เฉาซังโอ้อวดรถม้าแก่จวงจื่อ

เฉาซังโอ้อวดรถม้าแก่จวงจื่อ



ชายชาวซ่งผู้หนึ่งนามเฉาซังได้รับมอบหมายจากซ่งหวังให้เป็นทูตไปยังแคว้นฉิน เมื่อออกเดินทาง เขาได้รับรถม้าเพียงสี่หรือห้าคันเท่านั้น เมื่อมาถึงแคว้นฉิน ผู้ปกครองแคว้นฉินโปรดปรานเขามาก จึงประทานรถม้ากำนัลแก่เขาอีกร้อยคัน

เมื่อเดินทางกลับมายังแคว้นซ่ง เขาก็ไปเยี่ยมจวงจื่อ คุยโวว่า “การมีชีวิตอยู่ในตรอกซอมซ่อโสโครก อดอยากผ่ายผอม ถักทอรองเท้า ใบหน้าซีดเซียว ข้าไม่อาจทนต่อชีวิตเยี่ยงนี้ได้ การได้รับความชมชอบโปรดปรานจากเจ้าแห่งแว่นแคว้นที่ยิ่งใหญ่ ครองรถศึกนับหมื่น และได้รางวัลเป็นรถม้านับร้อย นี่เป็นสิ่งที่ข้าภาคภูมิยิ่งนัก”

จวงจื่อโต้ตอบว่า “เมื่อผู้ปกครองแคว้นฉินล้มป่วยก็เรียกแพทย์เข้ามาช่วยรักษา แพทย์ที่สามารถกรีดฝีบีบหนองก็ได้รับรถม้าหนึ่งคันเป็นรางวัล และผู้ที่สามารถเลียแผลริดสีดวงทวารแก่พระองค์ ก็ได้รับรถม้ามากถึงห้าคัน และผู้ที่สามารถทำงานที่ต่ำกว่านั้น ก็ยิ่งได้รับรถม้าเพิ่มทวีคูณ คะเนจากจำนวนรถม้าที่ท่านได้รับมานี้ ท่านคงได้เลียแผลริดสีดวงทวารแก่พระองค์มาแล้ว จงไปให้พ้น”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ไม่เคารพ

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ไม่เคารพ



วาณิชกะผู้ร่ำรวยผู้หนึ่งมีนิสัยชอบอวดความมั่งคั่งของตัวเอง วันหนึ่งระหว่างที่เดินไปตามท้องถนน วาณิชกะผู้นี้กลับเดินไปยืนขวางหน้ายาจกคนหนึ่งพร้อมกลับเต๊ะจุ๊ยกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ที่บ้านของข้ามีทองคำอยู่พันตำลึง มีเงินแท่งสุกปลั่งอยู่อีกหมื่นตำลึง เหตุใดเจ้าจึงไม่แสดงความเคารพต่อข้า?”

ยาจกได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับว่า “เจ้ามีเงินทองก็เรื่องของเจ้า เกี่ยวข้องอะไรกับข้า ทำไมข้าต้องแสดงความเคารพต่อเจ้าด้วย?”

วาณิชกะไม่ยอมแพ้กล่าวต่อว่า “ถ้าเช่นนั้น หากข้าแบ่งทรัพย์สินของข้าให้กับเจ้าครึ่งหนึ่ง เจ้าจะยอมแสดงความเคารพต่อข้าหรือไม่?” ครานี้ยาจกจึงตอบกลับว่า “เราแบ่งทรัพย์สินกันคนละครึ่ง ข้ากับเจ้าก็มีทรัพย์สินเท่ากัน เช่นนี้ข้าจะแสดงความเคารพท่านด้วยเหตุใด?”

พอได้ยินเศรษฐีจึงถามใหม่อีกครั้งว่า “อย่างงั้น ถ้าข้ายกทรัพย์สินของข้าให้กับเจ้าทั้งหมด เจ้าจะยอมเคารพยกย่องข้าหรือไม่?”

