีแรกที่วัฒนธรรมแจกความสุขปีใหม่ระบาดเข้าไปในเขตวัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อตะโกนส่งความสุขปีใหม่ให้แก่เณรจ้อยลูกศิษย์ก้นกุฏิเสียงลั่นในเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ และได้กล่าวคำ "สวัสดีปีใหม่" แก่คนทุกคนที่พบหน้ากันในวันนั้น ทั้งพระทั้งเณร และทายกทายิกาทั่วไปหมด

เณรจ้อยคนหนึ่งเข้าไปถามหลวงพ่อในตอนสายว่า"หลวงพ่อมีเรื่องที่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าตลอดทั้งวัน แล้วจะเอาความสุขที่ไหนมาแจกให้แก่พวกเรา" ในใจก็คิดอย่างสงสัยว่า ที่ท่านพูดไปนั้นเป็นการกล่าวด้วยใจจริง หรือแค่พูดไปเล่น ๆ

"ฉันพูดตามธรรมเนียม" หลวงพ่อตอบ ในขณะที่เณรจ้อยเกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นอีกว่า นี่มันธรรมเนียมของพุทธบริษัท หรือธรรมเนียมของใครกันแน่ เราไม่เคยพบในบาลีว่ามีธรรมเนียมอย่างนี้ในครั้งพุทธกาล ทั้งยังขัดต่อหลักของพระพุทธองค์ที่ว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง ต้องทำกรรมตามที่ปรารถนาด้วยตัวเอง ส่วนสัตว์เช่นอ้ายตูบต้องได้รับความสุขน้อยไปกว่าคนที่ต้องเสียเงินค่าบัตรส่งความสุขกันปีละมาก ๆ อย่างนั้นหรือ? วัฒนธรรมแจกความสุขนี้ เหมาะสมสำหรับพุทธบริษัทหรือเปล่า?

ทันใดนั้น หลวงพ่อก็ตอบเจ้าเณรจ้อยไปว่า "สวัสดีปีใหม่ เจ้าจ้อย" ทำให้เจ้าเณรงงเข้าไปอีกว่าที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร ถ้าท่านไม่ทำดังนั้นแล้ว เราจะมีความสุขน้อยลงไปกว่าปู่ย่าตายายของเราที่ไม่เคยส่งความสุขกันเลยอย่างนั้นหรือ ทำไมหลวงพ่อจึงต้องทำตามธรรมเนียมกับเขาด้วยเล่า ธรรมเนียมนี้จะนำไปสู่ผลอย่างไรหนอ

เณรจ้อยซักถามข้อไหนเท่าไร ๆ หลวงพ่อก็ตอบได้แต่เพียงว่าฉันทำตามธรรมเนียมอยู่นั่นเอง หลวงพ่อมีความทุกข์ร้อนกว่าเรามากมายเป็นประจำวัน ท่านเอาความสุขปีใหม่จากไหนมาแจกกันหนอ ถ้าพวกเราจะต้องมีความสุขอย่างของท่านแล้ว พวกเราก็คงต้องไปนอนที่โรงพยาบาลก่อนท่าน เพราะเราไม่มีความอดทนมากเท่ากับท่าน คนก็เป็นโรคจิตกันมากขึ้นเท่า ๆ กับได้มีการพิมพ์บัตรส่งความสุขในโลกเพิ่มมากขึ้น

เณรจ้อยว่าดังนั้น ก็เชื่อมั่นว่า จะไม่ยอมรับธรรมเนียม "แจกความสุข" นี้เป็นอันขาด ยังคงยึดในธรรมเนียม"เตือนให้นึกถึงความทุกข์" ในวันขึ้นปีใหม่แล้วร่วมมือกันกำจัดมันให้สูญสิ้นไปโดยเร็ว โดยไม่ต้องมีการส่งบัตรให้สิ้นเปลือง นอกจากการตะโกนบนธรรมมาสน์ เรื่องอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตาต่อไปตามเดิม ถ้ามิเช่นนั้นแล้วจะต้องมีอะไรหลายอย่างที่พ่ายแพ้แก่อ้ายตูบมันโดยไม่ต้องสงสัยเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเสียเงิน "บัตรแจกความสุข" ในโอกาสต่าง ๆ กันปีละมาก ๆ กับการเพียงแต่บอกกล่าวกันให้ระมัดระวังความทุกข์แล้วกำจัดมันเสียให้ได้จริง ๆ นั้น อย่างไหนจะเป็นการบ้านหนักกว่ากัน? หลวงพ่อต้องลำบากเพราะต้องทำตามธรรมเนียม ส่วนเณรจ้อยต้องลำบากเพราะไม่อยากจะทำตามธรรมเนียม สองคนนี้คนไหนจะน่าสงสารยิ่งกว่ากัน!

ขอขอบคุณนิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา

yengo หรือ buzzcity