ยาจกยิ้มพลางตอบกลับไปว่า “หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ไม่เหลือเงินแม้สักอีแปะเดียว ส่วนข้าก็กลายเป็นเศรษฐีแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเป็นเจ้าต่างหากที่ต้องหันมาแสดงความเคารพต่อข้า!”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน เหมาทั้งพิธี

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน เหมาทั้งพิธี



ครอบครัวเศรษฐีผู้หนึ่งคิดจะจัดพิธีไหว้ฟ้าดินขึ้น จึงวางแผนจะเชิญนักพรตเต๋าเพื่อมาตั้งแท่นเตรียมทำพิธี ทว่านักพรตรูปแรกที่เศรษฐีเชิญมาได้กลับเห็นแก่เงิน จึงเอ่ยปากกับเศรษฐีว่า “ท่านเศรษฐีจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเชิญนักพรตรูปอื่นๆ มาก็ได้ พิธีเช่นนี้ ข้าเพียงแค่คนเดียวก็ดำเนินการได้สบายๆ” พอได้ยินดังนั้นเศรษฐีก็ตกลงให้ดำเนินการทำพิธีไหว้ฟ้าดิน โดยใช้นักพรตเต๋าเพียงรูปเดียว

เมื่อถึงเวลาทำพิธี นักพรตเต๋ารูปดังกล่าวนอกจากท่องคาถาบูชาฟ้าดินแล้ว ยังต้องกล่าวบทสวด สักพักต้องขยับมาเขย่าระฆังพิธี อีกครู่ก็ต้องมาเผายันต์ ฯลฯ วิ่งวุ่นหัวหมุนอยู่คนเดียวแทบไม่ได้หยุดพัก กระทั่งพิธีไหว้ฟ้าดินย่างเข้าวันที่ 3 นักพรตเต๋ารูปดังกล่าวซึ่งเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดก็เป็นลมล้มพับลงกลางพิธี เศรษฐีพอเห็นดังนั้นก็เกรงว่า หากมีคนเสียชีวิตกลางงานพิธีจะเป็นลางอัปมงคลจึงสั่งให้คนรับใช้เรียกคนงานที่อยู่ใกล้ๆ ว่าจ้างให้อุ้มนักพรตขึ้นมาเพื่อพาไปหาหมอที่อยู่ใกล้ๆ

มิทันที่คนรับใช้จะวิ่งออกไปเรียกคนงาน พอนักพรตจอมขี้เหนียวได้ยินว่าเศรษฐีจะควักกระเป๋าจ้างคนเพื่อมาอุ้มตนเองพาไปหาหมอก็ผงกหัวขึ้นมากล่าวด้วยเสียงอันแหบพร่าว่า“นายท่านไม่ต้องเรียกคนมาอุ้มข้าไปหรอก เอาเงินที่จะว่าจ้างคนงานมาจ้างข้าให้เดินไปหาหมอเองดีกว่า เดี๋ยวแป๊บนึงข้าก็ลุกขึ้นได้แล้วล่ะ!”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ฝันของคนซื่อบื้อ

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ฝันของคนซื่อบื้อ



มีชายหนุ่มแซ่ชีอยู่รายหนึ่ง ทั้งวันไม่รู้จักทำงานทำการอื่นใดนอกจากอ่านหนังสือ ทุกคนต่างซุบซิบนินทาว่าไอ้หนุ่มรายนี้นั้นเป็นหนอนหนังสือ ประเภทความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เช้าตรู่ของวันหนึ่ง ไอ้หนุ่มแซ่ชีผลุนผลันลุกขึ้นจากเตียงนอน แล้วรีบเดินไปหาสาวรับใช้ในบ้านที่ชื่อหงเหมย (บ๊วยแดง) แล้วถามขึ้นว่า “เมื่อคืนเจ้าฝันเห็นข้าหรือเปล่า?”

สาวใช้เมื่อถูกนายน้อยอยู่ๆ ก็เดินมาถามคำถามแปลกๆ แบบไม่มีที่มาที่ไปจึงตอบไปว่า “นายท่าน เมื่อคืนบ่าวพอล้มตัวลงนอนก็หลับสนิทจนถึงรุ่งสาง เท่าที่จำได้ก็ไม่ได้ฝันอะไร ดังนั้นจึงไม่ได้ฝันเห็นใครสักคน”

หนอนหนังสือแซ่ชีเมื่อได้ฟังดังนั้นก็โมโหโกรธาอย่างยิ่ง ชี้หน้าด่าสาวใช้ว่า “เจ้านี้ช่างไร้ซึ่งเหตุผล เมื่อคืนข้าฝันเห็นเจ้าชัดๆ แถมยังพูดกับเจ้าด้วย เจอกันต่อหน้าขนาดนี้เจ้ายังจะกล้ามาล้อเล่นกับข้า บอกว่าเมื่อคืนในฝันไม่ได้เจอข้า?”

เมื่อหงเหมยยังคงยืนยันว่าไม่ได้เจอนายน้อย ไอ้หนุ่มก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่และเร่งรุดไปฟ้องมารดากล่าวว่า “ท่านแม่โปรดอบรมสั่งสอนหงเหมยด้วย!” เมื่อมารดาถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องราว ลูกชายจึงกล่าวว่า “เมื่อคืนข้าฝันเห็นนางชัดๆ แต่นางกลับยืนกรานว่าไม่ได้ฝันเห็นข้าพเจ้า ในโลกนี้มีคนช่างโกหกพกลมเช่นนี้ที่ไหนล่ะท่านแม่!”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน นกโง่

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน นกโง่



มีชายผู้หนึ่งเดินทางไปงานเลี้ยงที่บ้านเพื่อน เนื่องด้วยงานเลี้ยงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน สุราปลาปิ้ง ทำให้แม้แขกเหรื่อจะทยอยกันกลับไปเกือบหมดแล้ว แต่ชายคนดังกล่าวก็ยังนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมลุกขึ้นร่ำลากับเจ้าของงานเสียที ขณะที่คนรับใช้ หรือแม้แต่เจ้าของบ้านก็ไม่กล้าเสียมารยาทไล่แขกคนสุดท้ายกลับ

ขณะที่คิดหาหนทางเชิญแขกคนสุดท้ายกลับบ้านเพื่อเก็บข้าวของอยู่นั้น เจ้าของบ้านเผอิญเหลือบไปเห็นนกตัวใหญ่เกาะอยู่บนต้นไม้ในบ้าน จึงหันไปกล่าวกับแขกว่า “พวกเราก็นั่งกันอยู่ที่โต๊ะนี้นานแล้ว อาหารก็ร่อยหรอลงไปจนเกือบหมด รบกวนท่านรอสักครู่เดี๋ยวข้าพเจ้าขอเวลาไปโค่นต้นไม้ต้นนี้ จับเจ้านกตัวใหญ่บนนั้น เพื่อมาปรุงเป็นกับแกล้มคู่สุราเลิศรส ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”

ชายผู้นั้นกล่าวตอบว่า “ข้าเกรงว่าพอต้นไม้ล้มลง เจ้านกใหญ่จะบินหนีไปเสียก่อนน่ะสิ”

เมื่อได้ยินคำทักท้วงเช่นนั้นเจ้าบ้านจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเห็นว่านกใหญ่ตัวนี้เป็นเพียงนกทึมทึบตัวหนึ่ง แม้ไม้จะล้ม หรือจะตายไปเจ้านกโง่ก็คงไม่ขยับตัวไปไหนหรอก!”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ใส่รองเท้าผิดข้าง

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ใส่รองเท้าผิดข้าง



นานมาแล้ว มีเจ้าสัวผู้หนึ่งออกไปทำธุระนอกบ้านโดยใส่รองเท้าผิดคู่ผิดข้าง ข้างหนึ่งพื้นรองเท้าหนา ส่วนอีกข้างหนึ่งพื้นรองเท้าบาง พอใส่รองเท้าผิดคู่ผิดข้างออกจากบ้านไปสักพักเจ้าสัวยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ หะแรกก็นึกไม่ถึงว่าตนเองใส่รองเท้าผิด จึงได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองว่า “เหตุใดวันนี้อยู่ๆ ขาข้างนึงของข้าก็งอกยาวขึ้น เอ๊ะ! หรือขาอีกข้างหนึ่งหดสั้นลง ... หรือคิดอีกที ถนนสายนี้กลายเป็นขรุขระขึ้นมากระทันหันหรือเปล่า?”

กระทั่งมีคนเดินเข้ามาทักว่า “วันนี้นายท่านใส่รองเท้าสลับคู่กันต่างหากล่ะ ท่าทางจึงเหมือนคนเดินกะโผลกกะเผลก” เจ้าสัวพอก้มลงดูพบว่าตัวเองใส่รองเท้าสลับคู่กันจริงๆ จึงรีบสั่งให้ผู้ติดตามรีบกลับไปที่บ้านเพื่อเอารองเท้าคู่ใหม่มา

หลังจากผู้ติดตามวิ่งกลับไปที่บ้าน เจ้าสัวก็นั่งรออยู่นานสองนานกว่าผู้ติดตามจะวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาโดยไม่มีรองเท้าคู่ใหม่ติดมือมาด้วย เจ้าสัวเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเจ้าจึงไม่หิ้วรองเท้าที่ข้าให้ไปเปลี่ยนกลับมาด้วย?”

ด้านผู้ติดตามที่วิ่งกลับมายังไม่ทันจะหายเหนื่อยก็ได้แต่ตอบด้วยน้ำเสียงอันรันทดว่า “นายท่าน ... เมื่อครู่ตอนที่ข้าวิ่งกลับบ้านไป ควานหารองเท้าอยู่ครึ่งค่อนวัน พบว่ารองเท้าอีกคู่ของท่านก็เป็นเหมือนกับข้างนี้นี่แหละ ข้างนึงพื้นหนา อีกข้างนึงพื้นบาง ข้าว่าท่านไม่ต้องเปลี่ยนรองเท้าหรอก!”

yengo หรือ buzzcity

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ศิษย์ตวนกง

เรื่องชวนหัวในยุคราชวงศ์จีน ตอน ศิษย์ตวนกง



นานมาแล้วทางภาคเหนือของจีน มีชายนักเต้นรำแก้บนผู้หนึ่งได้รับการยกย่องจากชาวบ้านร้านช่องว่าเป็น “ตวนกง”* โดยพ่อหมอนักรำแก้บนผู้นี้รับลูกศิษย์คนหนึ่งเอาไว้คอยดูแลรับใช้และถ่ายทอดวิชา

ครั้งหนึ่ง เมื่อตวนกงต้องออกไปทำธุระข้างนอก เหลือแต่ลูกศิษย์อยู่โยงเฝ้าสำนักก็มีคนของคหบดีเดินทางมาติดต่อขอให้ไปเต้นรำแก้บนโดยด่วน โดยสัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนสูงลิบ

ด้านลูกศิษย์ที่เพิ่งศึกษาวิธีการย่ำกลองกับคำร้องประกอบการแก้บนได้เพียงเล็กน้อย ยังไม่ทันจะสำเร็จวิชาการเรียกเทพมาเข้าทรงและเคล็ดลับในการเต้นแก้บนก็ร้อนใจ เนื่องจากอาจารย์ติดธุระออกไปข้างนอกและคงกลับมาไม่ทันฤกษ์ยามที่ทางฝ่ายคหบดีนัดเป็นแน่ เกรงว่าสำนักจะพลาดโอกาสรับทรัพย์ก้อนโต จึงตัดสินใจรับงานเต้นแก้บนดังกล่าวด้วยตนเอง

เมื่อมาถึงศาลเจ้า เจ้าลูกศิษย์จึงเริ่มพิธีด้วยการเต้นย็อกๆ แย็กๆ อยู่พักใหญ่ ทว่ากลับยังไม่มีสัญญาณว่าเทพจะลงมาประทับทรงเสียที จนกระทั่งเจ้าตัวต้องหยุดเต้นและนั่งขัดสมาธิลงเพื่อแสร้งว่าเทพได้ลงมาเข้าทรงแล้ว จากนั้นลูกศิษย์จึงกล่าวคำมั่วๆ ซั่วๆ และขมุบขมิบปากอยู่อึดใจหนึ่ง ... กระทั่งในท้ายที่สุดก็สิ้นสุดพิธีลงดื้อๆ เสียอย่างนั้น

พอเสร็จงาน เมื่อเจ้าลูกศิษย์หิ้วค่าตอบแทนก้อนโตกลับมาถึงสำนัก เวลาเหมาะเจาะกับที่อาจารย์เสร็จธุระกลับมาพอดี ด้วยความร้อนใจลูกศิษย์จึงรีบรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขั้นตอนของพิธีที่ตัวเองเพิ่งทำให้อาจารย์ได้รับทราบอย่างละเอียด

ฝั่งอาจารย์เมื่อได้ฟังดังนั้นก็อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนกล่าวกับศิษย์ว่า “เจ้ารู้วิธีการทำพิธีเช่นนี้ได้อย่างไร ที่ผ่านมาข้าก็เต้นอย่างที่เจ้าว่านี่แหละ!”

yengo หรือ buzzcity